
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก่อให้เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศร้อนสุดขั้วในยุโรปพร้อม ๆ กัน ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และไฟป่า ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับภูมิภาคนี้มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในยุโรปน่าจะหลายแสนล้านยูโรแล้ว แต่นี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เนื่องจากผลกระทบจะค่อย ๆ ขยายวงกว้างและใช้เวลากว่าจะเห็นชัดเจน ข้อมูลจากสำนักงานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป (EU) พบว่า อุณหภูมิเฉลี่ยในยุโรปตะวันตกช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมสูงถึง 21.62 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงสุดนับจากปี 2022 นอกจากนี้ อุณหภูมิสูงสุดในช่วงคลื่นความร้อนรุนแรงอยู่ที่ 40-43 องศาเซลเซียส ซึ่งอยู่ในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก อาทิ สเปน ฝรั่งเศส อิตาลี และเยอรมนี ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศร้อนจัดทั่วยุโรปในปีนี้เกิน 20,000 คนแล้ว
ตั้งแต่เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว หลายพื้นที่ในยุโรปกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนระลอกใหม่ รวมถึงฝรั่งเศส อิตาลี สเปน และอังกฤษ โดยหน่วยงานด้านสภาพอากาศบันทึกอุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียสในหลายประเทศ ซึ่งคาดว่าส่งผลให้ประชาชนกว่า 135 ล้านคนต้องเผชิญกับสภาพอากาศร้อนสุดขั้วต่อไป ขณะเดียวกันสภาพอากาศร้อนจัดจะเกิดขึ้นในประเทศที่ไม่คุ้นเคยกับความร้อน อาทิ สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย และฮังการี สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า ยุโรปกลายเป็นทวีปที่อุณหภูมิสูงขึ้นเร็วที่สุดในโลก ซึ่งเกิดจากภาวะโลกร้อนที่เร่งตัวขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์ และผลกระทบในระดับที่สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อชีวิตได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่ต้องรอถึงคนรุ่นหลัง

ธนาคารทริโอโดส (Triodos Bank) ประเมินว่า ความเสียหายที่เกิดจากสภาพอากาศร้อนจัดและไฟป่าต่อเศรษฐกิจยุโรปจะอยู่ที่ราว 1.8 แสนล้านยูโร ในปี 2026 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 1 ของ GDP ทั้งภูมิภาค ซึ่งใกล้เคียงกับการเติบโตของ EU ในปีนี้ที่คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 1.1 หมายความว่าเศรษฐกิจของกลุ่ม EU จะอยู่ในภาวะซบเซา (stagnation)
รายงานของ “ทริโอโดส” ยังได้วิเคราะห์ความเสียหายออกเป็น 4 เรื่องหลัก ๆ โดย 3 เรื่องแรกวัดเป็นค่าเฉลี่ยของ EU เริ่มจากผลผลิตทางการเกษตรและผลผลิตนมที่ลดลง บวกกับราคาอาหารที่เพิ่มขึ้น มีสัดส่วนราวร้อยละ 0.15 ตามด้วยการผลิตไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ พลังงานน้ำ (hydro) และพลังงานความร้อน (thermal generation) ที่ลดลง รวมถึงประสิทธิภาพของพลังงานแสงอาทิตย์ที่ลดลง และค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น มีสัดส่วนร้อยละ 0.12-0.15 ส่วนการขนส่งทางรถไฟ ถนน และทางน้ำที่หยุดชะงักจากสภาพอากาศร้อนจัด คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.15
แต่ผลกระทบหนักที่สุดและประเมินยากที่สุด คือ ผลิตภาพแรงงาน (labour productivity) โดยผลิตภาพของแรงงานจะลดลงเมื่ออุณหภูมิสูงกว่า 25-30 องศาเซลเซียส และงานที่ได้รับผลกระทบมากสุด คือ งานกลางแจ้งและงานที่ต้องใช้ร่างกายหนักหน่วง แม้แต่พนักงานในสำนักงานก็ไม่อาจเลี่ยงผลกระทบได้ เนื่องจากอากาศที่ร้อนส่งผลต่อการนอนหลับและการทำงานของสมอง
รายงานคาดว่า ฝรั่งเศสจะเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศร้อนจัดมากที่สุด โดยจะทำให้ GDP โตลดลงประมาณร้อยละ 1.4 ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจฝรั่งเศสหดตัวลงร้อยละ 0.6 ในปีนี้ จากฐานที่อ่อนแออยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังมีแนวน้าที่จะเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมากในอิตาลี สเปน เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ กรณีเนเธอร์แลนด์น่าจะทำให้ GDP หายไปร้อยละ 0.8 ส่วนสเปนและอิตาลีมีแรงงานได้รับผลกระทบมากที่สุดและมีวันที่อากาศร้อนมากสุดด้วย แต่การปรับตัวมานานหลายทศวรรษอาจช่วยลดผลกระทบลงได้ สำหรับโปแลนด์ที่ยังใช้เครื่องปรับอากาศน้อยและปรับตัวน้อย ถือว่ามีความเสี่ยงสูง อย่างไรก็ตาม โปแลนด์มีฤดูร้อนที่เย็นกว่าเพื่อนบ้านหลายประเทศ
หน่วยงานสิ่งแวดล้อมแห่งยุโรป (European Environment Agency) ประเมินว่า สภาพอากาศสุดขั้วได้สร้างความเสียหายให้กับยุโรปแล้วราว 7.38 แสนล้านยูโร ตั้งแต่ปี 1980-2023 ซึ่งประมาณ 1.62 แสนล้านยูโร เกิดขึ้นในช่วง 3 ปีล่าสุด และหากยุโรปยังขาดมาตรการรับมือ เศรษฐกิจยุโรปอาจเสียหายมากกว่า 5.6 ล้านล้านยูโร ภายในปี 2050 โดยจะกระทบต่อเกือบทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ
สรุปข่าว

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก่อให้เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศร้อนสุดขั้วในยุโรปพร้อม ๆ กัน ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และไฟป่า ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับภูมิภาคนี้มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในยุโรปน่าจะหลายแสนล้านยูโรแล้ว แต่นี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เนื่องจากผลกระทบจะค่อย ๆ ขยายวงกว้างและใช้เวลากว่าจะเห็นชัดเจน ข้อมูลจากสำนักงานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป (EU) พบว่า อุณหภูมิเฉลี่ยในยุโรปตะวันตกช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมสูงถึง 21.62 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงสุดนับจากปี 2022 นอกจากนี้ อุณหภูมิสูงสุดในช่วงคลื่นความร้อนรุนแรงอยู่ที่ 40-43 องศาเซลเซียส ซึ่งอยู่ในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก อาทิ สเปน ฝรั่งเศส อิตาลี และเยอรมนี ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศร้อนจัดทั่วยุโรปในปีนี้เกิน 20,000 คนแล้ว
ตั้งแต่เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว หลายพื้นที่ในยุโรปกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนระลอกใหม่ รวมถึงฝรั่งเศส อิตาลี สเปน และอังกฤษ โดยหน่วยงานด้านสภาพอากาศบันทึกอุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียสในหลายประเทศ ซึ่งคาดว่าส่งผลให้ประชาชนกว่า 135 ล้านคนต้องเผชิญกับสภาพอากาศร้อนสุดขั้วต่อไป ขณะเดียวกันสภาพอากาศร้อนจัดจะเกิดขึ้นในประเทศที่ไม่คุ้นเคยกับความร้อน อาทิ สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย และฮังการี สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า ยุโรปกลายเป็นทวีปที่อุณหภูมิสูงขึ้นเร็วที่สุดในโลก ซึ่งเกิดจากภาวะโลกร้อนที่เร่งตัวขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์ และผลกระทบในระดับที่สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อชีวิตได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่ต้องรอถึงคนรุ่นหลัง

