
จีนเดินหน้าสู่ยุคใหม่ของนโยบายสภาพภูมิอากาศ หลังรัฐบาลจีนประกาศ “แผน 5 ปีเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ฉบับที่ 15 ครอบคลุมช่วงปี 2026–2030 ซึ่งถือเป็นกรอบนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนก่อนปี 2060
แม้แผนฉบับใหม่นี้จะไม่ได้ประกาศเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศครั้งใหญ่เพิ่มเติม แต่เป็นการ รวบรวม ยืนยัน และยกระดับนโยบายที่มีอยู่เดิม พร้อมส่งสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นในเรื่องก๊าซเรือนกระจกที่ไม่ใช่คาร์บอนไดออกไซด์ ตลาดคาร์บอน และบทบาทของจีนในธรรมาภิบาลด้านสภาพภูมิอากาศโลก
แผนดังกล่าวจัดทำโดยกระทรวงนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมของจีน ร่วมกับหน่วยงานรัฐบาลอีก 18 แห่ง รวมถึงคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ และสำนักงานบริหารพลังงานแห่งชาติ โดยครอบคลุมตั้งแต่การลดการปล่อย CO₂ ก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ตลาดคาร์บอน การจัดทำคาร์บอนฟุตพรินต์ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ
จีนมองว่าแผนนี้เป็น “เครื่องมือนโยบายหลัก” สำหรับขับเคลื่อนการรับมือกับสภาพภูมิอากาศในช่วง 2026–2030 และเป็นครั้งแรกที่จีนสร้างระบบเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศที่ครอบคลุมในระดับแผน 5 ปี โดยมีเป้าหมายสนับสนุนคำมั่นภายใต้ความตกลงปารีส
จีนยังคงยืนยันเป้าหมายเดิม ได้แก่ การทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกแตะจุดสูงสุดก่อนปี 2030 และมุ่งสู่ Carbon Neutrality ก่อนปี 2060 ขณะที่เป้าหมายระหว่างทางคือการลดความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอนต่อ GDP ลงมากกว่า 65% จากระดับปี 2005 ภายในปี 2030
สรุปข่าว
จีนเดินหน้าสู่ยุคใหม่ของนโยบายสภาพภูมิอากาศ หลังรัฐบาลจีนประกาศ “แผน 5 ปีเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ฉบับที่ 15 ครอบคลุมช่วงปี 2026–2030 ซึ่งถือเป็นกรอบนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนก่อนปี 2060
แม้แผนฉบับใหม่นี้จะไม่ได้ประกาศเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศครั้งใหญ่เพิ่มเติม แต่เป็นการ รวบรวม ยืนยัน และยกระดับนโยบายที่มีอยู่เดิม พร้อมส่งสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นในเรื่องก๊าซเรือนกระจกที่ไม่ใช่คาร์บอนไดออกไซด์ ตลาดคาร์บอน และบทบาทของจีนในธรรมาภิบาลด้านสภาพภูมิอากาศโลก
แผนดังกล่าวจัดทำโดยกระทรวงนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมของจีน ร่วมกับหน่วยงานรัฐบาลอีก 18 แห่ง รวมถึงคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ และสำนักงานบริหารพลังงานแห่งชาติ โดยครอบคลุมตั้งแต่การลดการปล่อย CO₂ ก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ตลาดคาร์บอน การจัดทำคาร์บอนฟุตพรินต์ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ
จีนมองว่าแผนนี้เป็น “เครื่องมือนโยบายหลัก” สำหรับขับเคลื่อนการรับมือกับสภาพภูมิอากาศในช่วง 2026–2030 และเป็นครั้งแรกที่จีนสร้างระบบเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศที่ครอบคลุมในระดับแผน 5 ปี โดยมีเป้าหมายสนับสนุนคำมั่นภายใต้ความตกลงปารีส
จีนยังคงยืนยันเป้าหมายเดิม ได้แก่ การทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกแตะจุดสูงสุดก่อนปี 2030 และมุ่งสู่ Carbon Neutrality ก่อนปี 2060 ขณะที่เป้าหมายระหว่างทางคือการลดความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอนต่อ GDP ลงมากกว่า 65% จากระดับปี 2005 ภายในปี 2030
เป้าหมายสำคัญในช่วง 5 ปี
แผนดังกล่าวยังคงเป้าหมายหลักที่มีอยู่เดิม เช่น
- ลด Carbon Intensity หรือปริมาณการปล่อยคาร์บอนต่อ GDP ลง 17% ตลอดช่วง 5 ปี
- ลดความเข้มข้นของคาร์บอนต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้ตลาดคาร์บอนของจีนลง 3%
- เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนและทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล
- เพิ่มศักยภาพการปรับตัวต่อผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ
- สนับสนุนการไหลเวียนและการขยายตัวของเทคโนโลยีพลังงานสะอาด
ประเด็นที่น่าสนใจคือ แผนฉบับนี้ไม่ได้มุ่งเฉพาะการลด CO₂ แต่ให้ความสำคัญกับ ก๊าซเรือนกระจกที่ไม่ใช่ CO₂ เช่น มีเทน ไนตรัสออกไซด์ หรือ N₂O และไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน หรือ HFCs จีนตั้งเป้าสร้างศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเหล่านี้รวมกัน 30 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO₂e) ภายในปี 2030
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการนำ มีเทนจากเหมืองถ่านหิน มาใช้ประโยชน์ โดยการวิเคราะห์ระบุว่าโครงการที่จัดการมีเทนจากอากาศระบายในเหมืองและมีเทนจากเหมืองถ่านหิน อาจช่วยลดการปล่อยได้ราว 20 MtCO₂e ภายในปี 2030
นอกจากนี้ จีนยังมีมาตรการควบคุม N₂O จากภาคอุตสาหกรรม การทำลาย HFCs และการใช้เทคโนโลยีตัวเร่งปฏิกิริยาเพื่อลดการปล่อย N₂O รวมถึงการเรียกคืนและทดแทน SF₆ หรือซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ ที่ใช้ในอุปกรณ์ระบบไฟฟ้า เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะข้อมูลปี 2021 ระบุว่า จีนปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมประมาณ 14,000 MtCO₂e และก๊าซที่ไม่ใช่ CO₂ คิดเป็นประมาณ 19% หรือ 2,700 MtCO₂e โดยส่วนใหญ่เป็นก๊าซมีเทน
อีกประเด็นสำคัญคือ จีนประกาศชัดขึ้นว่าต้องการมีบทบาทมากกว่าเดิมในการกำหนดทิศทาง ธรรมาภิบาลด้านสภาพภูมิอากาศโลก ภายในปี 2030 จีนต้องการเพิ่มอิทธิพลและบทบาทในการกำหนดทิศทางนโยบายภูมิอากาศระหว่างประเทศ รวมถึงต้องการสร้าง “เรื่องเล่าใหม่” เกี่ยวกับธรรมาภิบาลด้านสภาพภูมิอากาศ
นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดมองว่า จุดนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงด้านถ้อยแถลงเชิงนโยบายครั้งสำคัญ เพราะจีนมีแนวโน้มที่จะไม่ได้เพียง “เข้าร่วม” การแก้ปัญหาโลกร้อน แต่ต้องการ มีส่วนเป็นผู้นำและกำหนดทิศทางการดำเนินงานระดับโลก มากขึ้น ขณะเดียวกัน จีนยังต้องการขยายอิทธิพลของ ตลาดคาร์บอนจีน ในระดับนานาชาติ ผ่านการมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎเกณฑ์ การพัฒนามาตรฐาน และความร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ
จีนยังร่วมกับสหภาพยุโรปและบราซิลจัดตั้งความร่วมมือด้านตลาดคาร์บอนภาคบังคับ ซึ่งสะท้อนว่าจีนกำลังพยายามเข้ามามีบทบาทในการกำหนดกติกาการซื้อขายคาร์บอนโลกมากขึ้น
แผนภูมิอากาศ 5 ปีฉบับใหม่ของจีนไม่ได้เน้นการประกาศเป้าหมายใหม่ที่หวือหวา แต่เน้น “ลงมือทำและยกระดับระบบ” โดยนำเป้าหมายเดิมมารวมเข้ากับกรอบนโยบายที่ครอบคลุมมากขึ้น ตั้งแต่การลด CO₂ พลังงานหมุนเวียน การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงตลาดคาร์บอน
สิ่งที่น่าจับตาคือ การให้ความสำคัญกับก๊าซเรือนกระจกที่ไม่ใช่ CO₂ โดยเฉพาะมีเทน และการที่จีนประกาศต้องการเพิ่มบทบาทในการกำหนดกติกาด้านสภาพภูมิอากาศและตลาดคาร์บอนโลก
พูดง่าย ๆ คือ จีนกำลังขยับจากการเป็นประเทศที่ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปสู่การสร้างระบบนโยบายภายในประเทศ พร้อมพยายามมีบทบาทในการกำหนดกติกาการรับมือโลกร้อนในระดับโลก โดยมีกรอบเวลาสำคัญคือปี 2030 และเป้าหมายระยะยาวคือความเป็นกลางทางคาร์บอนก่อนปี 2060
- ฝนถล่ม “มะนิลา” ขยะทะลักคลอง-อุดท่อระบายน้ำ ปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นทุกปี
- อังกฤษแล้งหนัก! 45 ล้านคนอยู่ในพื้นที่เสี่ยง 27 ล้านคนถูกจำกัดใช้น้ำ
- อเมริกาใต้เจอแผ่นดินไหวรัว “โลกร้อน” อาจเป็นตัวเร่งรอยเลื่อน
- โลกร้อนเพิ่มความเหงา ตัดขาดผู้คนจากสังคม มนุษย์อาจต้องอยู่โดดเดี่ยวมากกว่าเดิม
- “โครเอเชีย” ร้อนจัด ชวนขี่ม้าลงทะเลหนีร้อน
ที่มาข้อมูล : cleantechnica.com
ที่มารูปภาพ : Reuters
