“โลกร้อน” ทำอากาศผิดเพี้ยน ผลักมนุษย์ต้องปรับตัวหนักขึ้น รับมือสภาพอากาศสุดขั้ว

Share on Line Share on Facebook Share on X
“โลกร้อน” ทำอากาศผิดเพี้ยน ผลักมนุษย์ต้องปรับตัวหนักขึ้น รับมือสภาพอากาศสุดขั้ว

เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น บรรยากาศจะสามารถกักเก็บไอน้ำได้มากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณฝนที่ตกในแต่ละครั้งมีความรุนแรงมากขึ้น ขณะเดียวกันช่วงเวลาระหว่างฝนตกก็ยาวนานขึ้น ทำให้หลายพื้นที่เผชิญทั้งฝนตกหนักและภาวะแห้งแล้งสลับกันอย่างรวดเร็ว


สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลันมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เผชิญความแห้งแล้งเป็นเวลานาน เพราะดินที่แห้งและแข็งตัวจะดูดซับน้ำฝนได้ยาก เมื่อต้องเผชิญกับฝนตกหนักในระยะเวลาอันสั้น ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ต่าง ๆ รวมถึงเพิ่มการพังทลายของหน้าดินและการชะล้างสารมลพิษลงสู่แหล่งน้ำ แต่ในทางกลับกัน การเปลี่ยนจากสภาพเปียกชื้นไปสู่ภาวะแห้งแล้งอย่างรวดเร็ว จนทำให้การเตรียมพร้อมรับมือภัยแล้งทำได้ยากขึ้น


สรุปข่าว

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้ส่งผลเพียงให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้สภาพอากาศแปรปรวนรุนแรงและคาดเดาได้ยากมากขึ้นเรื่อย ๆ ก่อให้เกิดวิกฤตสภาพอากาศสุดขั้ว หรือการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วระหว่างภัยแล้งและฝนตกหนัก เพิ่มความเสี่ยงภัยพิบัติรุนแรงมากยิ่งขึ้นในทั่วโลก ซึ่งส่งผลต่อการจัดการทรัพยากรน้ำ ความมั่นคงด้านน้ำ และความปลอดภัยของประชาชนในอนาคต

เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น บรรยากาศจะสามารถกักเก็บไอน้ำได้มากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณฝนที่ตกในแต่ละครั้งมีความรุนแรงมากขึ้น ขณะเดียวกันช่วงเวลาระหว่างฝนตกก็ยาวนานขึ้น ทำให้หลายพื้นที่เผชิญทั้งฝนตกหนักและภาวะแห้งแล้งสลับกันอย่างรวดเร็ว


สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลันมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เผชิญความแห้งแล้งเป็นเวลานาน เพราะดินที่แห้งและแข็งตัวจะดูดซับน้ำฝนได้ยาก เมื่อต้องเผชิญกับฝนตกหนักในระยะเวลาอันสั้น ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ต่าง ๆ รวมถึงเพิ่มการพังทลายของหน้าดินและการชะล้างสารมลพิษลงสู่แหล่งน้ำ แต่ในทางกลับกัน การเปลี่ยนจากสภาพเปียกชื้นไปสู่ภาวะแห้งแล้งอย่างรวดเร็ว จนทำให้การเตรียมพร้อมรับมือภัยแล้งทำได้ยากขึ้น


งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Earth’s Future ได้ศึกษาลุ่มน้ำแม่น้ำจำนวน 698 แห่งทั่วสหราชอาณาจักร โดยใช้แบบจำลองสภาพภูมิอากาศและแบบจำลองอุทกวิทยา เพื่อประเมินผลกระทบภายใต้สถานการณ์ที่อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 2 และ 4 องศาเซลเซียสจากระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม พบว่าความถี่ของปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้วทั้งในรูปแบบเปลี่ยนจากแห้งแล้งสู่เปียกชื้น และจากเปียกชื้นสู่แห้งแล้ง จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในหลายพื้นที่ของประเทศ

 

ปัจจุบันหลายพื้นที่ของโลกเริ่มเผชิญรูปแบบสภาพอากาศสุดขั้วและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในอนาคต ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อทั้งระบบป้องกันน้ำท่วมและระบบบริหารจัดการภัยแล้งในเวลาเดียวกัน เมื่อภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงมากขึ้น การวางแผนรับมือภัยพิบัติแบบเดิมที่มองน้ำท่วมหรือภัยแล้งเป็นเหตุการณ์แยกจากกัน อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะในอนาคตหลายพื้นที่อาจต้องเผชิญทั้งสองเหตุการณ์ต่อเนื่องกันภายในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้นแต่ละภูมิภาคทั่วโลกจำเป็นต้องเตรียมพร้อมและปรับตัวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้นให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิต และทรัพย์สิน

ที่มาข้อมูล : The Guardian

ที่มารูปภาพ : Reuters