ร้อนจนไม่อยากไป! “คลื่นความร้อน” รุนแรง กำลังเขย่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวยุโรป

Share on Line Share on Facebook Share on X
ร้อนจนไม่อยากไป!  “คลื่นความร้อน” รุนแรง กำลังเขย่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวยุโรป

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า คลื่นความร้อนในยุโรปไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ผิดปกติอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น "ความปกติใหม่" ของฤดูร้อน หลังจากยุโรปเผชิญคลื่นความร้อนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ต่อเนื่องถึงเดือนมิถุนายน โดยฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน มีอุณหภูมิสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส หลายพื้นที่เผชิญผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างรุนแรง โดยสเปนรายงานผู้เสียชีวิตจากอากาศร้อนกว่า 1,000 คนในเดือนมิถุนายน ขณะที่ฝรั่งเศสมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,000 คนภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์

 

นอกจากผลกระทบต่อชีวิตผู้คนแล้ว ความร้อนยังสร้างความท้าทายต่อการท่องเที่ยว ทั้งการใช้งานระบบขนส่ง พลังงาน และแหล่งน้ำที่เพิ่มขึ้น รวมถึงทำให้นักท่องเที่ยวมีความเสี่ยงต่อโรคลมแดดและภาวะเครียดจากความร้อนมากกว่าคนท้องถิ่น เนื่องจากมักทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน และไม่คุ้นเคยกับพื้นที่หรือจุดพักคลายร้อน

 

สรุปข่าว

ฤดูร้อนของ “ยุโรป” เคยเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนริมชายหาด เมืองประวัติศาสตร์ และเทศกาลกลางแจ้งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คลื่นความร้อนที่รุนแรงและเกิดถี่ขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังเปลี่ยนประสบการณ์การท่องเที่ยวของผู้คนอย่างมีนัยสำคัญ หลายเมืองต้องเผชิญอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ส่งผลกระทบทั้งต่อสุขภาพ ระบบสาธารณูปโภค และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจยุโรป

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า คลื่นความร้อนในยุโรปไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ผิดปกติอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น "ความปกติใหม่" ของฤดูร้อน หลังจากยุโรปเผชิญคลื่นความร้อนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ต่อเนื่องถึงเดือนมิถุนายน โดยฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน มีอุณหภูมิสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส หลายพื้นที่เผชิญผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างรุนแรง โดยสเปนรายงานผู้เสียชีวิตจากอากาศร้อนกว่า 1,000 คนในเดือนมิถุนายน ขณะที่ฝรั่งเศสมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,000 คนภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์

 

นอกจากผลกระทบต่อชีวิตผู้คนแล้ว ความร้อนยังสร้างความท้าทายต่อการท่องเที่ยว ทั้งการใช้งานระบบขนส่ง พลังงาน และแหล่งน้ำที่เพิ่มขึ้น รวมถึงทำให้นักท่องเที่ยวมีความเสี่ยงต่อโรคลมแดดและภาวะเครียดจากความร้อนมากกว่าคนท้องถิ่น เนื่องจากมักทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน และไม่คุ้นเคยกับพื้นที่หรือจุดพักคลายร้อน

 

ผลสำรวจของ European Travel Commission (ETC) พบว่า "ความปลอดภัย" กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการเลือกจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว คิดเป็น 22% รองลงมาคือ สภาพอากาศที่ดีและคาดการณ์ได้ ขณะเดียวกัน ผลสำรวจในปี 2025 ยังพบว่า 81% ของชาวยุโรประบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อการวางแผนเดินทาง โดย 15% เลือกเดินทางไปยังพื้นที่อากาศเย็นกว่า และ 14% หลีกเลี่ยงจุดหมายที่มีความเสี่ยงจากคลื่นความร้อน

 

แม้อากาศจะร้อนขึ้น แต่ประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียน เช่น สเปน อิตาลี และกรีซ ยังคงเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยว โดยข้อมูลปี 2026 ระบุว่า 60% ของนักเดินทางยังเลือกภูมิภาคยุโรปตอนใต้และเมดิเตอร์เรเนียนสำหรับการท่องเที่ยวในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายใหญ่หลายแห่งยืนยันว่า ความต้องการเดินทางไปพักผ่อนริมทะเลในช่วงฤดูร้อนยังคงแข็งแกร่ง และยังไม่พบการยกเลิกการเดินทางจำนวนมากเพราะอากาศร้อน


อย่างไรก็ตาม รูปแบบการท่องเที่ยวกำลังเริ่มเปลี่ยนแปลง นักท่องเที่ยวจำนวนมากหันมาสนใจแนวคิด "Coolcation" หรือการเลือกพักผ่อนในพื้นที่อากาศเย็น เช่น นอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์ มากขึ้น รวมถึงนิยมเดินทางในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง แทนการท่องเที่ยวในช่วงกลางฤดูร้อนที่ร้อนจัด ข้อมูลจาก ETC ยังพบว่าหลายประเทศในยุโรปเหนือมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา


ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ในอนาคต อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจำเป็นต้องปรับตัว ทั้งการออกแบบเมืองและสถานที่ท่องเที่ยวให้รองรับอากาศร้อน การเพิ่มพื้นที่ร่มและจุดพักคลายร้อน รวมถึงการปรับฤดูกาลท่องเที่ยวใหม่ โดยฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงอาจกลายเป็นช่วงท่องเที่ยวหลักของยุโรป ขณะที่ฤดูร้อนอาจค่อย ๆ กลายเป็นช่วงโลว์ซีซันในบางพื้นที่ หากแนวโน้มอุณหภูมิที่สูงขึ้นยังคงดำเนินต่อไป


การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนโฉมการท่องเที่ยวของยุโรป จากเดิมที่ฤดูร้อนเป็นช่วงเวลาทองของการเดินทาง สู่ยุคที่นักท่องเที่ยวต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและสภาพอากาศมากขึ้น แม้ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนยังคงได้รับความนิยม แต่กระแส "Coolcation" และการเดินทางนอกฤดูร้อนกำลังเติบโต สะท้อนว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับโลกที่ร้อนขึ้น เพื่อรักษาทั้งความปลอดภัยของนักเดินทางและความยั่งยืนของแหล่งท่องเที่ยวในระยะยาว

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters