เดโมแครตกวาดชัยชนะ 2 สภา สะเทือนอำนาจ “ทรัมป์”

ชัยชนะครั้งสำคัญของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 กลายเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองของสหรัฐฯ หลังพรรคฝ่ายค้านสามารถช่วงชิงเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกัน ส่งผลให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องเผชิญข้อจำกัดทางการเมืองครั้งใหญ่ในช่วงสองปีสุดท้ายของการดำรงตำแหน่ง
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า พรรคเดโมแครตสามารถพลิกชนะที่นั่งวุฒิสภาของรีพับลิกันได้ถึง 6 ที่นั่ง และชิงที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มได้อย่างน้อย 8 ที่นั่ง โดยชัยชนะเกิดขึ้นแม้กระทั่งในรัฐที่เคยเป็นฐานเสียงสำคัญของรีพับลิกันอย่างเท็กซัส เซาท์แคโรไลนา ไอโอวา และโอไฮโอ
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนความไม่พอใจของชาวอเมริกันต่อการบริหารประเทศของทรัมป์ โดยเฉพาะปัญหาค่าครองชีพ ราคาพลังงาน และผลกระทบจากสงครามอิหร่าน ซึ่งกลายเป็นประเด็นสำคัญที่กำหนดทิศทางการลงคะแนนเสียง
รศ.ดร. ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการอิสระด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับ TNN ว่า ผลการเลือกตั้งนี้ สะท้อนชัดเจนถึงความไม่พอใจของประชาชนต่อการบริหารงานของรัฐบาล โดยเฉพาะในเรื่องสงคราม
"ในเมื่อประชาชนมีประชามติแล้วว่าไม่สนับสนุนสงคราม ก็จำเป็นต้องลดระดับลง จำเป็นต้องถอนกำลังบางส่วนนะครับ ซึ่งจริง ๆ ก็เป็นเป้าหมายของสหรัฐอยู่แล้ว แต่ว่าในทางการเมืองต้องอาศัยเสียงประชาชน ต้องอ้างว่าประชาชนต้องการแบบนั้น หลังเลือกตั้งนะครับวิธีการทางการเมืองมันจะเป็นแบบนั้น อันนี้ก็คงจะเกิดขึ้นหลังวันนี้ ในการเลือกตั้ง" รศ. ดร. ปณิธาน กล่าว
สรุปข่าว
ชัยชนะครั้งสำคัญของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 กลายเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองของสหรัฐฯ หลังพรรคฝ่ายค้านสามารถช่วงชิงเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกัน ส่งผลให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องเผชิญข้อจำกัดทางการเมืองครั้งใหญ่ในช่วงสองปีสุดท้ายของการดำรงตำแหน่ง
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า พรรคเดโมแครตสามารถพลิกชนะที่นั่งวุฒิสภาของรีพับลิกันได้ถึง 6 ที่นั่ง และชิงที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มได้อย่างน้อย 8 ที่นั่ง โดยชัยชนะเกิดขึ้นแม้กระทั่งในรัฐที่เคยเป็นฐานเสียงสำคัญของรีพับลิกันอย่างเท็กซัส เซาท์แคโรไลนา ไอโอวา และโอไฮโอ
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนความไม่พอใจของชาวอเมริกันต่อการบริหารประเทศของทรัมป์ โดยเฉพาะปัญหาค่าครองชีพ ราคาพลังงาน และผลกระทบจากสงครามอิหร่าน ซึ่งกลายเป็นประเด็นสำคัญที่กำหนดทิศทางการลงคะแนนเสียง
รศ.ดร. ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการอิสระด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับ TNN ว่า ผลการเลือกตั้งนี้ สะท้อนชัดเจนถึงความไม่พอใจของประชาชนต่อการบริหารงานของรัฐบาล โดยเฉพาะในเรื่องสงคราม
"ในเมื่อประชาชนมีประชามติแล้วว่าไม่สนับสนุนสงคราม ก็จำเป็นต้องลดระดับลง จำเป็นต้องถอนกำลังบางส่วนนะครับ ซึ่งจริง ๆ ก็เป็นเป้าหมายของสหรัฐอยู่แล้ว แต่ว่าในทางการเมืองต้องอาศัยเสียงประชาชน ต้องอ้างว่าประชาชนต้องการแบบนั้น หลังเลือกตั้งนะครับวิธีการทางการเมืองมันจะเป็นแบบนั้น อันนี้ก็คงจะเกิดขึ้นหลังวันนี้ ในการเลือกตั้ง" รศ. ดร. ปณิธาน กล่าว
