จับตาเลือกตั้งอิสราเอล ชี้ชะตา “เนทันยาฮู” ใครจะได้จัดตั้งรัฐบาล?

Share on Line Share on Facebook Share on X
จับตาเลือกตั้งอิสราเอล ชี้ชะตา “เนทันยาฮู” ใครจะได้จัดตั้งรัฐบาล?

การเลือกตั้งอิสราเอลในวันที่ 27 ตุลาคมนี้ ถูกจับตามองว่าเป็นหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ เพราะไม่เพียงเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกนับตั้งแต่กลุ่มฮามาสโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ซึ่งนำไปสู่สงครามในฉนวนกาซาและความขัดแย้งที่ขยายวงไปทั่วตะวันออกกลาง แต่ยังเป็นการตัดสินอนาคตทางการเมืองของ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีที่ครองอำนาจยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์อิสราเอล

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการลงประชามติต่อการบริหารประเทศและนโยบายสงครามของเนทันยาฮู ท่ามกลางความแตกแยกภายในสังคม และแรงกดดันจากประชาคมระหว่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น


ศึกชิง 120 ที่นั่ง ใครรวมเสียงได้ 61 เสียง?

อิสราเอลมีระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วน โดยประชาชนลงคะแนนให้พรรคการเมืองเพื่อเลือกสมาชิกสภาเนสเซต (Knesset) จำนวน 120 ที่นั่ง พรรคหรือกลุ่มพันธมิตรที่ต้องการจัดตั้งรัฐบาลจำเป็นต้องรวบรวมเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 61 ที่นั่ง

อย่างไรก็ตาม ด้วยระบบการเมืองที่มีพรรคจำนวนมากและจุดยืนแตกต่างกัน โอกาสที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะคว้าเสียงข้างมากเพียงลำพังจึงมีน้อย ทำให้การเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสมกลายเป็นหัวใจสำคัญหลังการเลือกตั้ง

ประธานาธิบดีอิสราเอลจะหารือกับพรรคการเมืองต่าง ๆ ก่อนมอบหมายให้สมาชิกสภาคนหนึ่งที่มีโอกาสรวบรวมเสียงสนับสนุนได้จัดตั้งรัฐบาล ซึ่งกระบวนการดังกล่าวอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ และไม่ได้หมายความว่าพรรคที่ได้ที่นั่งมากที่สุดจะได้เป็นแกนนำรัฐบาลเสมอไป


สองขั้วการเมือง ใครจะเป็นรัฐบาล?

การแข่งขันครั้งนี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่มการเมืองหลัก ได้แก่

ฝ่ายสนับสนุนเนทันยาฮู นำโดยพรรค Likud ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวา ร่วมกับพรรคยิวเคร่งศาสนา หรืออัลตราออร์ทอดอกซ์ และพันธมิตรขวาจัด เช่น พรรค Otzma Yehudit ของอิตามาร์ เบน-กวีร์ และพรรค Religious Zionism ของเบซาเลล สโมทริช ซึ่งมีจุดยืนแข็งกร้าวต่อชาวปาเลสไตน์และสนับสนุนการขยายนิคมชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์

ฝ่ายต่อต้านเนทันยาฮู ประกอบด้วยพรรคการเมืองที่มีแนวคิดหลากหลาย ตั้งแต่ฝ่ายขวา สายกลาง ไปจนถึงฝ่ายซ้าย เช่น พรรค Yashar ของกาดี ไอเซนคอต อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด พรรค Together ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างอดีตนายกรัฐมนตรีนาฟตาลี เบนเน็ตต์ กับยาอีร์ ลาปิด และพรรค Democrats ของยาอีร์ โกลัน อดีตนายพลอิสราเอล

แม้จะมีจุดยืนทางการเมืองแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เชื่อมโยงพรรคเหล่านี้คือความต้องการเปลี่ยนรัฐบาลที่นำโดยเนทันยาฮู

ผลสำรวจความคิดเห็นของสถานีโทรทัศน์ KAN ประเมินว่า กลุ่มพรรคฝ่ายค้านอาจได้รับประมาณ 52 ที่นั่ง ขณะที่กลุ่มพันธมิตรของเนทันยาฮูอาจได้ 50 ที่นั่ง โดยที่นั่งที่เหลือจะตกเป็นของพรรคการเมืองอื่น ๆ รวมถึงพรรคตัวแทนชาวอาหรับ ซึ่งอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล

(ซ้าย - กาดี ไอเซนคอต อดีตผู้บัญชาการทหารอิสราเอล  / ขวา - เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล)

สรุปข่าว

นี่คือการเลือกตั้งครั้งแรก ภายหลังจากเหตุฮามาสบุกโจมตีอิสราเอล เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ก่อนเปิดฉากสงครามกำจัดกลุ่มฮามาสแบบเต็มรูปแบบ การเลือกตั้งนี้จะเป็นเสมือน "การลงมติเพื่อรับกรองการทำงานของเนทันยาฮู"​ ว่าประชาชนเห็นด้วยกับการทำสงคราม ทั้งในกาซา และสงครามต่ออิหร่านหรือไม่? แล้วคู่แข่งของเนทันยาฮู มีใครบ้าง?

การเลือกตั้งอิสราเอลในวันที่ 27 ตุลาคมนี้ ถูกจับตามองว่าเป็นหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ เพราะไม่เพียงเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกนับตั้งแต่กลุ่มฮามาสโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ซึ่งนำไปสู่สงครามในฉนวนกาซาและความขัดแย้งที่ขยายวงไปทั่วตะวันออกกลาง แต่ยังเป็นการตัดสินอนาคตทางการเมืองของ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีที่ครองอำนาจยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์อิสราเอล

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการลงประชามติต่อการบริหารประเทศและนโยบายสงครามของเนทันยาฮู ท่ามกลางความแตกแยกภายในสังคม และแรงกดดันจากประชาคมระหว่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น


ศึกชิง 120 ที่นั่ง ใครรวมเสียงได้ 61 เสียง?

อิสราเอลมีระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วน โดยประชาชนลงคะแนนให้พรรคการเมืองเพื่อเลือกสมาชิกสภาเนสเซต (Knesset) จำนวน 120 ที่นั่ง พรรคหรือกลุ่มพันธมิตรที่ต้องการจัดตั้งรัฐบาลจำเป็นต้องรวบรวมเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 61 ที่นั่ง

อย่างไรก็ตาม ด้วยระบบการเมืองที่มีพรรคจำนวนมากและจุดยืนแตกต่างกัน โอกาสที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะคว้าเสียงข้างมากเพียงลำพังจึงมีน้อย ทำให้การเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสมกลายเป็นหัวใจสำคัญหลังการเลือกตั้ง

ประธานาธิบดีอิสราเอลจะหารือกับพรรคการเมืองต่าง ๆ ก่อนมอบหมายให้สมาชิกสภาคนหนึ่งที่มีโอกาสรวบรวมเสียงสนับสนุนได้จัดตั้งรัฐบาล ซึ่งกระบวนการดังกล่าวอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ และไม่ได้หมายความว่าพรรคที่ได้ที่นั่งมากที่สุดจะได้เป็นแกนนำรัฐบาลเสมอไป


สองขั้วการเมือง ใครจะเป็นรัฐบาล?

การแข่งขันครั้งนี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่มการเมืองหลัก ได้แก่

ฝ่ายสนับสนุนเนทันยาฮู นำโดยพรรค Likud ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวา ร่วมกับพรรคยิวเคร่งศาสนา หรืออัลตราออร์ทอดอกซ์ และพันธมิตรขวาจัด เช่น พรรค Otzma Yehudit ของอิตามาร์ เบน-กวีร์ และพรรค Religious Zionism ของเบซาเลล สโมทริช ซึ่งมีจุดยืนแข็งกร้าวต่อชาวปาเลสไตน์และสนับสนุนการขยายนิคมชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์

ฝ่ายต่อต้านเนทันยาฮู ประกอบด้วยพรรคการเมืองที่มีแนวคิดหลากหลาย ตั้งแต่ฝ่ายขวา สายกลาง ไปจนถึงฝ่ายซ้าย เช่น พรรค Yashar ของกาดี ไอเซนคอต อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด พรรค Together ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างอดีตนายกรัฐมนตรีนาฟตาลี เบนเน็ตต์ กับยาอีร์ ลาปิด และพรรค Democrats ของยาอีร์ โกลัน อดีตนายพลอิสราเอล

แม้จะมีจุดยืนทางการเมืองแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เชื่อมโยงพรรคเหล่านี้คือความต้องการเปลี่ยนรัฐบาลที่นำโดยเนทันยาฮู

ผลสำรวจความคิดเห็นของสถานีโทรทัศน์ KAN ประเมินว่า กลุ่มพรรคฝ่ายค้านอาจได้รับประมาณ 52 ที่นั่ง ขณะที่กลุ่มพันธมิตรของเนทันยาฮูอาจได้ 50 ที่นั่ง โดยที่นั่งที่เหลือจะตกเป็นของพรรคการเมืองอื่น ๆ รวมถึงพรรคตัวแทนชาวอาหรับ ซึ่งอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล

(ซ้าย - กาดี ไอเซนคอต อดีตผู้บัญชาการทหารอิสราเอล  / ขวา - เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล)

เลือกตั้งครั้งนี้ คนอิสราเอลต้องตัดสินใจเรื่องอะไร?

