โลกร้อนมากขึ้น! เตือน “เมฆระเบิด” ฝนกระหน่ำ พื้นที่ใกล้เขาสูงเสี่ยงน้ำท่วมทุกปี

Share on Line Share on Facebook Share on X
โลกร้อนมากขึ้น! เตือน “เมฆระเบิด” ฝนกระหน่ำ พื้นที่ใกล้เขาสูงเสี่ยงน้ำท่วมทุกปี

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในประเด็นเรื่องโลกร้อนมากขึ้น...อาศัยใกล้ภูเขาสูง ระวัง! เมฆระเบิด ฝนกระหน่ำ น้ำท่วมมาแน่...ทุกปี โดยระบุว่า

 

ภาวะโลกร้อน (Global Warming) เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ "เมฆระเบิด" (Cloudburst) หรือการเกิด Rain Bomb หรือฝนตกกระหน่ำอย่างรุนแรงในพื้นที่จำกัดบริเวณใกล้ภูเขาสูง (High Hills) บ่อยครั้งและรุนแรงยิ่งขึ้น กระบวนการนี้เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ทางวิทยาศาสตร์และลักษณะภูมิประ เทศ ดังนี้

 

ภาวะโลกร้อนทำให้เกิด "เมฆระเบิด" และ"ฝนกระหน่ำ" ใกล้ภูเขาสูง

สาเหตุมาจากอากาศอุ้มน้ำได้มากขึ้น เมื่อโลกอุ่นขึ้นทุก ๆ 1องศาเซลเซียส ชั้นบรรยากาศจะสามารถกักเก็บความชื้นและไอน้ำได้เพิ่มขึ้นประมาณ 7% ทำให้มี "มวลน้ำ" สะสมในชั้นบรรยากาศปริมาณมหาศาล เมื่อเกิดแรงยกตัวทางภูมิประเทศ (Orographic Lift) และมีลมมรสุมที่พัดพาเอาไอน้ำหนาแน่นเหล่านี้มาปะทะกับแนวภูเขาสูง ความลาดชันของภูเขาจะบังคับให้มวลอากาศร้อนชื้นยกตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว เหมือนการปัดแปรงขึ้น เกิดการก่อตัวของเมฆคิวมูโลนิมบัส อากาศชื้นที่ถูกดันขึ้นไปด้านบนจะเย็นตัวลงอย่างรวดเร็วและควบแน่นกลายเป็นเมฆฝนฟ้าคะนองขนาดใหญ่ในบรรยากาศ (Cumulonimbus) ที่มีความสูงแนวดิ่งมาก

 

สรุปข่าว

ดร.สนธิ คชวัฒน์ เตือนภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยโลกเพิ่มสูงขึ้น และก่อให้เกิดปรากฏการณ์ “เมฆระเบิด” นำไปสู่การเกิด “ระเบิดฝน” ใกล้ภูเขาสูงบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น ซึ่งในอนาคตมีแนวโน้มเสี่ยงน้ำท่วมทุกปี

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในประเด็นเรื่องโลกร้อนมากขึ้น...อาศัยใกล้ภูเขาสูง ระวัง! เมฆระเบิด ฝนกระหน่ำ น้ำท่วมมาแน่...ทุกปี โดยระบุว่า

 

ภาวะโลกร้อน (Global Warming) เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ "เมฆระเบิด" (Cloudburst) หรือการเกิด Rain Bomb หรือฝนตกกระหน่ำอย่างรุนแรงในพื้นที่จำกัดบริเวณใกล้ภูเขาสูง (High Hills) บ่อยครั้งและรุนแรงยิ่งขึ้น กระบวนการนี้เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ทางวิทยาศาสตร์และลักษณะภูมิประ เทศ ดังนี้

 