ธนาคารทริโอโดส (Triodos Bank) ประเมินว่า ความเสียหายที่เกิดจากสภาพอากาศร้อนจัดและไฟป่าต่อเศรษฐกิจยุโรปจะอยู่ที่ราว 1.8 แสนล้านยูโร ในปี 2026 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 1 ของ GDP ทั้งภูมิภาค ซึ่งใกล้เคียงกับการเติบโตของ EU ในปีนี้ที่คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 1.1 หมายความว่าเศรษฐกิจของกลุ่ม EU จะอยู่ในภาวะซบเซา (stagnation)
รายงานของ “ทริโอโดส” ยังได้วิเคราะห์ความเสียหายออกเป็น 4 เรื่องหลัก ๆ โดย 3 เรื่องแรกวัดเป็นค่าเฉลี่ยของ EU เริ่มจากผลผลิตทางการเกษตรและผลผลิตนมที่ลดลง บวกกับราคาอาหารที่เพิ่มขึ้น มีสัดส่วนราวร้อยละ 0.15 ตามด้วยการผลิตไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ พลังงานน้ำ (hydro) และพลังงานความร้อน (thermal generation) ที่ลดลง รวมถึงประสิทธิภาพของพลังงานแสงอาทิตย์ที่ลดลง และค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น มีสัดส่วนร้อยละ 0.12-0.15 ส่วนการขนส่งทางรถไฟ ถนน และทางน้ำที่หยุดชะงักจากสภาพอากาศร้อนจัด คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.15
แต่ผลกระทบหนักที่สุดและประเมินยากที่สุด คือ ผลิตภาพแรงงาน (labour productivity) โดยผลิตภาพของแรงงานจะลดลงเมื่ออุณหภูมิสูงกว่า 25-30 องศาเซลเซียส และงานที่ได้รับผลกระทบมากสุด คือ งานกลางแจ้งและงานที่ต้องใช้ร่างกายหนักหน่วง แม้แต่พนักงานในสำนักงานก็ไม่อาจเลี่ยงผลกระทบได้ เนื่องจากอากาศที่ร้อนส่งผลต่อการนอนหลับและการทำงานของสมอง
รายงานคาดว่า ฝรั่งเศสจะเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศร้อนจัดมากที่สุด โดยจะทำให้ GDP โตลดลงประมาณร้อยละ 1.4 ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจฝรั่งเศสหดตัวลงร้อยละ 0.6 ในปีนี้ จากฐานที่อ่อนแออยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังมีแนวน้าที่จะเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมากในอิตาลี สเปน เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ กรณีเนเธอร์แลนด์น่าจะทำให้ GDP หายไปร้อยละ 0.8 ส่วนสเปนและอิตาลีมีแรงงานได้รับผลกระทบมากที่สุดและมีวันที่อากาศร้อนมากสุดด้วย แต่การปรับตัวมานานหลายทศวรรษอาจช่วยลดผลกระทบลงได้ สำหรับโปแลนด์ที่ยังใช้เครื่องปรับอากาศน้อยและปรับตัวน้อย ถือว่ามีความเสี่ยงสูง อย่างไรก็ตาม โปแลนด์มีฤดูร้อนที่เย็นกว่าเพื่อนบ้านหลายประเทศ
หน่วยงานสิ่งแวดล้อมแห่งยุโรป (European Environment Agency) ประเมินว่า สภาพอากาศสุดขั้วได้สร้างความเสียหายให้กับยุโรปแล้วราว 7.38 แสนล้านยูโร ตั้งแต่ปี 1980-2023 ซึ่งประมาณ 1.62 แสนล้านยูโร เกิดขึ้นในช่วง 3 ปีล่าสุด และหากยุโรปยังขาดมาตรการรับมือ เศรษฐกิจยุโรปอาจเสียหายมากกว่า 5.6 ล้านล้านยูโร ภายในปี 2050 โดยจะกระทบต่อเกือบทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ

คลื่นความร้อนหลายระลอกได้สร้างแรงกดดันอย่างมากต่อทรัพยากรน้ำของยุโรป อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้เกิดการระเหยของน้ำจากแหล่งน้ำต่าง ๆ มากขึ้น ทั้งแม่น้ำ ทะเลสาบ และอ่างเก็บน้ำ ขณะที่ความชื้นในดินลดลง หิมะบนภูเขาก็ละลายเร็วกว่าปกติทำให้มีน้ำน้อยลงในช่วงเดือนที่สภาพอากาศร้อนจัด
แม่น้ำต่าง ๆ เช่น แม่น้ำไรน์ แม่น้ำโป และแม่น้ำดานูบ เผชิญระดับน้ำต่ำกว่าปกติอย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ซึ่งระดับน้ำที่ต่ำดังกล่าวส่งผลให้การขนส่งทางเรือหยุดชะงัก การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำและพลังงานนิวเคลียร์ลดลง รวมถึงกระทบต่อการดำเนินงานของอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาน้ำจากแม่น้ำในการระบายความร้อน ทำให้ผลกระทบจึงขยายวงกว้างออกไป