อำนาจทรัมป์ถูกจำกัด หลังรีพับลิกันสูญเสียทั้งสองสภา
แม้ทรัมป์จะยังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไปจนสิ้นสุดวาระในเดือนมกราคม 2029 แต่การสูญเสียเสียงข้างมากทั้งสองสภาหมายความว่า การผลักดันนโยบายสำคัญของทำเนียบขาวจะยากลำบากขึ้นอย่างมาก
ตลอดสองปีแรกของการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง ทรัมป์ได้รับการสนับสนุนจากพรรครีพับลิกันซึ่งครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ทำให้สามารถผลักดันนโยบายผ่านฝ่ายนิติบัญญัติได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเสียงจากพรรคเดโมแครตมากนัก
แต่หลังจากนี้ สหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า Divided Government หรือการที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติถูกควบคุมโดยคนละพรรคการเมือง
นั่นหมายความว่า นโยบายสำคัญของทรัมป์ ตั้งแต่การลดภาษี การจัดสรรงบประมาณ ไปจนถึงมาตรการตรวจคนเข้าเมือง จะต้องผ่านการเจรจากับเดโมแครตมากขึ้น ขณะที่ความขัดแย้งเรื่องงบประมาณอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือ Government Shutdown
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงมีอำนาจยับยั้งร่างกฎหมาย หรือ Veto ซึ่งการลบล้างคำสั่งดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนถึงสองในสามของทั้งสองสภา ทำให้เดโมแครตไม่สามารถผลักดันกฎหมายทุกฉบับได้ตามต้องการเช่นกัน
เดโมแครตเตรียมตรวจสอบรัฐบาล เปิดทางกระบวนการถอดถอน
หนึ่งในผลกระทบสำคัญที่สุดของชัยชนะครั้งนี้ คือการที่พรรคเดโมแครตจะกลับมามีอำนาจควบคุมคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ของสภาคองเกรส ซึ่งมีอำนาจเรียกเจ้าหน้าที่รัฐบาลมาให้การ ขอเอกสาร และดำเนินการสอบสวนฝ่ายบริหาร
ประเด็นที่อาจถูกตรวจสอบครอบคลุมตั้งแต่ผลประโยชน์ทางธุรกิจของครอบครัวทรัมป์ การดำเนินนโยบายตรวจคนเข้าเมือง ไปจนถึงการจัดการเอกสารและการสอบสวนที่เกี่ยวข้องกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน
ขณะเดียวกัน การครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรยังเปิดทางให้เดโมแครตสามารถเริ่มกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดี หรือ Impeachment ได้ หากมีข้อกล่าวหาที่เข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร. วิบูลพงศ์ พูนประสิทธิ์ จากคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และที่ปรึกษาสมาคมอเมริกาศึกษาในประเทศไทย มองว่า จะมีความพยายามยื่นถอดถอนจากฝั่งเดโมแครตอย่างแน่นอน แต่จะไปถึงการถอดถอนได้จริง ไม่ใช่เรื่องง่าย
“ที่ผ่านมา แม้ว่าทรัมป์จะทำตัวเหมือนเป็น ‘เผด็จการ’ แต่ต้องยอมรับว่าเขาเป็นเผด็จการในระบอบประชาธิปไตย เพราะในสภาคองเกรส ครองเสียงข้างมากโดยพรรครีพับลิกันซึ่งล้วนได้รับเลือกมาจากประชาชน ทำให้ใน 2 ปีแรกของทรัมป์ แทบไม่โดนขัดขวางอะไรเลย - ส่วนการจะดำเนินการถอดถอนฃให้ประธานาธิบดีพ้นจากตำแหน่งก็จะต้องได้รับเสียงสนับสนุนสองในสามของวุฒิสมาชิก หรือ 67 เสียง ซึ่งดูแล้วเดโมแครตไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้ ” ผศ.ดร. วิบูลพงศ์ กล่าว
นอกจากนี้ การที่เดโมแครตครองวุฒิสภายังทำให้ทรัมป์เผชิญข้อจำกัดในการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูง รวมถึงผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลาง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วย
สงครามอิหร่านและนโยบายต่างประเทศจะเปลี่ยนไปหรือไม่?
ชัยชนะของเดโมแครตยังอาจส่งผลต่อนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ โดยเฉพาะสงครามอิหร่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่สร้างความไม่พอใจให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ท่ามกลางราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น
แม้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะยังคงมีอำนาจด้านการทูตและการบัญชาการกองทัพ แต่สภาคองเกรสสามารถใช้อำนาจด้านงบประมาณและการตรวจสอบ เพื่อกดดันให้รัฐบาลชี้แจงเป้าหมายและค่าใช้จ่ายในการดำเนินสงครามได้มากขึ้น
เดโมแครตอาจเรียกร้องให้ทำเนียบขาวเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ทางทหาร ตลอดจนผลกระทบทางเศรษฐกิจและความมั่นคงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ส่วนสงครามยูเครน ความสัมพันธ์กับ NATO และนโยบายต่อจีน ก็อาจกลายเป็นประเด็นต่อรองทางการเมืองระหว่างสองพรรคมากขึ้นเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงเสียงข้างมากในสภาคองเกรสไม่ได้หมายความว่านโยบายต่างประเทศของทรัมป์จะเปลี่ยนแปลงทันที เพราะประธานาธิบดียังคงมีอำนาจดำเนินนโยบายในหลายด้าน โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาในทุกขั้นตอน
ชัยชนะเดโมแครต ส่งสัญญาณถึงเลือกตั้งประธานาธิบดี 2028
นอกเหนือจากผลกระทบต่อการบริหารประเทศในช่วงสองปีข้างหน้า การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ยังอาจกำหนดทิศทางการเมืองสหรัฐฯ ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2028
ความพ่ายแพ้ของรีพับลิกันในหลายรัฐที่เคยเป็นฐานเสียงสำคัญ อาจนำไปสู่การทบทวนยุทธศาสตร์ของพรรค โดยเฉพาะคำถามว่า แนวทางการเมืองแบบทรัมป์ยังสามารถรักษาฐานเสียงเดิมและขยายการสนับสนุนไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มใหม่ได้มากน้อยเพียงใด
ขณะที่พรรคเดโมแครตจะต้องพิสูจน์ว่า การกลับมาควบคุมสภาคองเกรสสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ประชาชนให้ความสำคัญ โดยเฉพาะค่าครองชีพและเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่
สำหรับทรัมป์ ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการสูญเสียพันธมิตรทางการเมืองในสภาคองเกรส แต่ยังสะท้อนความท้าทายในการรักษาอิทธิพลทางการเมืองของตนเองในช่วงปลายวาระ
คำถามสำคัญหลังจากนี้ คือทรัมป์จะเลือกประนีประนอมกับพรรคเดโมแครตเพื่อผลักดันนโยบายที่ยังเหลืออยู่ หรือจะหันไปใช้อำนาจฝ่ายบริหารมากขึ้น ตามสิ่งที่เขาจะนิยามตัวเองต่อไปในอนาคตว่า “Mr.VETO” เพื่อเดินหน้านโยบายโดยไม่ต้องพึ่งพาสภาคองเกรส
ที่มาข้อมูล : CNN, BBC, Reuters, Fox News, AFP
ที่มารูปภาพ : Getty Images
TNNThailand