AI สำรวจอวกาศ เป็นไปได้อย่างไร ? เมื่อมหาอำนาจแข่งหาโลกใบใหม่

Share on Line Share on Facebook Share on X
AI สำรวจอวกาศ เป็นไปได้อย่างไร ? เมื่อมหาอำนาจแข่งหาโลกใบใหม่

คุณกรทอง หรือที่รู้จักกันในชื่อ KornKT มองว่า ภาพรวมในการสำรวจอวกาศในขณะนี้ระหว่างจีนและสหรัฐฯ คือการแข่งขันกันว่า ใครที่จะสามารถไปถึงดวงจันทร์ก่อนภายในปี 2028 ซึ่งคุณ KornKT เปรียบเทียบว่าการแข่งขันที่กำลังดำเนินอยู่ในตอนนี้ของจีนและสหรัฐฯ ไม่ต่างกับในตอนที่สหรัฐฯ ทำภารกิจยาน “อะพอลโล” แข่งขันกับการส่งยาน “โซยุซ” ของสหภาพโวเวียตในสมัยสงครามเย็น

และในการแข่งขันนี้เอง ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ก็เข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษาด้านอวกาศของทั้ง 2 ประเทศอย่างมาก คำถามคือ แล้ว AI ใช้ในการสำรวจอวกาศอย่างไร ?

คุณกรทอง กล่าวว่า ตัวอย่างแรกที่ชัดเจนที่สุด คือการนำ AI มาช่วยศึกษาและหาดาวเคราะห์ที่มีความคล้ายกับโลก หรือหากอธิบายง่ายๆ ก็คือความพยายามจะหา “โลกใบใหม่” คุณ KornKT ชี้ให้เห็นว่าความเป็นไปได้ในเชิงข้อมูลว่าควรจะมีดาวเคราะห์ที่คล้ายโลกหรือดาวพฤหัสบดีประมาณแสนล้านดวงอยู่ในกาแล็คซีทางช้างเผือก แต่การรวบรวมข้อมูลที่มหาศาลขนาดนี้จำเป็นต้องใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยและนั่นคือ โปรแกรมอย่าง “ExoMiner” ที่พัฒนาขึ้นโดยนาซา  เพื่อเอามาหาดาวที่อาจจะเหมือนกับโลกหรืออาจจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ซึ่งปัจจุบันพบแล้วประมาณ 300 ดวง และเพราะเหตุนี้เมื่อนักวิทยาศาสตร์มีเครื่องมือเข้ามาช่วยเหลือนักดาราศาสตร์ก็สามารถเอาเวลาไปใช้ในการค้นคว้าสำรวจในด้านอื่นได้มากขึ้น

“งานด้านอวกาศอาจจะดูว่าไกลตัว อาจจะมองว่าเราทำอวกาศแล้วได้อะไร ในความเป็นจริงต้องยอมรับว่าในชีวิตประจำวันของเรา อวกาศแฝงอยู่ในนั้นอยู่เยอะมากทั้งข้อมูล การใช้บริการระบบต่าง ๆ ท้ายที่สุด งานด้านอวกาศเป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่อาจจะปลดล็อกให้เราสำรวจไปได้ไกลขึ้น”  คุณกรทอง กล่าว

อีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คุณกรทอง กล่าวว่าในฝั่งของภาคเอกชนอย่าง SpaceX ของสหรัฐฯ มีการพัฒนา Starlink หรือคือดาวเทียมสื่อสาร แต่ก็มีแผนว่าในเมื่อดาวเทียมมีเป็นหมื่นดวงอาจจะปรับต่อยอดเป็น Data Center ในอวกาศ ดังนั้นจึงมีอย่างบริษัท Star Catcher และ Star Cloud ที่ทดลองเอาชิป GPU ขึ้นไปบนอวกาศเพื่อประมวลผล 

ในขณะที่ฝั่งจีนก็มีบริษัทอย่าง ADA Space ที่มีแผนเหมือนกันว่าจะทำกลุ่มดาวเทียมราว 2,800 ดวงเพื่อไปประมวลผลตัว Generative AI ต่าง ๆ ซึ่งอันนี้จะเป็นฉากทัศน์แรกที่เป็นตัวอย่างจากฝั่งสหรัฐฯ กับจีนว่า 2 มหาอำนาจมีการใช้ AI ในแง่อวกาศอย่างไร

