สหรัฐฯ–อิหร่านเปิดศึกงัดข้อ "ฮอร์มุซ" โลกเสี่ยงน้ำมันขาด!

Share on Line Share on Facebook Share on X

สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่า อาจคงมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านอย่างไม่มีกำหนด หลังความพยายามรื้อฟื้นข้อตกลงหยุดยิงยังไม่มีความคืบหน้า ขณะที่อุปทานน้ำมันโลกกำลังลดลง และความขัดแย้งเริ่มลุกลามไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค

พีต เฮกเซท รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ระบุระหว่างเดินทางเยือนปานามาว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ สามารถรักษามาตรการปิดล้อมได้นานเท่าที่จำเป็น ด้วยการหมุนเวียนเรือรบเข้าและออกจากพื้นที่ต่อเนื่อง

เป้าหมายของมาตรการนี้คือ สกัดเรือและการค้าทางทะเลที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน พร้อมเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัฐบาลเตหะราน โดยสหรัฐฯ เคยผ่อนคลายการปิดล้อมท่าเรือและการเดินเรือของอิหร่านเป็นเวลาประมาณหนึ่งเดือนในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ก่อนนำมาตรการกลับมาใช้อีกครั้ง หลังข้อตกลงชั่วคราวเริ่มล่มสลาย

ผลกระทบสำคัญคือ อิหร่านถูกจำกัดช่องทางส่งออกพลังงาน ซึ่งเป็นแหล่งรายได้เงินตราต่างประเทศหลักของประเทศ ซ้ำเติมความเสียหายจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานก่อนหน้านี้

สรุปข่าว

สหรัฐฯ ส่งสัญญาณพร้อมปิดล้อมทางทะเลอิหร่านอย่างไม่มีกำหนด หลังการเจรจาหยุดยิงล้มเหลว ขณะที่สหรัฐฯ และอิหร่าน ต่างอ้างอำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางปริมาณเรือที่ลดฮวบและอุปทานน้ำมันโลกที่ตึงตัวขึ้น

สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่า อาจคงมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านอย่างไม่มีกำหนด หลังความพยายามรื้อฟื้นข้อตกลงหยุดยิงยังไม่มีความคืบหน้า ขณะที่อุปทานน้ำมันโลกกำลังลดลง และความขัดแย้งเริ่มลุกลามไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค

พีต เฮกเซท รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ระบุระหว่างเดินทางเยือนปานามาว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ สามารถรักษามาตรการปิดล้อมได้นานเท่าที่จำเป็น ด้วยการหมุนเวียนเรือรบเข้าและออกจากพื้นที่ต่อเนื่อง

เป้าหมายของมาตรการนี้คือ สกัดเรือและการค้าทางทะเลที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน พร้อมเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัฐบาลเตหะราน โดยสหรัฐฯ เคยผ่อนคลายการปิดล้อมท่าเรือและการเดินเรือของอิหร่านเป็นเวลาประมาณหนึ่งเดือนในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ก่อนนำมาตรการกลับมาใช้อีกครั้ง หลังข้อตกลงชั่วคราวเริ่มล่มสลาย

ผลกระทบสำคัญคือ อิหร่านถูกจำกัดช่องทางส่งออกพลังงาน ซึ่งเป็นแหล่งรายได้เงินตราต่างประเทศหลักของประเทศ ซ้ำเติมความเสียหายจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานก่อนหน้านี้

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ และอิหร่านต่างประกาศว่า เป็นฝ่ายควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่าสหรัฐฯ สามารถควบคุมเส้นทางนี้ได้ทั้งหมด แต่กองบัญชาการร่วมของอิหร่านโต้ว่า เรือทุกลำจะผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ หากไม่ได้รับอนุญาตจากอิหร่าน

อิหร่านยืนยันว่าจะยังไม่เปิดเส้นทางอย่างเต็มรูปแบบ จนกว่าสหรัฐฯ จะยอมรับเงื่อนไขสำคัญ รวมถึงการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และการปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัด

ข้อพิพาทเรื่องผู้มีอำนาจควบคุมไม่ได้เป็นเพียงสงครามถ้อยคำ เพราะปริมาณเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอย่างรุนแรง โดยเมื่อวันอังคารมีเรือผ่านเพียง 8 ลำ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 วันซึ่งอยู่ที่ประมาณ 12 ลำ และห่างจากระดับก่อนสงครามที่มีเรือผ่านวันละประมาณ 130–140 ลำ

สถานการณ์ยิ่งเปราะบาง หลังเรือสองลำของบริษัทน้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี ถูกโจมตีระหว่างเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อคืนวันพฤหัสบดี รัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กล่าวโทษอิหร่านและประณามเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่อีกด้านหนึ่ง มีรายงานว่ากลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ใช้โดรนโจมตีโรงกลั่นของซาอุดี อารามโก ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่สงครามจะขยายวงไปยังแหล่งผลิตพลังงานสำคัญ

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA คาดว่า อุปทานน้ำมันโลกปีนี้อาจลดลง 4.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณร้อยละ 4 รุนแรงกว่าประมาณการเมื่อเดือนก่อนที่คาดว่าจะลดลง 3.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน

แม้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดลดลงมากกว่าร้อยละ 2 มาอยู่ที่ประมาณ 87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความกังวลเรื่องอุปสงค์โลกอ่อนแอและสต็อกน้ำมันสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมาก แต่ความเสี่ยงจากฮอร์มุซยังไม่หมดไป

หากการปิดล้อมยืดเยื้อ ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์อาจส่งผ่านไปยังค่าขนส่ง การผลิตสินค้า ค่าไฟฟ้า และเงินเฟ้อ พร้อมกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ดังนั้น ศึกชิงอำนาจเหนือฮอร์มุซจึงไม่ได้กระทบเฉพาะอิหร่านกับสหรัฐฯ แต่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงโดยตรงต่อธุรกิจและผู้บริโภคทั่วโลก