สทนช. เตือนเกษตรกร รับมือฝนทิ้งช่วงจาก "เอลนีโญ"

Share on Line Share on Facebook Share on X
สทนช. เตือนเกษตรกร รับมือฝนทิ้งช่วงจาก "เอลนีโญ"

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 18 - 20 ส.ค. 69 ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ โดยมีฝนตกหนักมากบางแห่ง เนื่องจากร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย

โดยปัจจุบันสถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำในภาพรวมมีปริมาณน้ำรวม ร้อยละ 60 ของความจุเก็บกัก  หรือประมาณ 48,000 ล้าน ลบ.ม. และปริมาณน้ำใช้การได้ร้อยละ 42  หรือประมาณ 23,800 ล้าน ลบ.ม. สำหรับการดำเนินการตามมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 กรมชลประทาน เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 โดยเร่งดำเนินการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำและวัชพืช เพื่อไม่ให้วัชพืชแพร่ขยายพันธุ์ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและรับมือสถานการณ์น้ำหลากในช่วงฤดูฝน

สรุปข่าว

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 18- 20 ส.ค. ภาคเหนือ และภาคอีสานจะยังมีฝนเพิ่มและฝนตกหนักในหลายพื้นที่ ส่วนสภาวะเอลนีโญที่กำลังแรงขึ้นช่วงเดือนตุลาคม–ธันวาคม 2569 อาจจะส่งผลให้เกิดฝนทิ้งช่วงในหลายพื้นที่ จึงเตือนเกษตรกรโดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานกักเก็บน้ำไว้ใช้ให้มากที่สุดเพื่อป้องกันผลผลิตเสียหาย

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 18 - 20 ส.ค. 69 ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ โดยมีฝนตกหนักมากบางแห่ง เนื่องจากร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย

โดยปัจจุบันสถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำในภาพรวมมีปริมาณน้ำรวม ร้อยละ 60 ของความจุเก็บกัก  หรือประมาณ 48,000 ล้าน ลบ.ม. และปริมาณน้ำใช้การได้ร้อยละ 42  หรือประมาณ 23,800 ล้าน ลบ.ม. สำหรับการดำเนินการตามมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 กรมชลประทาน เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 โดยเร่งดำเนินการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำและวัชพืช เพื่อไม่ให้วัชพืชแพร่ขยายพันธุ์ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและรับมือสถานการณ์น้ำหลากในช่วงฤดูฝน

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า แม้ปัจจุบันปริมาณฝนที่ตกน้อยส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำลดลง แต่จากการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งกักเก็บน้ำต้นทุนไว้ตั้งแต่ช่วงฤดูฝนปี 2568 ทำให้เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำใช้การ ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 จำนวน 17,245 ล้านลูกบาศก์เมตร สูงกว่าปี 2558 ซึ่งมีปริมาณน้ำใช้การเพียง 4,247 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงมั่นใจได้ว่าจะมีน้ำต้นทุนเพียงพอสำหรับการบริหารจัดการน้ำในปีนี้ นอกจากนี้ จากการบูรณาการวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างรอบคอบ คาดว่า ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 แห่ง จะมีปริมาณน้ำใช้การ จำนวน 12,105 ล้านลูกบาศก์เมตร

นอกจากนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า สภาวะเอลนีโญจะมีกำลังแรงขึ้น โดยมีโอกาสพัฒนาเป็นเอลนีโญกำลังแรงมากในช่วงเดือนตุลาคม–ธันวาคม 2569 ซึ่งอาจมีความรุนแรงมากกว่าสภาวะเอลนีโญเมื่อปี 2558 ส่งผลให้หลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณตอนบนของประเทศ มีความเสี่ยงเกิดฝนทิ้งช่วงเพิ่มมากขึ้น จึงเน้นย้ำเกษตรกร โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ให้ติดตามข้อมูลข่าวสาร กักเก็บน้ำไว้ใช้ และเพาะปลูกตามแผนที่หน่วยงานภาครัฐกำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความเสียหายต่อผลผลิต รวมทั้งขอความร่วมมือทุกภาคส่วนร่วมกันประหยัดน้ำและใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า  โดย สทนช. จะบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบริหารจัดการน้ำรองรับสภาพอากาศที่มีความแปรปรวน ช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนในทุกพื้นที่ให้ได้มากที่สุด

ที่มาข้อมูล : สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ

ที่มารูปภาพ : Envato