
นักพยากรณ์อากาศทั่วโลกกำลังจับตา “เอลนีโญ” ที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น และอาจพัฒนาเป็นเหตุการณ์ระดับ “รุนแรงมาก” ส่งผลให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น รูปแบบฝนเปลี่ยนแปลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อผลผลิตทางการเกษตรทั่วโลก โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาสหราชอาณาจักรเตือนว่า เอลนีโญที่กำลังก่อตัวอาจรุนแรงที่สุดเท่าที่คนในยุคปัจจุบันเคยพบเห็น
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาสหราชอาณาจักร หรือ Met Office ระบุเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมว่า เอลนีโญที่กำลังก่อตัวมีแนวโน้มเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายชั่วอายุคน และอาจรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 โดยคาดว่า ปี 2027 มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ แทนที่ปี 2024
การคาดการณ์ล่าสุดพบว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณเส้นศูนย์สูตรของมหาสมุทรแปซิฟิกอาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 องศาเซลเซียส ในช่วงปลายปีนี้ ขณะที่เอลนีโญโดยทั่วไปทำให้อุณหภูมิบริเวณดังกล่าวเพิ่มขึ้นประมาณ 1–2 องศาเซลเซียส และการเพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียสถือเป็นเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงแล้ว
สรุปข่าว
นักพยากรณ์อากาศทั่วโลกกำลังจับตา “เอลนีโญ” ที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น และอาจพัฒนาเป็นเหตุการณ์ระดับ “รุนแรงมาก” ส่งผลให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น รูปแบบฝนเปลี่ยนแปลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อผลผลิตทางการเกษตรทั่วโลก โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาสหราชอาณาจักรเตือนว่า เอลนีโญที่กำลังก่อตัวอาจรุนแรงที่สุดเท่าที่คนในยุคปัจจุบันเคยพบเห็น
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาสหราชอาณาจักร หรือ Met Office ระบุเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมว่า เอลนีโญที่กำลังก่อตัวมีแนวโน้มเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายชั่วอายุคน และอาจรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 โดยคาดว่า ปี 2027 มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ แทนที่ปี 2024
การคาดการณ์ล่าสุดพบว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณเส้นศูนย์สูตรของมหาสมุทรแปซิฟิกอาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 องศาเซลเซียส ในช่วงปลายปีนี้ ขณะที่เอลนีโญโดยทั่วไปทำให้อุณหภูมิบริเวณดังกล่าวเพิ่มขึ้นประมาณ 1–2 องศาเซลเซียส และการเพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียสถือเป็นเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงแล้ว
เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกอุ่นขึ้น เนื่องจากลมสินค้าหรือลมตะวันออกอ่อนกำลังลง โดยมักเกิดขึ้นทุก 2–7 ปี และแต่ละครั้งกินเวลาประมาณ 9–12 เดือน
เมื่อเกิดเอลนีโญ อุณหภูมิในหลายพื้นที่ทั่วโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น ขณะที่บางภูมิภาคอาจเผชิญภัยแล้ง เช่น เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และแอฟริกาตอนใต้ ส่วนบางพื้นที่ เช่น ตอนใต้ของทวีปอเมริกาใต้และสหรัฐฯ อาจเผชิญฝนตกหนักมากขึ้น
ด้านศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศของสหรัฐฯ ได้ปรับเพิ่มระดับการคาดการณ์เอลนีโญเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า มีโอกาสมากกว่า 90% ที่จะเกิดเอลนีโญระดับรุนแรงมากในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวของซีกโลกเหนือ ปี 2026–2027 ผลกระทบที่น่ากังวลอย่างมากคือ ภาคเกษตรกรรม เพราะทั้งความร้อน ความแห้งแล้ง และฝนที่ตกมากเกินไปสามารถทำลายผลผลิตได้ โดยเฉพาะเกษตรกรที่กำลังเผชิญต้นทุนปุ๋ยและเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นอยู่แล้ว
เอลนีโญและลานีญาต่างกันอย่างไร?