ภาวะโลกร้อนทำให้เกิด "เมฆระเบิด" และ"ฝนกระหน่ำ" ใกล้ภูเขาสูง

สาเหตุมาจากอากาศอุ้มน้ำได้มากขึ้น เมื่อโลกอุ่นขึ้นทุก ๆ 1องศาเซลเซียส ชั้นบรรยากาศจะสามารถกักเก็บความชื้นและไอน้ำได้เพิ่มขึ้นประมาณ 7% ทำให้มี "มวลน้ำ" สะสมในชั้นบรรยากาศปริมาณมหาศาล เมื่อเกิดแรงยกตัวทางภูมิประเทศ (Orographic Lift) และมีลมมรสุมที่พัดพาเอาไอน้ำหนาแน่นเหล่านี้มาปะทะกับแนวภูเขาสูง ความลาดชันของภูเขาจะบังคับให้มวลอากาศร้อนชื้นยกตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว เหมือนการปัดแปรงขึ้น เกิดการก่อตัวของเมฆคิวมูโลนิมบัส อากาศชื้นที่ถูกดันขึ้นไปด้านบนจะเย็นตัวลงอย่างรวดเร็วและควบแน่นกลายเป็นเมฆฝนฟ้าคะนองขนาดใหญ่ในบรรยากาศ (Cumulonimbus) ที่มีความสูงแนวดิ่งมาก

 

ขณะที่กระแสลมแนวตั้งกักเก็บน้ำ (Updraft) ในสภาวะโลกร้อน ทำให้อากาศร้อนจากพื้นดินจะมีแรงลอยตัวสูงมาก (Updraft) กระแสลมที่พัดขึ้นนี้จะช่วย "พยุง" เม็ดฝนไม่ให้ตกลงมา ทำให้เม็ดฝนสะสมและรวมตัวกันจนมีขนาดใหญ่และหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ อยู่ภายในก้อนเมฆ เมื่อน้ำสะสมจนหนักเกินกว่าที่กระแสลมแนวตั้งจะพยุงไหว หรือเมื่อมีกระแสลมเย็นพัดเข้ามาแทรกอย่างกะทันหัน กระแสลมพยุงจะเหนี่ยวรั้งไม่อยู่และพังทลายลง เกิดการถล่มของก้อนเมฆ หรือเมฆระเบิด (Cloudburst) ส่งผลให้มวลน้ำหลายล้านตันร่วงทะลักลงมาสู่พื้นดินพร้อมกันในคราวเดียว คล้ายกับการคว่ำถังน้ำยักษ์เทลงมา โดยมักเกิดในระดับความสูง 1,000 ถึง 2,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

 

กลไกการเกิดเมฆระเบิดนำไปสู่ ฝนกระหน่ำหรือ Rain Bomb

Global Warming จะเพิ่มอุณหภูมิอากาศอากาศกักเก็บไอน้ำและพลังงานความร้อนได้สูงขึ้นมาก โดยภูเขาสูง ทางลาดชันบังคับให้อากาศวิ่งขึ้นด้านบนได้รวดร็วทำให้เกิดการควบแน่นเป็นเมฆฝนขนาดใหญ่ในพื้นที่จำกัดอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดผลกระทบจากมวลน้ำมหาศาลทะลักลงมาในเวลาสั้น ๆ กลายเป็นน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่มรุนแรงในบริเวณหุบเขา


ภาคเหนือตอนบนและตอนกลางมีความเสี่ยง

ประเทศไทยช่วงนี้ภาคเหนือตอนบนและตอนกลางกำลังมีร่องมรสุมพัดผ่านและยังมีหย่อมความกดอากาศต่ำเป็นหย่อม ๆ เมื่อลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงพัดเข้ามาปะทะจะทำให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ เกิดน้ำท่วมหนัก แต่ต้องเตือนให้ระวังบริเวณภูเขาสูงเกิน 1000 เมตรขึ้นไปอาจจะเกิดปรากฎการณ์เมฆระเบิดนำไปสู่ฝนกระหน่ำบ่อยครั้งมากขึ้นและอาจจะเกิดขึ้นทุกปี

 

เมฆระเบิดนำไปสู่ “Rain Bomb”

“ระเบิดฝน” หรือ Rain Bomb เป็นปรากฏการณ์ทางสภาพอากาศที่กลุ่มเมฆฝนสะสมความชื้นและปริมาณน้ำไว้มหาศาล แล้วปลดปล่อยออกมาเป็นฝนตกลงมาอย่างรุนแรงและหนักหน่วงฉับพลันในเวลาสั้น ๆ ราว 10-60 นาที คล้ายกับฟ้ารั่วหรือระเบิดน้ำจากฟ้า ซึ่งมักทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มอย่างรุนแรง ปริมาณน้ำฝนมากกว่า 100 มิลลิเมตรภายในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง

ที่มาข้อมูล : Sonthi Kotchawat

ที่มารูปภาพ : Freepik