Editor's Pick: อะไรอยู่เบื้องหลัง “การทูตลับ ๆ” สหรัฐฯ ต่อเมียนมา?

นับตั้งแต่ มิน อ่อง ไลง์ ประกาศถอนตัวจากกองทัพ และขึ้นดำรงตำแหน่งในฐานะประธานาธิบดีพลเรือนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ก็ปรากฎภาพของผู้นำเมียนมาที่ถอดรองเท้าบู๊ท ออกเดินสายเยือนหลายประเทศในอาเซียน รวมถึงไทย ที่ย้ำนโยบาย “พร้อมจะนำเมียนมากลับสู่อาเซียน” อีกครั้ง
การเดินสายเยือนไม่เว้นแต่ละเดือนของ มิน อ่อง ไลง์ ไม่ใช่แค่การกระชับความมสัมพันธ์ทั่วไป แต่เพื่อหวังสร้างความชอบธรรมจากการเลือกตั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และการแสดงให้โลกเห็นว่าเมียนมาได้กลับคืนสู่เส้นทางแห่งประชาธิปไตยแล้ว
และน่าจับตามองมากขึ้น เมื่อมีรายงานว่า สหรัฐฯ กำลังเดินเกมการทูตแบบเงียบ ๆ และเป็นการลับกับเมียนมา โดยมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้หารือกับประธานาธิบดีมิน อ่อง ไลง์ ซึ่งเป็นหนึ่งในความพยายามด้านการทูตของผู้นำเมียนมา ที่จะ “หวนกลับคืนสู่ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ อีกครั้ง”
🔴 สหรัฐฯ เปิดเจรจาเงียบ มิน อ่อง ไลง์
สหรัฐฯ ได้คว่ำบาตรเมียนมาอย่างหนัก เพียง 10 วัน หลังจากที่มิน อ่อง ไลง์ เข้ายึดอำนาจรัฐบาลพลเรือน เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 และเกิดการปราบปรามผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างนองเลือด
นับจากนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเมียนมาก็อยู่ในภาวะเย็นชามาตลอด
จนกระทั่งเมื่อช่วงกลางเดือนกันยายน 2026 ที่มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้แอบเจรจากับแบบลับ ๆ กับทางการเมียนมา 2 รอบ แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของการพูดคุย แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า “แร่หายาก” น่าจะเป็นวาระสำคัญบนโต๊ะเจรจา
สำนักข่าวรอยเตอร์ ยืนยันว่า การเจรจามีขึ้น 2 รอบ โดยรอบแรกเกิดขึ้นในเดือนกันยายนในกรุงเนปิดอว์ โดยมีวาระสำคัญคือให้ปล่อยตัวนักธุรกิจอเมริกัน Adam Castillo และเรียกร้องให้ปกป้องพลเรือนอเมริกันจากสแกมเมอร์ที่มีฐานปฏิบัติการในเมียนมา
และการปล่อยตัว Castillo ก็เป็นสัญลักษณ์ของ “ความสัมพันธ์ที่เป็นมิตร” มากขึ้นระหว่าง 2 ประเทศ
ก่อนที่การเจรจารอบ 2 จะมีขึ้นในกรุงโตเกียว เมื่อต้นเดือนตุลาคม ซึ่งมีรายงานว่า ทีมเจรจาสหรัฐฯ นำโดยไมเคิล แวนซ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศฝ่ายข่าวกรองและการวิจัย - แต่ไม่มีรายละเอียดของการหารือออกมา
สรุปข่าว
นับตั้งแต่ มิน อ่อง ไลง์ ประกาศถอนตัวจากกองทัพ และขึ้นดำรงตำแหน่งในฐานะประธานาธิบดีพลเรือนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ก็ปรากฎภาพของผู้นำเมียนมาที่ถอดรองเท้าบู๊ท ออกเดินสายเยือนหลายประเทศในอาเซียน รวมถึงไทย ที่ย้ำนโยบาย “พร้อมจะนำเมียนมากลับสู่อาเซียน” อีกครั้ง
การเดินสายเยือนไม่เว้นแต่ละเดือนของ มิน อ่อง ไลง์ ไม่ใช่แค่การกระชับความมสัมพันธ์ทั่วไป แต่เพื่อหวังสร้างความชอบธรรมจากการเลือกตั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และการแสดงให้โลกเห็นว่าเมียนมาได้กลับคืนสู่เส้นทางแห่งประชาธิปไตยแล้ว
