GAC ปักฐานไทย 3 ปี เดินหน้าระบบนิเวศยานยนต์พลังงานใหม่

Share on Line Share on Facebook Share on X
GAC ปักฐานไทย 3 ปี เดินหน้าระบบนิเวศยานยนต์พลังงานใหม่

จากตลาดรถ EV สู่ระบบนิเวศยานยนต์พลังงานใหม่ในไทย

อุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทยกำลังขยายจากการแข่งขันด้านตัวรถ ไปสู่การลงทุนที่ครอบคลุมฐานการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ บุคลากร และบริการหลังการขาย โดยหนึ่งในผู้ผลิตที่เข้ามาวางฐานในไทยคือ GAC Group ซึ่งเริ่มดำเนินธุรกิจอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 และปัจจุบันเข้าสู่ปีที่ 4 ของการดำเนินงาน

ข้อมูลจากบริษัทระบุว่า นับตั้งแต่เริ่มทำตลาดในปี 2566 ถึงเดือนสิงหาคม 2569 GAC มียอดจดทะเบียนรถยนต์สะสมในประเทศไทย 34,898 คัน ขณะที่เครือข่ายตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการเพิ่มเป็น 73 แห่ง ครอบคลุม 40 จังหวัด ตัวเลขดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กับการลงทุนด้านการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศ


สรุปข่าว

GAC ดำเนินธุรกิจในไทยครบ 3 ปี พร้อมขยายจากตลาดรถ EV สู่ระบบนิเวศยานยนต์พลังงานใหม่ ครอบคลุมโรงงานระยองกำลังผลิตสูงสุด 50,000 คันต่อปี เครือข่าย 73 แห่งใน 40 จังหวัด และสถานีชาร์จกว่า 300 แห่ง พร้อมต่อยอด BEV-PHEV และการผลิตในประเทศ

จากตลาดรถ EV สู่ระบบนิเวศยานยนต์พลังงานใหม่ในไทย

อุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทยกำลังขยายจากการแข่งขันด้านตัวรถ ไปสู่การลงทุนที่ครอบคลุมฐานการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ บุคลากร และบริการหลังการขาย โดยหนึ่งในผู้ผลิตที่เข้ามาวางฐานในไทยคือ GAC Group ซึ่งเริ่มดำเนินธุรกิจอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 และปัจจุบันเข้าสู่ปีที่ 4 ของการดำเนินงาน

ข้อมูลจากบริษัทระบุว่า นับตั้งแต่เริ่มทำตลาดในปี 2566 ถึงเดือนสิงหาคม 2569 GAC มียอดจดทะเบียนรถยนต์สะสมในประเทศไทย 34,898 คัน ขณะที่เครือข่ายตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการเพิ่มเป็น 73 แห่ง ครอบคลุม 40 จังหวัด ตัวเลขดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กับการลงทุนด้านการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศ


จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2567 เมื่อบริษัทเปิดโรงงานผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดระยอง ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งเป็นโรงงานแห่งแรกของบริษัทนอกประเทศจีน โดยมีกำลังผลิตเริ่มต้น 20,000 คันต่อปี และรองรับกำลังผลิตสูงสุด 50,000 คันต่อปี เพื่อผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาสำหรับตลาดไทยและการส่งออก

ต่อมาในปี 2568 โรงงานระยองเริ่มเดินหน้าการประกอบรถยนต์ในประเทศ หรือ CKD มากขึ้น ถือเป็นอีกองค์ประกอบของการสร้างห่วงโซ่อุปทานยานยนต์พลังงานใหม่ในไทย ทั้งการผลิตชิ้นส่วน การประกอบรถยนต์ และการพัฒนาบุคลากร โดยมี GAC Thailand Training Center รองรับการฝึกอบรมบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยียานยนต์พลังงานใหม่

อีกด้านหนึ่งคือโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า บริษัทระบุว่า ปัจจุบันมีสถานีชาร์จจากการลงทุนเองและการร่วมมือกับพันธมิตรรวมมากกว่า 300 แห่ง และมีหัวชาร์จเร็วแบบกระแสตรง หรือ DC Fast Charge มากกว่า 1,000 หัวจ่ายทั่วประเทศ โดยก่อนหน้านี้ GAC Thailand และ GAC Energy ได้ลงนามความร่วมมือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA เพื่อพัฒนาและขยายเครือข่ายสถานีชาร์จในประเทศไทย

 

ขยายจาก EV สู่ PHEV รองรับตลาดหลายกลุ่ม

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา การทำตลาดของ GAC ในไทยเริ่มจากรถยนต์ไฟฟ้า 100% ก่อนขยายไปสู่เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด โดยปี 2566 เริ่มจาก AION Y Plus และ AION ES ก่อนเปิดตัว HYPTEC HT และ AION V ในปี 2567

ปี 2568 มีการเพิ่ม AION UT ในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าขนาดคอมแพกต์ และ M8 PHEV ในตลาดรถ MPV ปลั๊กอินไฮบริด ขณะที่เดือนสิงหาคม 2569 มีการเปิดตัว GN8 PHEV เพิ่มเติม ทำให้โครงสร้างผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทั้งรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ หรือ BEV และรถปลั๊กอินไฮบริด หรือ PHEV

หากพิจารณาไทม์ไลน์ตั้งแต่ปี 2566-2569 การลงทุนของ GAC ในไทยจึงขยายออกจากการนำรถเข้ามาจำหน่าย ไปสู่การมีโรงงานผลิตในประเทศ การประกอบแบบ CKD การพัฒนาบุคลากร เครือข่ายจำหน่ายและบริการ รวมถึงสถานีชาร์จ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของระบบนิเวศยานยนต์พลังงานใหม่ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงการใช้งานของผู้บริโภค

สำหรับทิศทางในปีที่ 4 บริษัทวางแนวทางภายใต้ Thailand Action 2.0 และ ONE GAC โดยการเดินหน้าของผู้ผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ในไทยจะเป็นอีกส่วนที่ต้องติดตาม ทั้งในด้านการเพิ่มกำลังผลิต การใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ การส่งออก การขยายโครงข่ายชาร์จ และการพัฒนาบุคลากร เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะต่อไป

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

แท็กบทความ