สรุปข่าว

TNN Tech Forum 2026: AI Warfare - The Race for Humanity ชวนเปิดมุมมองต่อประเด็น Beyond Earth: The New AI Frontier เหนือขอบโลก พรมแดนใหม่ของการแข่งขัน โดยมีวิทยากรคือ คุณกรทอง วิริยะเศวตกุล นักสื่อสารดาราศาสตร์ ครีเอเตอร์ช่อง KornKT และ ดร.ประเมศ แก้วมีศรี จาก สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA

คุณกรทอง หรือที่รู้จักกันในชื่อ KornKT มองว่า ภาพรวมในการสำรวจอวกาศในขณะนี้ระหว่างจีนและสหรัฐฯ คือการแข่งขันกันว่า ใครที่จะสามารถไปถึงดวงจันทร์ก่อนภายในปี 2028 ซึ่งคุณ KornKT เปรียบเทียบว่าการแข่งขันที่กำลังดำเนินอยู่ในตอนนี้ของจีนและสหรัฐฯ ไม่ต่างกับในตอนที่สหรัฐฯ ทำภารกิจยาน “อะพอลโล” แข่งขันกับการส่งยาน “โซยุซ” ของสหภาพโวเวียตในสมัยสงครามเย็น

และในการแข่งขันนี้เอง ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ก็เข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษาด้านอวกาศของทั้ง 2 ประเทศอย่างมาก คำถามคือ แล้ว AI ใช้ในการสำรวจอวกาศอย่างไร ?

คุณกรทอง กล่าวว่า ตัวอย่างแรกที่ชัดเจนที่สุด คือการนำ AI มาช่วยศึกษาและหาดาวเคราะห์ที่มีความคล้ายกับโลก หรือหากอธิบายง่ายๆ ก็คือความพยายามจะหา “โลกใบใหม่” คุณ KornKT ชี้ให้เห็นว่าความเป็นไปได้ในเชิงข้อมูลว่าควรจะมีดาวเคราะห์ที่คล้ายโลกหรือดาวพฤหัสบดีประมาณแสนล้านดวงอยู่ในกาแล็คซีทางช้างเผือก แต่การรวบรวมข้อมูลที่มหาศาลขนาดนี้จำเป็นต้องใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยและนั่นคือ โปรแกรมอย่าง “ExoMiner” ที่พัฒนาขึ้นโดยนาซา  เพื่อเอามาหาดาวที่อาจจะเหมือนกับโลกหรืออาจจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ซึ่งปัจจุบันพบแล้วประมาณ 300 ดวง และเพราะเหตุนี้เมื่อนักวิทยาศาสตร์มีเครื่องมือเข้ามาช่วยเหลือนักดาราศาสตร์ก็สามารถเอาเวลาไปใช้ในการค้นคว้าสำรวจในด้านอื่นได้มากขึ้น

“งานด้านอวกาศอาจจะดูว่าไกลตัว อาจจะมองว่าเราทำอวกาศแล้วได้อะไร ในความเป็นจริงต้องยอมรับว่าในชีวิตประจำวันของเรา อวกาศแฝงอยู่ในนั้นอยู่เยอะมากทั้งข้อมูล การใช้บริการระบบต่าง ๆ ท้ายที่สุด งานด้านอวกาศเป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่อาจจะปลดล็อกให้เราสำรวจไปได้ไกลขึ้น”  คุณกรทอง กล่าว

อีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คุณกรทอง กล่าวว่าในฝั่งของภาคเอกชนอย่าง SpaceX ของสหรัฐฯ มีการพัฒนา Starlink หรือคือดาวเทียมสื่อสาร แต่ก็มีแผนว่าในเมื่อดาวเทียมมีเป็นหมื่นดวงอาจจะปรับต่อยอดเป็น Data Center ในอวกาศ ดังนั้นจึงมีอย่างบริษัท Star Catcher และ Star Cloud ที่ทดลองเอาชิป GPU ขึ้นไปบนอวกาศเพื่อประมวลผล 

ในขณะที่ฝั่งจีนก็มีบริษัทอย่าง ADA Space ที่มีแผนเหมือนกันว่าจะทำกลุ่มดาวเทียมราว 2,800 ดวงเพื่อไปประมวลผลตัว Generative AI ต่าง ๆ ซึ่งอันนี้จะเป็นฉากทัศน์แรกที่เป็นตัวอย่างจากฝั่งสหรัฐฯ กับจีนว่า 2 มหาอำนาจมีการใช้ AI ในแง่อวกาศอย่างไร

แล้วในประเทศไทยจะมีการประยุกต์ใช้ AI ในงานของ GISTDA อย่างไร ?