และน่าจับตามองมากขึ้น เมื่อมีรายงานว่า สหรัฐฯ กำลังเดินเกมการทูตแบบเงียบ ๆ และเป็นการลับกับเมียนมา โดยมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้หารือกับประธานาธิบดีมิน อ่อง ไลง์ ซึ่งเป็นหนึ่งในความพยายามด้านการทูตของผู้นำเมียนมา ที่จะ “หวนกลับคืนสู่ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ อีกครั้ง”
🔴 สหรัฐฯ เปิดเจรจาเงียบ มิน อ่อง ไลง์
สหรัฐฯ ได้คว่ำบาตรเมียนมาอย่างหนัก เพียง 10 วัน หลังจากที่มิน อ่อง ไลง์ เข้ายึดอำนาจรัฐบาลพลเรือน เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 และเกิดการปราบปรามผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างนองเลือด
นับจากนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเมียนมาก็อยู่ในภาวะเย็นชามาตลอด
จนกระทั่งเมื่อช่วงกลางเดือนกันยายน 2026 ที่มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้แอบเจรจากับแบบลับ ๆ กับทางการเมียนมา 2 รอบ แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของการพูดคุย แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า “แร่หายาก” น่าจะเป็นวาระสำคัญบนโต๊ะเจรจา
สำนักข่าวรอยเตอร์ ยืนยันว่า การเจรจามีขึ้น 2 รอบ โดยรอบแรกเกิดขึ้นในเดือนกันยายนในกรุงเนปิดอว์ โดยมีวาระสำคัญคือให้ปล่อยตัวนักธุรกิจอเมริกัน Adam Castillo และเรียกร้องให้ปกป้องพลเรือนอเมริกันจากสแกมเมอร์ที่มีฐานปฏิบัติการในเมียนมา
และการปล่อยตัว Castillo ก็เป็นสัญลักษณ์ของ “ความสัมพันธ์ที่เป็นมิตร” มากขึ้นระหว่าง 2 ประเทศ
ก่อนที่การเจรจารอบ 2 จะมีขึ้นในกรุงโตเกียว เมื่อต้นเดือนตุลาคม ซึ่งมีรายงานว่า ทีมเจรจาสหรัฐฯ นำโดยไมเคิล แวนซ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศฝ่ายข่าวกรองและการวิจัย - แต่ไม่มีรายละเอียดของการหารือออกมา
🔴 แร่หายาก คือเป้าหมายหลัก?
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในยุคของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ดูเหมือนกำลังจะปรับเปลี่ยนแนวทาง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ครั้งใหญ่ แต่นักวิจารณ์มองว่า เป็นแนวทางที่เน้น “ผลประโยชน์” มากกว่าที่จะยึด “หลักการ” อย่างที่เป็นมา
ฮันเตอร์ มาร์สัน ผู้อำนวยการสถาบันคลังสมอง Lowy Institute ระบุว่า นี่ดูจะเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ในการสนับสนุฃนให้เมียนมากลับคืนสู่ประชาธิปไตยแบบสันติ หรือการให้ความร่วมมือปราบสแกมเมอร์ก็จริง แต่เป้าหมายที่แท้จริงอาจเป็นเรื่อง ให้เปิดทางให้สหรัฐฯ สามารถเข้าถึง “แร่หายาก” ในเมียนมาได้มากขึ้นด้วย
นั่นเพราะเมียนมาเป็นแหล่งผลิต “แร่หายาก” ที่ใหญ่ที่สุดลำดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งจีนนำเข้าจากเมียนมามากที่สุด
และท่ามกลางการแข่งขันพัฒนาเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ “แร่หายาก” จึงเป็นที่ต้องการอย่างยิ่ง โดยทำเนียบขาวเองก็ดำเนินการในทุกหนทางที่ทำได้เพื่อให้ได้มาซึ่ง “แร่หายาก” เหล่านี้ ด้วยการเดินหน้าลงนามในข้อตกลงกับหลากหลายประเทศ เพื่อหวังลดการพึ่งพาแร่หายากจากจีน ซึ่งครองสัดส่วนผู้ผลิตที่มากที่สุดในโลก
แต่การจะเข้าถึงแหล่งแร่ที่ค้นพบแล้วในเมียนมาก็ถือเป็นความท้าทายอยู่ไม่น้อย
เพราะแร่เหล่านี้ ฝังอยู่ในเขตเทือกเขาตอนเหนือของเมียนมา ใกล้กับพรมแดนของจีนและไทย และหลายพื้นที่ที่อุดมไปด้วยแร่ ก็ไม่ได้อยู่ในการครอบครองของรัฐบาลเมียนมา อาทิ รัฐคะฉิ่นตอนเหนือ เต็มไปด้วยแร่ dysprosium และ terbium ที่มีความสำคัญในการพัฒนาอาวุธ โดยอยู่ในความครอบครองของกองกำลังคะฉิ่น (KIA)
🔴 จุดเริ่มต้นจาก “จดหมายภาษีทรัมป์”
ที่น่าสนใจคือ สัญญาณความสัมพันธ์ที่เริ่มเปลี่ยนไป อาจต้องย้อนกลับไปตั้งแต่กรกฎาคมปี 2025 ช่วงที่ทรัมป์กำลังเดินหน้าสงครามภาษีทั่วโลก และมีการส่งจดหมายเรียกเก็บภาษีกับผู้นำประเทศต่าง ๆ
มิน อ่อง ไลง์ ก็ได้จดหมายจากทรัมป์ด้วยเช่นกัน กับตัวเลขภาษีที่ 40%
แต่นั่นกลับสร้างความยินดีต่อผู้นำเมียนมา มากกว่าที่จะเป็นเรื่องน่ากังวล และมิน อ่อง ไลง์ รีบตอบจดหมายกลับคืน พร้อมกล่าวชื่นชมความเป็นผู้นำของทรัมป์ และแสดงความขอบคุณที่สหรัฐฯ เปิดโอกาสให้เมียนมาได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับ ‘เศรษฐกิจของประเทศที่มีตลาดใหญ่ที่สุดในโลก’ พร้อมกล่าวยกย่องทรัมป์ว่า “เป็นผู้นำที่มีความรักชาติ และสามารถนำพาประเทศไปสู่ความมั่งคั่งได้”
จดหมายจากมิน อ่อง ไลง์ ก็ดูจะทำให้ทรัมป์พอใจอยู่ไม่น้อย
อีกทั้งจดหมายที่ทรัมป์ส่งให้ผู้นำเมียนมา มีการใช้คำเรียกอย่างให้เกียรติ “Your Excellency” ในฐานะผู้นำประเทศ ทั้งที่ตัวเขาไม่ได้รับการยอมรับเป็นวงกว้างนักจากประชาคมระหว่างประเทศ
ที่สำคัญ ในจดหมายดังกล่าวไม่มีการกล่าวถึงการรัฐประหาร การปราบปรามประชาชน หรือการจำคุกออง ซาน ซูจี ซึ่งสำหรับมิน อ่อง ไลง์ จดหมายฉบับนี้จึงเป็นเหมือนโอกาสที่จะเริ่มฟื้นความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ อีกครั้ง
🔴 เมียนมาทุ่มเงินจ้างล็อบบี้ยิสต์ หวังให้ทรัมป์มองเห็น
สำนักข่าว BBC เผยว่า ในเดือนกรกฎาคม 2025 ในช่วงใกล้เคียงกับจดหมายภาษี รัฐบาลเมียนมาได้ทำสัญญามูาลค่า 3 ล้านดอลลาร์ หรือร่วม 100 ล้านบาท กับ DCI บริษัทล็อบบี้ยิสต์ในกรุงวอชิงตัน
บริษัทแห่งนี้เคยถูกว่าจ้างโดยรัฐบาลเมียนมในปี 2002 เพื่อพยายามปรับปรุงภาพลักษณ์ของประเทศ ในสายตาสหรัฐฯ มาแล้ว
ต่อมา รัฐบาลเมียนมา ยังได้ว่าจ้างโรเจอร์ สโตน (Roger Stone) นักล็อบบี้ยิสต์และบุคคลใกล้ชิดกับประธานาธิบดีทรัมป์ ด้วยค่าจ้างเดือนละ 50,000 ดอลลาร์
ซึ่งการจ้างคนที่มีเครือข่ายในแวดวงการเมืองสหรัฐฯ เช่นนี้ สะท้อนว่าเมียนมากำลังพยายามเปิดประตูเข้าถึงรัฐบาลทรัมป์อย่างจริงจัง
สำหรับมิน อ่อง ไลง์ เพียงแค่การได้พบเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ก็ถือเป็นความสำเร็จทางการทูตที่ช่วยให้เขาพยายามกลับเข้าสู่เวทีระหว่างประเทศได้มากขึ้น
แต่สำหรับสหรัฐฯ การกลับมาคุยกับรัฐบาลเมียนมาครั้งนี้ จะช่วยให้สหรัฐฯ เข้าถึงทรัพยากรสำคัญ ลดการพึ่งพาจีน และแก้ปัญหาสแกมเมอร์ได้จริงหรือไม่?
- “ออง ซาน ซูจี” ได้คุยกับลูกชายครั้งแรกในรอบกว่า 5 ปี
- สหรัฐฯ ปลด “คิมเบอร์ลี กิลฟอยล์” ทูตประจำกรีซ เซ่นปมเรียกรับผลประโยชน์ ขอให้จ่ายหนี้
- รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เทประชุม IMF ในกรุงเทพฯ เหตุติดภารกิจในประเทศ
- สหรัฐฯ-รัสเซียบรรลุความตกลงดีเซล หลังราคาดีเซลสหรัฐฯ พุ่ง
- สหรัฐฯ สูญเสียอากาศยานในสงครามอิหร่าน 81 ลำ มูลค่ากว่าแสนล้านบาท
ที่มาข้อมูล : SCMP, BBC
ที่มารูปภาพ : Reuters, Getty Images