สภาพอากาศร้อนจัดทำให้โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์กว่า 10 แห่งต้องลดกำลังการผลิตลง เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำไม่เพียงพอสำหรับการระบายความร้อน อย่างใน “โรมาเนีย” ที่ต้องปิดเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แห่งเดียวที่ยังใช้งานอยู่ ซึ่งนับเป็นการปิดเครื่องครั้งแรก เพราะน้ำจากแม่น้ำดานูบที่ในการระบายความร้อนลดลงมาก พร้อมกับส่งกองทัพเรือปฏิบัติการระเบิดใต้น้ำเพื่อเพิ่มการไหลของน้ำไปยังระบบระบายความร้อนของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์นาโวดา (Cernavoda) นอกจากนี้ ระดับน้ำในแม่น้ำดานูบที่ลดต่ำก็กระทบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์พักส์ (Paks) ใน “ฮังการี” ซึ่งผลิตไฟฟ้าราวร้อยละ 40 ของทั้งประเทศ และยังส่งผลให้ “เซอร์เบีย” อาจต้องลดการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ
เช่นเดียวกับใน “เยอรมนี” แม่น้ำไรน์ที่เป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของยุโรป ก็มีระดับน้ำต่ำสุดในรอบ 150 ปี สร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจเยอรมนี รวมถึงอาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก โดยระดับน้ำที่เมืองเคาบ์ (Kaub) ซึ่งเป็นพื้นที่คอขวดในการสัญจรทางเรือระหว่างตอนใต้ของเยอรมนีกับสวิตเซอร์แลนด์ ลดลงแตะระดับ 23 เซนติเมตร ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม นับเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่เริ่มบันทึกสถิติในปี 1880 ทั้งนี้ ระดับน้ำดังกล่าวต่ำกว่า 78 เซนติเมตร ที่ไม่กระทบต่อการเดินเรือ แม้การขนส่งยังคงทำได้ในระดับน้ำที่ต่ำกว่าเกณฑ์ดังกล่าว แต่เรือจะต้องบรรทุกสินค้าน้อยลง ขณะที่ต้นทุนการขนส่งสินค้าและค่าธรรมเนียมในช่วงระดับน้ำต่ำจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ยิ่งกว่านั้น ยุโรปยังเผชิญเหตุไฟป่าที่เกิดจากคลื่นความร้อนรุนแรง European Forest Fire Information System ระบุว่า นับถึงต้นเดือนสิงหาคมปีนี้ เหตุไฟป่าได้เผาผลาญพื้นที่ใน EU มากกว่า 490,000 เฮกตาร์ เทียบกับค่าเฉลี่ยระยะ 20 ปีที่อยู่ที่ 197,000 เฮกตาร์ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศคิดเป็นมูลค่ากว่า 100 ล้านยูโร ไปจนถึง 4.6 พันล้านยูโร ขึ้นกับแต่ละพื้นที่และความรุนแรง
สอดคล้องกับข้อมูลจาก Our World in Data ซึ่งอ้างอิงจาก Global Wildfire Information System พบว่า เหตุไฟป่าในปีนี้ที่ดำเนินมาจนถึงต้นเดือนสิงหาคม เผาทำลายพื้นที่ใน EU มากเป็นอันดับ 4 เมื่อวัดในแง่พื้นที่ที่ถูกไฟป่าเผาผลาญสะสม โดยเหตุไฟป่าในช่วงสัปดาห์ที่ 31 ของปี ทำให้มีพื้นที่ใน EU ถูกไฟป่าเผาทำลายรวมกันแล้ว 489,826 เฮกตาร์ รองจากปี 2012 ที่อยู่ที่ 863,122 เฮกตาร์, ปี 2022 ที่ 799,040 เฮกตาร์ และปี 2017 ที่ 743,906 เฮกตาร์
ที่น่าสนใจ คือ เหตุไฟป่ามีขนาดใหญ่ขึ้น ลุกลามรวดเร็วขึ้น และทำลายล้างมากขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัดทำให้พืชพรรณเหี่ยวแห้ง ส่งผลให้ต้นไม้ในป่า พุ่มไม้ และหญ้า กลายเป็นเชื้อเพลิงสำหรับไฟป่า เมื่อประกอบกับกระแสลมแรงและภัยแล้งที่ยาวนาน ทำให้สถานการณ์ไฟป่าลุกลามหนักและดับยากขึ้น ถึงแม้หลายประเทศในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน รวมถึงสเปน โปรตุเกส กรีซ อิตาลี และฝรั่งเศส จะคุ้นเคยกับเหตุไฟป่ามาอย่างยาวนาน แต่เหตุไฟป่าในปัจจุบันเริ่มต้นเร็วขึ้นกว่าเดิม ยาวนานกว่า และส่งผลกระทบต่อพื้นที่ที่ในอดีตมีความเสี่ยงต่ำ

ภาคเกษตรกรรมมักเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบหนักสุดจากสภาพอากาศร้อนจัด เกษตรกรทั่วทั้งยุโรปตอนใต้และตอนกลางกำลังเผชิญกับปัญหาผลผลิตการเกษตรที่ลดลง ปศุสัตว์มีภาวะเครียดจากความร้อน และมีความต้องการการระบบชลประทานเพิ่มขึ้น ในขณะที่น้ำในแหล่งน้ำต่าง ๆ กำลังแห้งขอดและขาดแคลน ส่งสัญญาณเตือนถึงราคาพืชผลที่มีแนวโน้มสูงขึ้น
ผลการศึกษาของธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งยุโรป (European Investment Bank) และคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารของ EU ระบุตั้งแต่เดือนพฤษภาคมว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเพิ่มความเสียหายทางการเกษตรรายปีในยุโรปมากถึงร้อยละ 66 ภายในปี 2050 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออนาคตในการผลิตอาหาร
ส่วนรายงานของธนาคารทริโอโดส ประเมินว่า ผลผลิตทางการเกษตรทั่ว EU อาจลดลงประมาณร้อยละ 3-7 เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัดและภาวะภัยแล้ง ซึ่งจะดันให้ราคาอาหารสูงขึ้น ประกอบกับค่าไฟมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและการขนส่งที่หยุดชะงัก จะทำให้ต้นทุนโดยรวมเพิ่มขึ้นมาก จากการประเมินของ Energy and Climate Intelligence Unit (ECIU) ระบุว่า คลื่นความร้อนรุนแรงในยุโรปช่วงเดือนมิถุนายนปีนี้ ทำลายผลผลิตธัญพืชไปประมาณ 9 ล้านตัน อาทิ ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโพด ดอกทานตะวัน ส่งผลให้เกษตรกรสูญเสียรายได้ราว 2 พันล้านยูโร ทั้งนี้ ความเสียหายของพืชผลใน EU ที่เกิดจากภัยแล้งและคลื่นความร้อนเพิ่มขึ้น 3 เท่าในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงผลกระทบที่เพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศร้อนจัดต่อผลผลิตทางการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร

วิกฤตโลกเดือดในยุโรปยังส่งผลต่อการท่องเที่ยวของยุโรป ที่เป็นแหล่งรายได้สำคัญของหลายประเทศ เนื่องจากนักท่องเที่ยวมักมีความเสี่ยงต่ออันตรายจากความร้อนมากกว่าคนในท้องถิ่น ทั้งการอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน ทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมาก และเดินทางในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย ไม่รู้จักสถานที่เย็น ๆ หรือสถานพยาบาล
จากผลสำรวจความคิดเห็นของคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวแห่งยุโรป (ETC) พบว่า ในช่วงฤดูร้อนปี 2026 ความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการเลือกจุดหมายปลายทาง อยู่ที่ร้อยละ 22 ตามมาด้วยสภาพอากาศที่สบายและคงที่ร้อยละ 15 ส่วนผลสำรวจอีกฉบับของ ETC ที่ครอบคลุมฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนปี 2025 พบว่า ร้อยละ 81 ของชาวยุโรปมองว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อวิธีการเดินทาง ส่วนร้อยละ 15 มองหาภูมิอากาศที่พอดี ๆ และร้อยละ 14 หลีกเลี่ยงจุดหมายปลายทางที่มีอากาศร้อนจัด แม้ว่าอุณหภูมิจะสูงขึ้น ประเทศในแถบเมดิเตอร์เรเนียนยังคงครองตลาดการท่องเที่ยวในช่วงฤดูร้อน โดยดึงดูดนักท่องเที่ยวถึงร้อยละ 60 แต่ขณะนี้เริ่มมีสัญญาณของการปรับเปลี่ยนรูปแบบการท่องเที่ยว แทนที่จะละทิ้งจุดหมายปลายทางจากสภาพอากาศร้อนจัด นักท่องเที่ยวจำนวนมากหันมาเดินทางเร็วขึ้นหรือช้าลง ไม่ไปในช่วงฤดูร้อน รวมถึงเลือกภูมิภาคที่เย็นกว่า หรือเปลี่ยนกิจกรรมประจำวันเพื่อหลีกเลี่ยงช่วงเวลาร้อนที่สุดของวัน
- “พรุควนเคร็ง” ยังระอุ ไฟป่าปะทุเข้าวันที่ 5 เริ่มลุกลามพื้นที่เกษตร
- อ่างเก็บน้ำทับเสลาวิกฤต เหลือน้ำร้อยละ 33
- “กรีซ” ระดมกำลังดับไฟป่า อพยพนักท่องเที่ยวลงเรือหนี คลื่นความร้อนเติมเชื้อไฟดับยากกว่าเดิม
- สหรัฐฯ–อิหร่านเปิดศึกงัดข้อ "ฮอร์มุซ" โลกเสี่ยงน้ำมันขาด!
- “อังกฤษ” ร้อนจัด-แล้งหนัก เจอคลื่นความร้อนระลอก 5 แถมฝนทิ้งช่วงหนักสุดในรอบ 190 ปี
ที่มาข้อมูล : Reuters, Euro News, CNBC, AlJazeera, Anadolu, DW
ที่มารูปภาพ : TNN
