อเมริกาใต้เจอแผ่นดินไหวรัว “โลกร้อน” อาจเป็นตัวเร่งรอยเลื่อน

Share on Line Share on Facebook Share on X
อเมริกาใต้เจอแผ่นดินไหวรัว “โลกร้อน” อาจเป็นตัวเร่งรอยเลื่อน

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับแผ่นดินไหวเกิดบ่อยขึ้น โลกร้อนอาจเป็นปัจจัยเสริม

 

แผ่นดินไหวในทวีปอเมริกาใต้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งด้านตะวันตก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเคลื่อนตัวและมุดตัวของแผ่นเปลือกโลกอย่างรุนแรง ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนอาจเข้ามาเป็น “ปัจจัยเสริม” ที่มีน้ำหนักต่อการกระตุ้นรอยเลื่อนที่อยู่ในภาวะใกล้ถึงจุดวิกฤต แม้จะไม่ใช่สาเหตุหลักของการเกิดแผ่นดินไหวก็ตาม

 

แผ่นดินไหวใหญ่เขย่าโคลอมเบีย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.4 ในประเทศโคลอมเบีย โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ลึกลงไปใต้ดินประมาณ 107 กิโลเมตร แผ่นดินไหวครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการมุดตัวของแผ่นเปลือกโลกนัซกา (Nazca Plate) ลงไปใต้แผ่นเปลือกโลกอเมริกาใต้

การเคลื่อนตัว การกระแทก และแรงเสียดทานระหว่างแผ่นเปลือกโลก ทำให้เกิดการปลดปล่อยพลังงานออกมาอย่างฉับพลัน จนเกิดแรงสั่นสะเทือนรุนแรง ส่งผลให้หลายเมืองได้รับความเสียหาย อาคารบางส่วนพังถล่ม และมีรายงานผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน ในปี 2569 ภูมิภาคนี้ยังเผชิญเหตุแผ่นดินไหวครั้งสำคัญในประเทศเวเนซุเอลา โดยเกิดแผ่นดินไหวถึง 2 ครั้งติดต่อกัน และเกิดขึ้นห่างจากเหตุการณ์ในโคลอมเบียเพียงประมาณ 2 เดือน สะท้อนให้เห็นถึงกิจกรรมทางธรณีวิทยาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคอเมริกาใต้

สรุปข่าว

ดร.สนธิ คชวัฒน์ เตือน “แผ่นดินไหว” ในอเมริกาใต้เกิดบ่อย จากการมุดตัวของแผ่นเปลือกโลก โดยเฉพาะแนว “วงแหวนแห่งไฟ” ล่าสุดโคลอมเบียเจอแผ่นดินไหว 7.4 ขณะที่เวเนซุเอลาเกิดแผ่นดินไหว 2 ครั้งในปีเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์ชี้ โลกร้อนไม่ใช่ต้นเหตุโดยตรง แต่อาจเป็นปัจจัยเสริมผ่านธารน้ำแข็งละลาย ฝนหนัก และน้ำใต้ดินเพิ่มแรงดันรอยเลื่อน

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับแผ่นดินไหวเกิดบ่อยขึ้น โลกร้อนอาจเป็นปัจจัยเสริม

 

แผ่นดินไหวในทวีปอเมริกาใต้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งด้านตะวันตก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเคลื่อนตัวและมุดตัวของแผ่นเปลือกโลกอย่างรุนแรง ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนอาจเข้ามาเป็น “ปัจจัยเสริม” ที่มีน้ำหนักต่อการกระตุ้นรอยเลื่อนที่อยู่ในภาวะใกล้ถึงจุดวิกฤต แม้จะไม่ใช่สาเหตุหลักของการเกิดแผ่นดินไหวก็ตาม

 

แผ่นดินไหวใหญ่เขย่าโคลอมเบีย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.4 ในประเทศโคลอมเบีย โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ลึกลงไปใต้ดินประมาณ 107 กิโลเมตร แผ่นดินไหวครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการมุดตัวของแผ่นเปลือกโลกนัซกา (Nazca Plate) ลงไปใต้แผ่นเปลือกโลกอเมริกาใต้

การเคลื่อนตัว การกระแทก และแรงเสียดทานระหว่างแผ่นเปลือกโลก ทำให้เกิดการปลดปล่อยพลังงานออกมาอย่างฉับพลัน จนเกิดแรงสั่นสะเทือนรุนแรง ส่งผลให้หลายเมืองได้รับความเสียหาย อาคารบางส่วนพังถล่ม และมีรายงานผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน ในปี 2569 ภูมิภาคนี้ยังเผชิญเหตุแผ่นดินไหวครั้งสำคัญในประเทศเวเนซุเอลา โดยเกิดแผ่นดินไหวถึง 2 ครั้งติดต่อกัน และเกิดขึ้นห่างจากเหตุการณ์ในโคลอมเบียเพียงประมาณ 2 เดือน สะท้อนให้เห็นถึงกิจกรรมทางธรณีวิทยาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคอเมริกาใต้

ทำไมอเมริกาใต้จึงเกิดแผ่นดินไหวบ่อย?

