“อาร์กติก” ส่งสัญญาณวิกฤต น้ำแข็งทะเลกลับมาละลายหนัก หลังเคยชะลอไป 20 ปี!

Share on Line Share on Facebook Share on X
“อาร์กติก” ส่งสัญญาณวิกฤต น้ำแข็งทะเลกลับมาละลายหนัก หลังเคยชะลอไป 20 ปี!

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์เคยพบสัญญาณที่ดูเหมือนเป็น "ข่าวดี" เมื่ออัตราการลดลงของน้ำแข็งทะเลในมหาสมุทรอาร์กติกชะลอตัวลง แต่ผลการศึกษาฉบับล่าสุดกลับชี้ว่า การชะลอตัวดังกล่าวเป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราว และการละลายของน้ำแข็งทะเลได้กลับมาเร่งตัวอีกครั้ง ท่ามกลางภาวะโลกร้อนที่ยังคงทวีความรุนแรง


ผลการศึกษาที่เผยแพร่ล่าสุดระบุว่า ช่วงเวลาที่น้ำแข็งทะเลอาร์กติกดูเหมือนจะทรงตัวระหว่างปี 2548-2567 ได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยข้อมูลดาวเทียมล่าสุดพบว่า ระหว่างปี 2567-2568 พื้นที่น้ำแข็งทะเลอาร์กติกลดลงถึง 5.8% ซึ่งนับเป็นการลดลงของน้ำแข็งทะเลในช่วงฤดูหนาวแบบปีต่อปีที่มากที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา


ก่อนหน้านี้ งานวิจัยที่เผยแพร่เมื่อปีที่ผ่านมา ระบุว่า แม้อุณหภูมิโลกจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่พื้นที่น้ำแข็งทะเลอาร์กติกกลับไม่มีการลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา สร้างความประหลาดใจให้กับวงการวิทยาศาสตร์ เนื่องจากโดยปกติอุณหภูมิที่สูงขึ้นควรส่งผลให้การละลายของน้ำแข็งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง


สรุปข่าว

งานวิจัยล่าสุดเผยสัญญาณน่ากังวล เมื่อการชะลอตัวของการละลายน้ำแข็งทะเลอาร์กติกที่นักวิทยาศาสตร์เคยตรวจพบตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ได้สิ้นสุดลงแล้ว หลังพบการสูญเสียน้ำแข็งในช่วงฤดูหนาวระหว่างปี 2567-2568 สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ นักวิจัยเตือนว่า สิ่งที่เคยดูเหมือนการฟื้นตัวของน้ำแข็งเป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราว ขณะที่ภาวะโลกร้อนยังคงผลักดันให้อาร์กติกสูญเสียน้ำแข็งอย่างต่อเนื่อง และอาจส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศในหลายภูมิภาคของโลกในระยะยาว

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์เคยพบสัญญาณที่ดูเหมือนเป็น "ข่าวดี" เมื่ออัตราการลดลงของน้ำแข็งทะเลในมหาสมุทรอาร์กติกชะลอตัวลง แต่ผลการศึกษาฉบับล่าสุดกลับชี้ว่า การชะลอตัวดังกล่าวเป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราว และการละลายของน้ำแข็งทะเลได้กลับมาเร่งตัวอีกครั้ง ท่ามกลางภาวะโลกร้อนที่ยังคงทวีความรุนแรง


ผลการศึกษาที่เผยแพร่ล่าสุดระบุว่า ช่วงเวลาที่น้ำแข็งทะเลอาร์กติกดูเหมือนจะทรงตัวระหว่างปี 2548-2567 ได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยข้อมูลดาวเทียมล่าสุดพบว่า ระหว่างปี 2567-2568 พื้นที่น้ำแข็งทะเลอาร์กติกลดลงถึง 5.8% ซึ่งนับเป็นการลดลงของน้ำแข็งทะเลในช่วงฤดูหนาวแบบปีต่อปีที่มากที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา


ก่อนหน้านี้ งานวิจัยที่เผยแพร่เมื่อปีที่ผ่านมา ระบุว่า แม้อุณหภูมิโลกจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่พื้นที่น้ำแข็งทะเลอาร์กติกกลับไม่มีการลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา สร้างความประหลาดใจให้กับวงการวิทยาศาสตร์ เนื่องจากโดยปกติอุณหภูมิที่สูงขึ้นควรส่งผลให้การละลายของน้ำแข็งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง


นักวิจัยอธิบายในขณะนั้นว่า ความแปรปรวนตามธรรมชาติของกระแสน้ำในมหาสมุทรอาจช่วยชะลอการละลายของน้ำแข็ง โดยช่วยพาความเย็นเข้าสู่บริเวณอาร์กติกและลดผลกระทบจากอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม พวกเขาได้เตือนไว้ตั้งแต่แรกว่า การชะลอตัวดังกล่าวไม่น่าจะคงอยู่ถาวร และคาดว่าการละลายจะกลับมาเร่งตัวอีกครั้งภายใน 5-10 ปี


แต่ผลการศึกษาฉบับใหม่พบว่า การคาดการณ์นั้นเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดไว้ เพียง 2 ปีหลังจากรายงานฉบับก่อน นักวิจัยใช้ข้อมูลดาวเทียมล่าสุดวิเคราะห์พื้นที่ปกคลุมน้ำแข็งทะเล และสรุปได้ว่า การชะลอตัวที่พบในช่วงปี 2548-2567 เป็นเพียง "การชะลอตัวชั่วคราว" ไม่ใช่สัญญาณว่าการสูญเสียน้ำแข็งได้หยุดลง


ดร.ดูโอ ชาน (Dr. Duo Chan) หัวหน้าคณะวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์มหาสมุทรและโลก มหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตัน ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า สิ่งที่เคยดูเหมือนการหยุดชะงักของการละลายในช่วงต้นทศวรรษ 2020 แท้จริงแล้วเป็นเพียงช่วงพักสั้น ๆ ท่ามกลางแนวโน้มการลดลงของน้ำแข็งทะเลในระยะยาว


นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลด้วยดาวเทียมในปี 2522 พื้นที่น้ำแข็งทะเลอาร์กติกในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่มีพื้นที่น้ำแข็งน้อยที่สุดของปี ลดลงแล้วประมาณ 50% เมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้นการบันทึกข้อมูล สะท้อนผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษ


ดร.อเลสซานโดร ซิลวาโน (Dr. Alessandro Silvano) ผู้ร่วมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตัน กล่าวว่า แม้การลดลงของน้ำแข็งทะเลในปี 2568 จะถือว่ารุนแรงผิดปกติ แต่ก็ยังสอดคล้องกับสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้สภาพภูมิอากาศที่อาร์กติกกำลังอุ่นขึ้นอย่างต่อเนื่อง


นักวิจัยอธิบายเพิ่มเติมว่า น้ำแข็งทะเลในช่วงฤดูหนาวทำหน้าที่เสมือนฉนวนกั้นระหว่างมหาสมุทรอาร์กติกที่ยังคงกักเก็บความร้อน กับบรรยากาศที่หนาวเย็นเหนือพื้นผิว เมื่อพื้นที่น้ำแข็งลดลง ความร้อนและความชื้นจากมหาสมุทรจะถูกปลดปล่อยสู่บรรยากาศมากขึ้น ส่งผลต่อรูปแบบความกดอากาศ การก่อตัวของพายุ และการไหลเวียนของบรรยากาศในระดับใหญ่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศในพื้นที่ละติจูดต่ำลงมาทางตอนใต้ของโลก


ดร.ชาน ระบุว่า ผลการศึกษาครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนสำคัญถึงวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ยังดำเนินต่อไป พร้อมย้ำว่า แม้จะมีช่วงเวลาที่การสูญเสียน้ำแข็งดูเหมือนชะลอตัวลง แต่ก็ไม่ควรตีความว่าแนวโน้มการละลายได้สิ้นสุดลงแล้ว


"การฟื้นตัวในระยะสั้นอาจทำให้แนวโน้มระยะยาวของการสูญเสียน้ำแข็งทะเลอาร์กติกดูไม่ชัดเจน แต่ระดับน้ำแข็งทะเลที่ต่ำผิดปกติในช่วงฤดูหนาวของปี 2568 และ 2569 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การสูญเสียน้ำแข็งในอาร์กติกยังคงดำเนินต่อไป ภายใต้โลกที่กำลังร้อนขึ้น" ดร.ชาน กล่าว


ผลการศึกษาครั้งนี้ตอกย้ำว่า แม้ธรรมชาติจะมีความผันผวนในระยะสั้น แต่แนวโน้มระยะยาวของอาร์กติกยังคงมุ่งไปสู่การสูญเสียน้ำแข็งอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อระบบนิเวศในขั้วโลกเหนือเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศและเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วในหลายภูมิภาคทั่วโลกในอนาคตอีกด้วย

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Envato