โลกร้อนเล่นงานแอฟริกา WMO ชี้อุณหภูมิพุ่งเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลก

Share on Line Share on Facebook Share on X

แอฟริกากำลังเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง ทั้งคลื่นความร้อน น้ำท่วม และภัยแล้ง ที่คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่าหลายพันคนในปีที่ผ่านมา ขณะที่รายงานล่าสุดจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO เตือนว่า ทวีปแห่งนี้กำลังร้อนขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลก

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO เปิดเผยรายงานสถานการณ์สภาพภูมิอากาศในแอฟริกาประจำปี 2568 ระบุว่า เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วและภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 3,000 คน และประชาชนอย่างน้อย 13 ล้านคนได้รับผลกระทบทั่วทวีปแอฟริกาในปีที่ผ่านมา โดยอุทกภัยเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นมากที่สุด คิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของเหตุการณ์ทั้งหมดที่มีการรายงาน

สรุปข่าว

สัญญาณเตือนจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังปรากฏชัดขึ้นทั่วทวีปแอฟริกา เมื่อคลื่นความร้อนรุนแรง น้ำท่วมฉับพลัน ภัยแล้ง และระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น กำลังส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนนับล้านและสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจในหลายประเทศ รายงานล่าสุดขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ชี้ว่า แอฟริกากำลังร้อนขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ขณะที่ภัยพิบัติจากสภาพอากาศสุดขั้วได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 3,000 รายในปีที่ผ่านมา

แอฟริกากำลังเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง ทั้งคลื่นความร้อน น้ำท่วม และภัยแล้ง ที่คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่าหลายพันคนในปีที่ผ่านมา ขณะที่รายงานล่าสุดจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO เตือนว่า ทวีปแห่งนี้กำลังร้อนขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลก

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO เปิดเผยรายงานสถานการณ์สภาพภูมิอากาศในแอฟริกาประจำปี 2568 ระบุว่า เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วและภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 3,000 คน และประชาชนอย่างน้อย 13 ล้านคนได้รับผลกระทบทั่วทวีปแอฟริกาในปีที่ผ่านมา โดยอุทกภัยเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นมากที่สุด คิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของเหตุการณ์ทั้งหมดที่มีการรายงาน

รายงานระบุว่า ทวีปแอฟริกากำลังเผชิญภาวะโลกร้อนในอัตราที่เร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลก โดยเฉพาะแอฟริกาเหนือ ซึ่งมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 0.4 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษในช่วงปี พ.ศ. 2534-2568 ภัยพิบัติรุนแรงเกิดขึ้นหลายพื้นที่ โดยน้ำท่วมใหญ่ในประเทศไนจีเรียเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คร่าชีวิตประชาชนมากกว่า 200 คน ขณะที่น้ำท่วมในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเมื่อเดือนเมษายน ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 160 คน ส่วนภัยแล้งในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกส่งผลกระทบต่อประชาชนมากกว่า 8.5 ล้านคน

ด้าน ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจยั่งยืนของคณะกรรมาธิการสหภาพแอฟริกา กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่ภัยคุกคามในอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นวิกฤตที่กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และระบบนิเวศของแอฟริกาในปัจจุบัน

รายงานยังชี้ให้เห็นถึงการละลายของธารน้ำแข็งบนภูเขาสูงในแอฟริกาอย่างน่าวิตก โดยพื้นที่ธารน้ำแข็งบนภูเขาคิลิมันจาโรลดลงจากประมาณ 7,125 ไร่ ในปี พ.ศ. 2443 เหลือประมาณ 625 ไร่ ในปัจจุบัน ส่งผลให้แอฟริกาสูญเสียพื้นที่ธารน้ำแข็งไปมากกว่า 90% นับตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 นอกจากนี้ ระดับน้ำทะเลตามแนวชายฝั่งหลายพื้นที่ของแอฟริกายังเพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลก โดยในช่วงปี พ.ศ. 2542-2568 หลายพื้นที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 3.6 มิลลิเมตรต่อปี ขณะที่บริเวณทะเลแดงมีอัตราการเพิ่มขึ้นสูงถึงประมาณ 5.6 มิลลิเมตรต่อปี

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน และส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนนับล้านทั่วแอฟริกา

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

avatar

TNNThailand