ประเด็นสำคัญไม่ได้มีเพียงสงครามในฉนวนกาซา แต่ยังรวมถึงความล้มเหลวด้านความมั่นคงที่นำไปสู่เหตุโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ซึ่งประชาชนจำนวนมากเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบ

อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความไม่พอใจคือการยกเว้นเกณฑ์ทหารให้ชาวยิวเคร่งศาสนา ขณะที่ประชาชนกลุ่มอื่นต้องเข้ารับราชการทหารท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อ รวมถึงความพยายามปฏิรูประบบตุลาการของเนทันยาฮู ซึ่งฝ่ายวิจารณ์มองว่าเป็นการบั่นทอนระบบตรวจสอบถ่วงดุลและประชาธิปไตย

ขณะเดียวกัน อิสราเอลยังเผชิญแรงกดดันระหว่างประเทศอย่างหนักจากสงครามในกาซาและเลบานอน รวมถึงการขยายนิคมชาวยิวในดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง


เปลี่ยนผู้นำ อาจไม่ได้เปลี่ยนนโยบายต่อปาเลสไตน์

แม้ฝ่ายค้านจะต้องการยุติการครองอำนาจของเนทันยาฮู แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกพรรคต้องการเปลี่ยนนโยบายความมั่นคงของอิสราเอลอย่างสิ้นเชิง

ตัวอย่างสำคัญคือ กาดี ไอเซนคอต ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในคู่แข่งสำคัญของเนทันยาฮู แม้เขาจะมีจุดยืนสนับสนุนการใช้กำลังทหารเพื่อรักษาความมั่นคง และไม่สนับสนุนการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์เช่นเดียวกับเนทันยาฮู แต่มีความแตกต่างในเรื่องแนวทางบริหารประเทศ

ไอเซนคอตเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนความล้มเหลวด้านความมั่นคงเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม สนับสนุนความเป็นอิสระของศาล และต้องการให้ชาวยิวเคร่งศาสนามีส่วนร่วมรับภาระทางทหารมากขึ้น

ในทางกลับกัน เนทันยาฮูยังคงยึดแนวทางความมั่นคงที่แข็งกร้าว และพึ่งพาการสนับสนุนจากพันธมิตรฝ่ายขวาจัดและพรรคยิวเคร่งศาสนาเพื่อรักษาอำนาจ



เดิมพันอนาคตการเมืองเนทันยาฮู

สำหรับเนทันยาฮู การเลือกตั้งครั้งนี้อาจเป็นหนึ่งในบททดสอบสำคัญที่สุดตลอดเส้นทางการเมือง หลังครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรวมกันราว 19 ปี

นอกจากแรงกดดันเรื่องสงครามและความล้มเหลวด้านความมั่นคง เขายังเผชิญการพิจารณาคดีทุจริตภายในประเทศ รวมถึงหมายจับจากศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ในข้อกล่าวหาอาชญากรรมสงคราม ซึ่งเขาปฏิเสธ

หากสูญเสียอำนาจ เขาอาจเผชิญแรงกดดันทางการเมืองและกฎหมายมากขึ้น ขณะที่รัฐบาลชุดใหม่อาจเปิดทางให้มีการสอบสวนความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ 7 ตุลาคมอย่างเต็มรูปแบบ

ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาหลังปิดหีบเลือกตั้ง ไม่ใช่เพียงว่าพรรคใดจะได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด แต่คือ ใครจะสามารถรวบรวมเสียงข้างมาก 61 ที่นั่ง และก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาลอิสราเอลชุดต่อไป

เพราะผลการเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่ได้กำหนดเพียงอนาคตของเนทันยาฮู แต่ยังส่งผลต่อทิศทางสงคราม ความสัมพันธ์กับปาเลสไตน์ และบทบาทของอิสราเอลในตะวันออกกลางต่อจากนี้

ที่มาข้อมูล : Aljazeera, BBC

ที่มารูปภาพ : Canva