เอลนีโญและลานีญาเป็นปรากฏการณ์คนละระยะของระบบภูมิอากาศเดียวกันในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน
เอลนีโญ เกิดขึ้นเมื่อลมสินค้าตะวันออกอ่อนกำลังลง ทำให้น้ำอุ่นที่สะสมอยู่ทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกเคลื่อนตัวไปทางตะวันออก ส่งผลให้ความร้อนกระจายตัวและทำให้รูปแบบสภาพอากาศทั่วโลกเปลี่ยนแปลง
ส่วน ลานีญา เกิดขึ้นเมื่อลมสินค้าแรงขึ้น ผลักน้ำอุ่นไปทางตะวันตก และเปิดทางให้น้ำเย็นจากใต้มหาสมุทรลอยตัวขึ้นทางตะวันออก ทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณดังกล่าวต่ำกว่าปกติ
ลานีญามักทำให้ออสเตรเลียและบางพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีฝนมากขึ้น แต่ผลกระทบต่อมรสุมอินเดียแตกต่างกันไปในแต่ละเหตุการณ์ ขณะที่บางพื้นที่ของทวีปอเมริกาใต้มีฝนมากขึ้น ส่วนทางตอนใต้ของสหรัฐฯ มีแนวโน้มแห้งแล้ง ข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลียระบุว่า โดยเฉลี่ยเอลนีโญเกิดขึ้นประมาณทุก 3–5 ปี ส่วนลานีญาเกิดขึ้นทุก 3–7 ปี
บทเรียนจากเอลนีโญในอดีต
เอลนีโญแต่ละครั้งมีความรุนแรงและผลกระทบแตกต่างกัน เหตุการณ์รุนแรงในปี 2015–2016 ทำให้ออสเตรเลียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญภัยแล้งรุนแรง และทำให้มรสุมอินเดียอ่อนกำลัง ส่งผลให้ผลผลิตธัญพืช น้ำมันปาล์ม และน้ำตาลลดลง ในขณะเดียวกัน บางพื้นที่ของทวีปอเมริกาใต้กลับเผชิญฝนตกมากเกินไป จนกระทบการเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองและข้าวโพด
ส่วนเอลนีโญระดับปานกลางในปี 2009–2010 ทำให้หลายพื้นที่ในอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสภาพอากาศแห้งแล้ง ส่งผลให้ผลผลิตข้าวและข้าวสาลีลดลง
สำหรับเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดที่เคยบันทึกไว้คือ เอลนีโญปี 1997–1998 ซึ่งทำให้หลายพื้นที่ของเอเชียเผชิญภัยแล้งและผลผลิตข้าวลดลง ขณะที่บางพื้นที่ในทวีปอเมริกาเผชิญน้ำท่วมและความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร
โลกร้อนทำให้เอลนีโญรุนแรงขึ้นหรือไม่?
นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสาเหตุที่ทำให้รูปแบบเอลนีโญและลานีญาเปลี่ยนแปลงโดยตรงหรือไม่แต่สิ่งที่ทราบแน่ชัดคือ เมื่อเกิดเอลนีโญขึ้น ภาวะโลกร้อนทำให้ผลกระทบจากรูปแบบสภาพอากาศที่เกิดขึ้นรุนแรงมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิที่สูงขึ้น ความแห้งแล้ง หรือฝนตกหนัก
เอลนีโญที่กำลังก่อตัวอาจรุนแรงที่สุดในรอบหลายชั่วอายุคน และมีโอกาสมากกว่า 90% ที่จะพัฒนาเป็นเหตุการณ์รุนแรงมากในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027 พร้อมดันอุณหภูมิโลกให้สูงขึ้น ผลกระทบสำคัญคือ ภัยแล้ง ฝนแปรปรวน และความร้อนจัด ซึ่งอาจกระทบผลผลิตข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด น้ำมันปาล์ม และพืชเศรษฐกิจทั่วโลก ขณะที่โลกกำลังร้อนขึ้น นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า แม้ยังไม่ชัดเจนว่าโลกร้อนจะทำให้เอลนีโญเกิดบ่อยขึ้นหรือไม่ แต่เมื่อเอลนีโญเกิดขึ้น ผลกระทบที่ตามมามีแนวโน้มรุนแรงกว่าเดิม ทำให้ภาคเกษตรและความมั่นคงทางอาหารทั่วโลกต้องเตรียมรับมือมากขึ้น
- โลกร้อนเร่ง “ทะเลเดือด” คุกคามระบบนิเวศใต้ทะเล แถมทำ “ฝนตกหนัก” เพิ่ม 30%
- “เอลนีโญ” ปลุกพายุปี 69 คาดก่อตัวเยอะสุดเป็นประวัติการณ์
- จับตา “เอลนีโญ” 2026 กำลังเร่งตัวแตะระดับรุนแรง ปี 2027 เสี่ยงร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์
- “เอลนีโญ” เขย่าฝนเอเชีย ทำกรุงเทพฯ เสี่ยงแล้งมากขึ้น แต่หลายเมืองจ่อน้ำท่วม
- โลกเดือดสุดอันตราย! พบยอดผู้เสียชีวิตในเยอรมนีพุ่ง 12,500 คน
