ยุโรปเผชิญภัยคุกคามระเบิด-ไซเบอร์ เกิดอะไรขึ้น และใครอยู่เบื้องหลัง?

Share on Line Share on Facebook Share on X
ยุโรปเผชิญภัยคุกคามระเบิด-ไซเบอร์ เกิดอะไรขึ้น และใครอยู่เบื้องหลัง?

หลายเที่ยวบินเผชิญคำขู่วางระเบิด

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีเที่ยวบินโดยสารที่ถูกขู่วางระเบิด  27 เที่ยว ซึ่งรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ โดยสายการบิน Aer Lingus เผยว่า เที่ยวบิน EI402 จากกรุงดับลินของไอร์แลนด์ ไปยังกรุงโรมของอิตาลี ต้องลงจอดฉุกเฉินที่ท่าอากาศยานเอฟเรอซ์ของฝรั่งเศส จากภัยคุกคามที่ถูกข่มขู่ว่ามีระเบิดบนเครื่องบิน

ภายในวันเดียวกัน สื่อเบลเยียมรายงานว่า เครื่องบินของสายการบิน LOT ของโปแลนด์ ถูกบังคับให้ลงจอดฉุกเฉินที่ท่าอากาศยานซาเวนเทมในกรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียม

นอกจากนี้ เครื่องบินของสายการบินฟินแอร์ ซึ่งเดินทางจากกรุงเฮลซิงกิของฟินแลนด์ ได้รับการคุ้มกันโดยกองทัพอากาศอิตาลี ก่อนลงจอดที่กรุงโรมตามกำหนด

ส่วนเจ้าหน้าที่บัลแกเรียรายงานว่า เครื่องบิน 3 ลำต้องลงจอดฉุกเฉินเนื่องจากมีภัยคุกคามจากระเบิด โดย 2 ลำมาจากกรุงโคเปนเฮเกนของเดนมาร์ก และอีก 1 ลำจากกรุงมาดริดของสเปน

และเที่ยวบินของ Wizz Air จากนครมิลานของอิตาลีไปกรุงวอร์ซอของโปแลนด์ก็ถูกเปลี่ยนเส้นทางไปลงจอดที่กรุงเวียนนาของออสเตรีย

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีอย่างน้อย 7 เที่ยวบินและเรือสำราญ 1 ลำในยุโรป ได้รับคำขู่ว่าจะวางระเบิด ส่งผลให้สนามบินต่าง ๆ เกิดความวุ่นวาย อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบไม่พบวัตถุระเบิดบนเที่ยวบินที่ได้รับคำขู่

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรระบุว่าเป็น “การข่มขู่หลอกลวงที่มีเจตนาร้าย”

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางการบิน กล่าวว่า การขู่ว่าจะวางระเบิดบนเครื่องบินโดยสาร “ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก” ซึ่งทำให้เหตุการณ์ล่าสุดนี้ “ผิดปกติ” และเหตุการณ์ทั้งหมดยังไม่ได้ถูกยืนยันว่ามีความเชื่อมโยงกัน

ส่วนการตรวจสอบผู้โดยสาร สัมภาระ และเครื่องบินไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ จึงทำให้คำเตือนภัยเรื่องระเบิดจึงถูกยกเลิกไปแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดได้ดำเนินการตามมาตรการรักษาความปลอดภัยมาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้โดยสารและลูกเรือทุกคนปลอดภัย

ในอีกเหตุการณ์หนึ่ง สื่อของกรีซและอิสราเอลรายงานว่า มีการแจ้งเตือนภัยระเบิดบนเรือสำราญที่กำลังมุ่งหน้าไปยังอิสราเอล ส่งผลให้ต้องอพยพผู้โดยสารและลูกเรือรวม 1,537 คนออกจากเรือ

รายงานข่าวซึ่งอ้างข้อมูลจากหน่วยยามฝั่งกรีซระบุว่า การตรวจสอบเบื้องต้นบนเรือคราวน์ ไอริส (Crown Iris) ซึ่งจดทะเบียนภายใต้ธงชาติปานามา และจอดเทียบท่าอยู่ที่ท่าเรือบนเกาะซีรอส (Syros) ในทะเลอีเจียน ไม่พบวัตถุระเบิด โดยเรือมีกำหนดออกเดินทางต่อหลังจากนั้น

