รัสเซียยืนยันไม่เกี่ยวข้อง เหตุแฮกตู้แช่ทั่วยุโรป ตัดพ้อโยงรัสเซียทุกเรื่อง

ทำเนียบประธานาธิบดีเครมลินของรัสเซีย แถลงในวันนี้ (5 พฤศจิกายน) ว่าข้อกล่าวหาของสื่อยุโรปที่ระบุว่ารัสเซียมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีทางไซเบอร์ที่มุ่งเป้าไปยังระบบตู้เย็นและตู้แช่แข็งในซูเปอร์มาร์เก็ตนั้นเป็นเรื่อง “ไร้สาระ” และไม่มีหลักฐานใด ๆ รองรับ
ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ข้อกล่าวหาเหล่านี้เป็นเรื่องไร้สาระ เช่นเดียวกับทุกครั้งที่ผ่านมา ข้อกล่าวหาเหล่านี้ไม่มีเหตุผลรองรับและไม่มีหลักฐานใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ข้อกล่าวหาที่ไร้มูลเช่นนี้กลับพุ่งเป้ามาที่รัสเซียที่โดนดึงเข้าไปมีส่วนร่วมกับทุกเรื่อง
ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา แฮกเกอร์ได้โจมตีระบบควบคุมตู้เย็นในหลายพื้นที่ทั่วยุโรป โดยปรับเพิ่มอุณหภูมิภายในตู้เย็นให้สูงขึ้น นับเป็นการโจมตีทางไซเบอร์ลักษณะเดียวกันเป็นครั้งที่ 2 ภายในระยะเวลาเพียง 3 สัปดาห์ ส่งผลให้ซูเปอร์มาร์เก็ตต้องเร่งยกระดับระบบรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันความพยายามโจมตีจากแฮกเกอร์ที่อาจเกิดขึ้นอีก
และจนถึงขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในยุโรปยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะว่า ผู้โจมตีสามารถเจาะเข้าสู่ระบบได้อย่างไร ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ระบุว่าใครหรือประเทศใดเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตี แต่สื่อยุโรปบางสำนักได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า กลุ่มแฮกเกอร์ของรัสเซียอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว
สรุปข่าว
ทำเนียบประธานาธิบดีเครมลินของรัสเซีย แถลงในวันนี้ (5 พฤศจิกายน) ว่าข้อกล่าวหาของสื่อยุโรปที่ระบุว่ารัสเซียมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีทางไซเบอร์ที่มุ่งเป้าไปยังระบบตู้เย็นและตู้แช่แข็งในซูเปอร์มาร์เก็ตนั้นเป็นเรื่อง “ไร้สาระ” และไม่มีหลักฐานใด ๆ รองรับ
ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ข้อกล่าวหาเหล่านี้เป็นเรื่องไร้สาระ เช่นเดียวกับทุกครั้งที่ผ่านมา ข้อกล่าวหาเหล่านี้ไม่มีเหตุผลรองรับและไม่มีหลักฐานใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ข้อกล่าวหาที่ไร้มูลเช่นนี้กลับพุ่งเป้ามาที่รัสเซียที่โดนดึงเข้าไปมีส่วนร่วมกับทุกเรื่อง
ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา แฮกเกอร์ได้โจมตีระบบควบคุมตู้เย็นในหลายพื้นที่ทั่วยุโรป โดยปรับเพิ่มอุณหภูมิภายในตู้เย็นให้สูงขึ้น นับเป็นการโจมตีทางไซเบอร์ลักษณะเดียวกันเป็นครั้งที่ 2 ภายในระยะเวลาเพียง 3 สัปดาห์ ส่งผลให้ซูเปอร์มาร์เก็ตต้องเร่งยกระดับระบบรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันความพยายามโจมตีจากแฮกเกอร์ที่อาจเกิดขึ้นอีก
และจนถึงขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในยุโรปยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะว่า ผู้โจมตีสามารถเจาะเข้าสู่ระบบได้อย่างไร ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ระบุว่าใครหรือประเทศใดเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตี แต่สื่อยุโรปบางสำนักได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า กลุ่มแฮกเกอร์ของรัสเซียอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว
