โลกกำลังร้อนเกินต้าน! ทะเลเดือด-เอลนีโญแรง ไฟป่าถล่มยุโรป

Share on Line Share on Facebook Share on X
โลกกำลังร้อนเกินต้าน! ทะเลเดือด-เอลนีโญแรง ไฟป่าถล่มยุโรป

อุณหภูมิผิวน้ำทะเลทั่วโลกยังคงร้อนทำลายสถิติ โดยเดือนกรกฎาคม 2569 กลายเป็นเดือนกรกฎาคมที่มีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ ขณะที่ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ที่กำลังก่อตัวและมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ยิ่งช่วยผลักดันให้น่านน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนร้อนผิดปกติ และอาจส่งผลต่อสภาพอากาศทั่วโลก

ข้อมูลจากบริการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป หรือ Copernicus Climate Change Service (C3S) ระบุว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วมหาสมุทรนอกเขตขั้วโลก หรือพื้นที่ระหว่างละติจูด 60 องศาเหนือถึง 60 องศาใต้ อยู่ที่ 20.96 องศาเซลเซียสในเดือนกรกฎาคม สูงกว่าสถิติเดิมของเดือนกรกฎาคมปี 2566 ซึ่งอยู่ที่ 20.89 องศาเซลเซียส

สรุปข่าว

ทะเลโลกเดือน ก.ค. ร้อนทำลายสถิติ อุณหภูมิผิวน้ำเฉลี่ยแตะ 20.96°C ท่ามกลาง “เอลนีโญ” ที่กำลังแรงขึ้น ขณะที่พื้นที่ยุโรปตะวันตกเผชิญอากาศร้อนและภัยแล้งหนักที่สุดเป็นประวัติการณ์ กระทบแม่น้ำสายสำคัญ และเร่งไฟป่า นักวิทยาศาสตร์เตือน โลกร้อนกำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และไฟป่าที่รุนแรงขึ้นทั่วโลก

อุณหภูมิผิวน้ำทะเลทั่วโลกยังคงร้อนทำลายสถิติ โดยเดือนกรกฎาคม 2569 กลายเป็นเดือนกรกฎาคมที่มีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ ขณะที่ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ที่กำลังก่อตัวและมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ยิ่งช่วยผลักดันให้น่านน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนร้อนผิดปกติ และอาจส่งผลต่อสภาพอากาศทั่วโลก

ข้อมูลจากบริการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป หรือ Copernicus Climate Change Service (C3S) ระบุว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วมหาสมุทรนอกเขตขั้วโลก หรือพื้นที่ระหว่างละติจูด 60 องศาเหนือถึง 60 องศาใต้ อยู่ที่ 20.96 องศาเซลเซียสในเดือนกรกฎาคม สูงกว่าสถิติเดิมของเดือนกรกฎาคมปี 2566 ซึ่งอยู่ที่ 20.89 องศาเซลเซียส

บริเวณที่มีอุณหภูมิสูงผิดปกติอย่างชัดเจนคือ มหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ภายใต้อิทธิพลของเอลนีโญ และคาดว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะมีกำลังแรงขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ส่งผลให้น่านน้ำบริเวณนี้ร้อนขึ้นอย่างมาก

ขณะเดียวกัน น่านน้ำรอบทวีปยุโรปก็มีอุณหภูมิสูงผิดปกติเช่นกัน โดยบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนด้านตะวันตกทำสถิติอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงสุดสำหรับเดือนกรกฎาคม และเกิด คลื่นความร้อนในทะเล ในหลายพื้นที่

สำหรับอุณหภูมิโลกโดยรวม เดือนกรกฎาคม 2569 ถือเป็น เดือนกรกฎาคมที่ร้อนเป็นอันดับ 2 ร่วมกับปี 2567 และเป็นรองเพียงปี 2566 โดยอุณหภูมิอากาศพื้นผิวเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 16.90 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนยุคอุตสาหกรรมในช่วงปี 2393–2443 ถึง 1.47 องศาเซลเซียส

ขณะที่ ยุโรปตะวันตกเผชิญช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังเผชิญคลื่นความร้อนต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม โดยอุณหภูมิเฉลี่ยในช่วง 2 เดือนอยู่ที่ 21.62 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2534–2563 ถึง 2.79 องศาเซลเซียส และทำลายสถิติเดิมที่เคยเกิดขึ้นในปี 2565

ผู้เชี่ยวชาญจาก Copernicus ระบุว่า ระบบความกดอากาศสูงที่ปกคลุมพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ความร้อนถูกกักอยู่ในภูมิภาค ขณะที่สภาพดินที่แห้งแล้งลดความสามารถในการระบายความร้อนตามธรรมชาติ ส่งผลให้อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ ภาวะแห้งแล้งที่เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมและมิถุนายนยังคงรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ของยุโรปตะวันตกและยุโรปกลาง ทั้งฝรั่งเศส สเปน เยอรมนีบางส่วน และสหราชอาณาจักร ต่างเผชิญฝนตกน้อยและความชื้นในดินอยู่ในระดับต่ำ แม่น้ำสายสำคัญอย่าง แซน ไรน์ และดานูบ มีปริมาณน้ำต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมาก กระทบต่อทั้งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การชลประทาน การขนส่งทางน้ำ ระบบนิเวศ และการผลิตพลังงาน

ความร้อนและภัยแล้งที่เกิดขึ้นพร้อมกันยังเป็นปัจจัยเพิ่มความรุนแรงของ ไฟป่าในยุโรปตะวันตก ทั้งในด้านพื้นที่เผาไหม้และปริมาณการปล่อยก๊าซและมลพิษ โดยผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้ยุโรปตอนใต้เผชิญสภาพอากาศร้อนและแห้งที่เอื้อต่อไฟป่าขนาดใหญ่และรุนแรงมากขึ้น ขณะเดียวกัน ฤดูไฟป่าก็ขยายตัวขึ้นไปทางตอนเหนือของยุโรป

เมื่อเกิดไฟป่าขนาดใหญ่ ควันสามารถถูกพัดขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศที่สูงขึ้น และเดินทางไปได้ไกลหลายพันกิโลเมตร ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในพื้นที่ห่างไกลจากจุดเกิดไฟ

อุณหภูมิทะเลโลกที่ทำสถิติสูงสุดในเดือนกรกฎาคม ประกอบกับเอลนีโญที่กำลังทวีความรุนแรง สะท้อนถึงภาวะโลกร้อนที่ยังคงส่งผลต่อระบบภูมิอากาศทั่วโลก ขณะที่ยุโรปตะวันตกกำลังเผชิญทั้ง ร้อนจัด แล้งหนัก และไฟป่ารุนแรง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากอุณหภูมิโลกยังเพิ่มสูงขึ้น เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเหล่านี้อาจเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้นในอนาคต

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : NOAA