สาเหตุสำคัญมาจากลักษณะทางธรณีวิทยาของภูมิภาค ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกอย่างรุนแรง


1. อยู่บน “วงแหวนแห่งไฟ”

ชายฝั่งด้านตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ ตั้งแต่โคลอมเบีย เอกวาดอร์ เปรู ไปจนถึงชิลี อยู่ในแนว “วงแหวนแห่งไฟ” (Ring of Fire) รอบมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีกิจกรรมทางธรณีวิทยารุนแรงที่สุดของโลก

บริเวณนี้เป็นแนวรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกที่มีการเคลื่อนที่เข้าหากันและเกิดการมุดตัวอย่างต่อเนื่อง จึงมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดสูงกว่าพื้นที่อื่น


2. เป็นจุดปะทะของแผ่นเปลือกโลกหลายแผ่น

อเมริกาใต้เป็นบริเวณที่มีรอยต่อและแรงปะทะของแผ่นเปลือกโลกหลายแผ่น เช่น แผ่นนัซกา แผ่นอเมริกาใต้ แผ่นแคริบเบียน และแผ่นโกกอส

การเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกเหล่านี้ทำให้เกิดแรงเค้นและความเครียดสะสมอยู่ใต้พื้นผิวโลก เมื่อแรงสะสมมากจนเกินกว่าที่รอยเลื่อนจะรับได้ พลังงานจึงถูกปลดปล่อยออกมาในรูปของแผ่นดินไหว


3. การมุดตัวก่อให้เกิดทั้งแผ่นดินไหวและเทือกเขาแอนดีส

แรงจากการมุดตัวของแผ่นเปลือกโลกไม่ได้เป็นเพียงสาเหตุของแผ่นดินไหวเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญต่อการก่อตัวของเทือกเขาแอนดีส (Andes Mountains) รวมถึงกิจกรรมภูเขาไฟในภูมิภาค


กล่าวได้ว่า ภูมิประเทศขนาดใหญ่ของอเมริกาใต้ในปัจจุบัน เป็นผลจากกระบวนการทางธรณีวิทยาที่ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน

แล้ว “โลกร้อน” เกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหวหรือไม่?

 

แม้แผ่นดินไหวจะมีต้นเหตุหลักมาจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก แต่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกมีข้อสังเกตว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจเข้ามามีบทบาทเป็น “ปัจจัยเสริม” ในบางพื้นที่

 

อย่างไรก็ตาม ภาวะโลกร้อนไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของแผ่นดินไหว เพราะกลไกหลักของแผ่นดินไหวเกิดจากกระบวนการทางธรณีวิทยาเชิงลึก หรือ Tectonics ซึ่งเกิดขึ้นใต้พื้นผิวโลกและไม่ได้ถูกควบคุมโดยอุณหภูมิของชั้นบรรยากาศโดยตรง

 

ภาวะโลกร้อนทำให้ธารน้ำแข็งละลาย ขณะที่สภาพอากาศแปรปรวนอาจทำให้เกิดฝนตกหนักหรือภัยแล้งรุนแรงมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้สามารถทำให้น้ำหนักที่กดทับอยู่บนพื้นผิวโลกเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลต่อสมดุลของแรงบนเปลือกโลก และในบางกรณีอาจช่วยกระตุ้นรอยเลื่อนที่อยู่ใกล้จุดวิกฤตให้เกิดการขยับตัวได้

 

อีกหนึ่งปัจจัยคือปริมาณน้ำที่ซึมลงสู่ใต้ดิน โดยฝนที่ตกหนักจากสภาพอากาศแปรปรวนสามารถไหลซึมผ่านรอยแตกของชั้นหินและเพิ่มแรงดันของน้ำใต้ดิน เมื่อแรงดันน้ำเพิ่มขึ้น อาจทำให้แรงเสียดทานตามรอยเลื่อนลดลง และทำให้รอยเลื่อนบางแห่งมีโอกาสลื่นไถลได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะรอยเลื่อนที่อยู่ในภาวะใกล้ถึงจุดวิกฤตอยู่แล้ว


แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในอเมริกาใต้มีสาเหตุหลักจากการเคลื่อนตัวและการมุดตัวของแผ่นเปลือกโลก โดยเฉพาะบริเวณแนววงแหวนแห่งไฟ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว


ส่วนภาวะโลกร้อนยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นต้นเหตุโดยตรงของแผ่นดินไหว แต่การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักบนพื้นผิวโลก การละลายของธารน้ำแข็ง ฝนตกหนัก และการเพิ่มขึ้นของแรงดันน้ำใต้ดิน อาจเป็นปัจจัยเสริมที่ช่วยกระตุ้นรอยเลื่อนบางแห่งให้ขยับตัวได้

 

ดังนั้น สิ่งที่น่าจับตาไม่ใช่เพียงว่า “โลกร้อนทำให้เกิดแผ่นดินไหวหรือไม่” แต่คือการทำความเข้าใจว่า เมื่อโลกเข้าสู่ยุคของสภาพอากาศสุดขั้วมากขึ้น ปัจจัยทางธรรมชาติเหล่านี้อาจเข้ามาซ้อนทับกับกระบวนการทางธรณีวิทยา และเพิ่มความเสี่ยงในบางพื้นที่ได้อย่างไร

ที่มาข้อมูล : เฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat

ที่มารูปภาพ : Reuters