สรุปข่าว

หลายประเทศในยุโรปกำลังเผชิญวิกฤตด้านความปลอดภัย ทั้งเหตุขู่วางระเบิดเที่ยวบินโดยสารและเรือสำราญเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ซึ่งผลการตรวจสอบไม่พบวัตถุระเบิดและเชื่อว่าเป็นคำขู่หลอกลวง นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุโจมตีทางไซเบอร์ต่อระบบควบคุมอุณหภูมิของธนาคารเลือดในฝรั่งเศส และตู้แช่แข็งในซูเปอร์มาร์เก็ตกว่า 10 ประเทศทั่วยุโรป จนทำให้อาหารเสียหายมูลค่าหลายล้านยูโร ขณะที่ทำเนียบเครมลินของรัสเซียได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีทางไซเบอร์ดังกล่าว

หลายเที่ยวบินเผชิญคำขู่วางระเบิด

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีเที่ยวบินโดยสารที่ถูกขู่วางระเบิด  27 เที่ยว ซึ่งรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ โดยสายการบิน Aer Lingus เผยว่า เที่ยวบิน EI402 จากกรุงดับลินของไอร์แลนด์ ไปยังกรุงโรมของอิตาลี ต้องลงจอดฉุกเฉินที่ท่าอากาศยานเอฟเรอซ์ของฝรั่งเศส จากภัยคุกคามที่ถูกข่มขู่ว่ามีระเบิดบนเครื่องบิน

ภายในวันเดียวกัน สื่อเบลเยียมรายงานว่า เครื่องบินของสายการบิน LOT ของโปแลนด์ ถูกบังคับให้ลงจอดฉุกเฉินที่ท่าอากาศยานซาเวนเทมในกรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียม

นอกจากนี้ เครื่องบินของสายการบินฟินแอร์ ซึ่งเดินทางจากกรุงเฮลซิงกิของฟินแลนด์ ได้รับการคุ้มกันโดยกองทัพอากาศอิตาลี ก่อนลงจอดที่กรุงโรมตามกำหนด

ส่วนเจ้าหน้าที่บัลแกเรียรายงานว่า เครื่องบิน 3 ลำต้องลงจอดฉุกเฉินเนื่องจากมีภัยคุกคามจากระเบิด โดย 2 ลำมาจากกรุงโคเปนเฮเกนของเดนมาร์ก และอีก 1 ลำจากกรุงมาดริดของสเปน

และเที่ยวบินของ Wizz Air จากนครมิลานของอิตาลีไปกรุงวอร์ซอของโปแลนด์ก็ถูกเปลี่ยนเส้นทางไปลงจอดที่กรุงเวียนนาของออสเตรีย

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีอย่างน้อย 7 เที่ยวบินและเรือสำราญ 1 ลำในยุโรป ได้รับคำขู่ว่าจะวางระเบิด ส่งผลให้สนามบินต่าง ๆ เกิดความวุ่นวาย อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบไม่พบวัตถุระเบิดบนเที่ยวบินที่ได้รับคำขู่

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรระบุว่าเป็น “การข่มขู่หลอกลวงที่มีเจตนาร้าย”

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางการบิน กล่าวว่า การขู่ว่าจะวางระเบิดบนเครื่องบินโดยสาร “ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก” ซึ่งทำให้เหตุการณ์ล่าสุดนี้ “ผิดปกติ” และเหตุการณ์ทั้งหมดยังไม่ได้ถูกยืนยันว่ามีความเชื่อมโยงกัน

ส่วนการตรวจสอบผู้โดยสาร สัมภาระ และเครื่องบินไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ จึงทำให้คำเตือนภัยเรื่องระเบิดจึงถูกยกเลิกไปแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดได้ดำเนินการตามมาตรการรักษาความปลอดภัยมาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้โดยสารและลูกเรือทุกคนปลอดภัย

ในอีกเหตุการณ์หนึ่ง สื่อของกรีซและอิสราเอลรายงานว่า มีการแจ้งเตือนภัยระเบิดบนเรือสำราญที่กำลังมุ่งหน้าไปยังอิสราเอล ส่งผลให้ต้องอพยพผู้โดยสารและลูกเรือรวม 1,537 คนออกจากเรือ

รายงานข่าวซึ่งอ้างข้อมูลจากหน่วยยามฝั่งกรีซระบุว่า การตรวจสอบเบื้องต้นบนเรือคราวน์ ไอริส (Crown Iris) ซึ่งจดทะเบียนภายใต้ธงชาติปานามา และจอดเทียบท่าอยู่ที่ท่าเรือบนเกาะซีรอส (Syros) ในทะเลอีเจียน ไม่พบวัตถุระเบิด โดยเรือมีกำหนดออกเดินทางต่อหลังจากนั้น

ธนาคารเลือดฝรั่งเศสถูกโจมตีไซเบอร์

สำนักงานโลหิตแห่งฝรั่งเศสเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เกิดเหตุแฮกเกอร์เจาะระบบและเปลี่ยนแปลงค่าการตั้งอุณหภูมิ รวมถึงการทำงานของระบบละลายน้ำแข็งในสถานที่จัดเก็บพลาสมา 3 แห่ง ส่งผลให้ค่าที่ตั้งไว้สูงผิดปกติ แต่ระบบตรวจสอบและระบบแจ้งเตือนสามารถตรวจพบความผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการได้ทันท่วงที ส่งผลให้ตัวอย่างเลือดที่จัดเก็บไว้ไม่ได้รับความเสียหาย

ผลิตภัณฑ์ที่จัดเก็บอยู่ในสถานที่ดังกล่าว ประกอบด้วยถุงพลาสมาสำหรับใช้ในการถ่ายเลือดให้ผู้ป่วย และพลาสมาสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยาจากพลาสมา ซึ่งทั้งหมดได้รับการเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่อื่น หรือได้รับการดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพปลอดภัยแล้ว

นอกจากนี้ สำนักงานโลหิตยืนยันว่า การรับบริจาคโลหิตและการกระจายผลิตภัณฑ์เลือดยังคงดำเนินไปตามปกติโดยไม่มีการหยุดชะงัก ทำให้โรงพยาบาล และสถานพยาบาลต่าง ๆ สามารถให้บริการผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง

ตู้แช่ในซูเปอร์มาร์เก็ตก็ไม่รอด

ซูเปอร์มาร์เก็ตในอย่างน้อย 10 ประเทศทั่วยุโรป ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์ที่ต้องสงสัยว่าเป็นการเจาะระบบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของตู้เย็นและตู้แช่แข็งภายในร้านค้า โดย 10 ประเทศที่ได้รับผลกระทบคือ เบลเยียม เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ไอร์แลนด์ อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส เยอรมนี และสวีเดน

ขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้

มีรายงานว่าอุณหภูมิภายในตู้แช่แข็งของร้านค้าหลายแห่งทั่วยุโรปเพิ่มสูงขึ้นถึง 50 องศาเซลเซียส

ซูเปอร์มาร์เก็ต “เดอแลซ” (Delhaize) ประมาณ 40 แห่งในเบลเยียมและลักเซมเบิร์กได้รับผลกระทบ โดยบริษัทซาบโคเบล (Sabcobel) ผู้ผลิตอุปกรณ์ทำความเย็นสัญชาติเบลเยียม ซึ่งผลิตอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ เปิดเผยว่า ระบบระเหยความเย็นของตู้เย็นถูกสั่งให้เข้าสู่โหมดละลายน้ำแข็ง ส่งผลให้อุณหภูมิภายในตู้สูงขึ้น โดยเชื่อว่าเป็นวิธีการเดียวกับเหตุการณ์โจมตีเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อซูเปอร์มาร์เก็ตหลายร้อยแห่งในฝรั่งเศส

รายงานจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า อาหารมูลค่าหลายล้านยูโรต้องถูกนำไปทิ้งเนื่องจากได้รับความเสียหาย

สเตฟาน โมแลนส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของบริษัทซาบโคเบล ซึ่งเป็นผู้ดูแลระบบของเครือซูเปอร์มาร์เก็ตเดอแลซ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Belga ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการโจมตีทางไซเบอร์ และบริษัทได้ “ทำงานตลอดทั้งคืนจนถึงช่วงเช้า เพื่อยกเลิกการเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบออกจากเครือข่าย”

เขากล่าวว่า นับตั้งแต่เกิดการโจมตีในฝรั่งเศสเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา บริษัทได้พยายาม “ปกป้องระบบตู้เย็นของลูกค้าจากช่องโหว่ด้านความปลอดภัยนี้” แต่การแก้ไขจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ทางกายภาพ ไม่ใช่เพียงแค่การอัปเดตซอฟต์แวร์เท่านั้น

 รัสเซียปฏิเสธข้อกล่าวหา

ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่เชื่อมโยงรัสเซียกับการโจมตีทางไซเบอร์ต่อระบบทำความเย็นของซูเปอร์มาร์เก็ตในยุโรป เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน โดยระบุว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นเรื่องไร้สาระและไม่มีหลักฐานรองรับ พร้อมกล่าวว่ารัสเซียมักถูกเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ต่าง ๆ แม้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ตาม

สิ่งที่น่าจับตาคือ เหตุโจมตีทางไซเบอร์และคำขู่วางระเบิดที่เกิดขึ้นในหลายประเทศยุโรป จะเป็นเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแยกจากกัน หรือมีความเชื่อมโยงบางอย่างอยู่เบื้องหลัง? และจนถึงขณะนี้ ใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เหล่านี้?

ที่มาข้อมูล : BBC, Reuters, AFP

ที่มารูปภาพ : Freepik