ในประเด็นนี้ ดร.ประเมศ แก้วมีศรี นักพัฒนานวัตกรรมฝ่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA มองว่า สำหรับ GISTDA หลัก ๆ แล้วจะดูในเรื่องของภัยพิบัติ การเกษตร และรวมถึงเรื่องของคาร์บอนเครดิต สำหรับ AI  ก็มีการใช้ในส่วนของข้อมูลดาวเทียมพอส่งมาถึงในสถานีตรวจรับ สถานีรับสัญญาณเสร็จแล้วก็จะได้ไฟล์ของดาวเทียมมาแล้วเราจะเอามาเข้าในกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่ Preprocessing, Processing แล้วก็สุดท้ายเป็น Post-processing  ดังนั้น AI แทรกอยู่ในทุก ๆ กระบวนการ


“เรื่อง ‘ฝุ่น’ เป็นอีกประเด็นที่ GISTDA จะนำ AI เข้ามาช่วยทำงานด้วย เพราะตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนจนถึงเมษายน AI สามารถ Automate โมเดลพยากรณ์ฝุ่นออกมาได้ทุก ๆ วัน โดยที่ไม่ต้องมีคนคอยเข้าไปกำกับ โดยเจ้าหน้าที่แค่มาเช็กผลในภายหลัง” นวัตกรแห่ง Gisda กล่าว


แล้วแนวคิดเรื่องการย้าย Data Center ขึ้นไปบนอวกาศ เป็นไปได้มากแค่ไหน ?

 

ประเด็นนี้ คุณกรทอง กล่าวว่าการย้าย Data Center ไปบนอวกาศมีทั้งในแง่มุมของความน่าสนใจและความเป็นไปได้อยู่เยอะ ภาพแรกที่ต้องย้ำคือ ในปัจจุบันยังไม่ได้มี Data Center ที่ให้บริการจากนอกโลกจริง ๆ ยังไม่ได้แบบย้ายทั้งหมดขึ้นไปได้ แต่มันมีความน่าสนใจ คือ เรื่อง “พลังงาน” เพราะ Data Center ใช้พลังงานพอสมควรและอาจจะกระทบกับตัว Power Grid ตัวของพลังงานเมืองรอบได้ โดยเอกชนของสหรัฐฯ กับจีน ตอนนี้เริ่มที่จะมีการนำชิปไปทดลองประมวลผลอยู่นอกโลก โดยที่จีนอย่างถึงขั้นให้บริการตัว Platform ของจีนไปทดลองจากนอกโลกมาจริง ๆ และก็จะพยายามพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่เมื่อพูดถึง “เศรษฐกิจอวกาศ” หรือ Space Economy ดร.ประเมศ  ระบุว่าการใช้ AI ในฝั่งของ Data Center ทาง GISTDA เองก็พยายามที่จะศึกษาในเรื่องของ Space Economy ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้มองว่าอยากจะเป็นหน่วยงานที่มีดาวเทียมเยอะที่สุดแต่อยากจะเห็นว่าทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) มันจะเป็นเรื่องของการขยายธุรกิจทางอวกาศมากกว่าหรือการเติบโตในบริเวณของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่า ซึ่งตอนนี้ในมุมมองของ GISTDA มองว่าถ้าไทยมีข้อมูลที่เป็นสาธารณะ รวดเร็ว แล้วมีความแม่นยำสูงก็สามารถใช้ทรัพยากร AI หรือว่า Data Center ได้เต็มที่มากขึ้นไปด้วย

นวัตกรแห่ง Gisda ท่านนี้ยัง ทิ้งท้ายว่า AI เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้องค์ความรู้การกำหนดโอกาสต่าง ๆ เพราะเรามาถึงทุกวันนี้ได้ก็มาจากองค์ความรู้ต่าง ๆ ในอดีต ถ้าลองนึกภาพว่าถ้าทุกอย่างพัฒนาเติบโตไปได้อย่างก้าวกระโดดยิ่งขึ้น มนุษยชาติจะไปได้ไกลอีกไกลเพียงใด


ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN