
ภัยพิบัติครั้งใหญ่ในเนปาล กำลังทำให้เกิดคำถามสำคัญขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินเดีย เพราะแม่น้ำจำนวนมากที่มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาหิมาลัย ไหลผ่านเนปาล ก่อนจะเข้าสู่อินเดีย ร้อยเรียงมาถึงคำถามสำคัญว่า… เมื่อเนปาลเจอกับเหตุภัยพิบัติที่ไม่มีใครคาดคิดขนาดนี้ แล้วอินเดียที่อยู่ติดกัน จะต้องกังวลมากแค่ไหน? ความเข้าใจผิดที่ว่า น้ำจะท่วมอินเดีย เพราะเนปาลปล่อยน้ำหรือไม่ บทความนี้มีคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญ
เนปาลและอินเดียมีระบบน้ำที่เชื่อมต่อกันอย่างชัดเจน แม่น้ำจำนวนมากมีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาหิมาลัย ก่อนจะไหลงลงสู่พื้นที่ราบทางตอนเหนือของอินเดีย
แม่น้ำสายสำคัญที่ไหลมาจากเทือกเขาหิมาลัยก่อนจะผ่านเข้าไปสู่อินเดีย ยกตัวอย่าง เช่น
1. แม่น้ำโกสีที่เป็นแม่น้ำข้ามพรมแดน ไหลผ่านเขตทิเบตของจีน มาเนปาล และลงสู่ตอนเหนือของอินเดียในรัฐพิหาร ก่อนจะไหลรวมลงสู่แม่น้ำคงคา
2. แม่น้ำคานดากี หรือคานดัก เกิดจากการรวมตัวของแม่น้ำกาลีคานดากี (Kali Gandaki) และแม่น้ำตรีศุลี (Trishuli) ที่ไหลมาจากเทือกเขาหิมาลัย
3. แม่น้ำการ์นาลี หรือที่อินเดียเรียกว่า แม่น้ำฆาฆรา Ghagara ที่ไหลเข้าสู่รัฐอุตตรประเทศและรัฐพิหารของอินเดียก่อนจะไหลไปรวมสู่แม่น้ำคงคา
4. แม่น้ำมหากาลี หรือแม่น้ำชาร์ดา ไหลผ่านเข้ามาสู่รัฐอุตตราขันธ์
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบนเทือกเขาหิมาลัยในเนปาล จึงส่งผลต่อพื้นที่ปลายน้ำข้ามพรมแดนติดกันอย่างอินเดีย
สรุปข่าว
ภัยพิบัติครั้งใหญ่ในเนปาล กำลังทำให้เกิดคำถามสำคัญขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินเดีย เพราะแม่น้ำจำนวนมากที่มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาหิมาลัย ไหลผ่านเนปาล ก่อนจะเข้าสู่อินเดีย ร้อยเรียงมาถึงคำถามสำคัญว่า… เมื่อเนปาลเจอกับเหตุภัยพิบัติที่ไม่มีใครคาดคิดขนาดนี้ แล้วอินเดียที่อยู่ติดกัน จะต้องกังวลมากแค่ไหน? ความเข้าใจผิดที่ว่า น้ำจะท่วมอินเดีย เพราะเนปาลปล่อยน้ำหรือไม่ บทความนี้มีคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญ
เนปาลและอินเดียมีระบบน้ำที่เชื่อมต่อกันอย่างชัดเจน แม่น้ำจำนวนมากมีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาหิมาลัย ก่อนจะไหลงลงสู่พื้นที่ราบทางตอนเหนือของอินเดีย
แม่น้ำสายสำคัญที่ไหลมาจากเทือกเขาหิมาลัยก่อนจะผ่านเข้าไปสู่อินเดีย ยกตัวอย่าง เช่น
1. แม่น้ำโกสีที่เป็นแม่น้ำข้ามพรมแดน ไหลผ่านเขตทิเบตของจีน มาเนปาล และลงสู่ตอนเหนือของอินเดียในรัฐพิหาร ก่อนจะไหลรวมลงสู่แม่น้ำคงคา
2. แม่น้ำคานดากี หรือคานดัก เกิดจากการรวมตัวของแม่น้ำกาลีคานดากี (Kali Gandaki) และแม่น้ำตรีศุลี (Trishuli) ที่ไหลมาจากเทือกเขาหิมาลัย
3. แม่น้ำการ์นาลี หรือที่อินเดียเรียกว่า แม่น้ำฆาฆรา Ghagara ที่ไหลเข้าสู่รัฐอุตตรประเทศและรัฐพิหารของอินเดียก่อนจะไหลไปรวมสู่แม่น้ำคงคา
4. แม่น้ำมหากาลี หรือแม่น้ำชาร์ดา ไหลผ่านเข้ามาสู่รัฐอุตตราขันธ์
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบนเทือกเขาหิมาลัยในเนปาล จึงส่งผลต่อพื้นที่ปลายน้ำข้ามพรมแดนติดกันอย่างอินเดีย
พื้นที่ไหนของอินเดียที่ต้องจับตา?
พื้นที่ที่มีความเสี่ยงมากที่สุดคือรัฐพิหาร ทางตะวันออกของอินเดีย ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า แม่น้ำสายสำคัญที่ทำให้เกิดน้ำท่วมในรัฐนี้ หลายสายมีต้นน้ำอยู่ในเนปาล
โดยเฉพาะแม่น้ำโกสี ที่ได้ชื่อว่า เป็นหนึ่งในแม่น้ำที่สร้างปัญหาน้ำท่วมรุนแรงที่สุดของรัฐพิหาร แต่ปรากฏว่า ความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่ที่รัฐพิหาร
พื้นที่ทางตะวันออกของรัฐอุตตรประเทศ รวมถึงบางพื้นที่ของอุตตราขัณฑ์ และเบงกอลเหนือ ก็อยู่ระบบแม่น้ำที่เชื่อมโยงกับเนปาลเช่นกัน
แต่ประเด็นที่สำคัญกว่านั้น จากบทวิเคราะห์ของ บีบีซี ระบุว่าถ้าจะเหมารวมว่า เมื่อเนปาลน้ำท่วม มันไมไ่ด้หมายความว่า อินเดียจะต้องน้ำท่วมตามเสมอไป เพราะผู้เชี่ยวชาญมองว่า ความเสี่ยงมันมีอยู่เป็นทอดๆ
อย่างแรกคือ ฝนตกที่ไหน และตกหนักแค่ไหน?
อย่างที่สองคือ ลักษณะของแม่น้ำ และปริมาณดิน หิน หรือเศษตะกอนที่ไหลมากับน้ำ
และอย่างสุดท้าย คือเมื่อน้ำไหลเข้าสู่อินเดีย มันต้องเจอกับอะไรอีกบ้าง เพราะความรุนแรงของน้ำท่วมในอินเดีย ยังขึ้นอยู่กับปริมาณที่ฝนตกในอินเดีย ระดับน้ำในแม่น้ำคงคา สภาพของคันกั้นน้ำ รวมถึงระบบระบายน้ำและการพัฒนาในพื้นที่ลุ่มน้ำด้วย
แต่ถ้าจะบอกว่า น้ำท่วมเนปาล จะไม่มีโอกาสที่น้ำจะท่วมอินเดีย ก็คงไม่ได้ โดยอธิบายตามกลไกได้ว่า
เมื่อฝนตกในเนปาล --> น้ำไหลลงจากภูเขา --> พัดพาโคลน หิน ตะกอนมากมาย จากนั้นก็ไหลข้ามมาสู่พื้นที่ราบอินเดีย
จุดสำคัญคือ จุดรับน้ำของอินเดีย ซึ่งมันจะกลายเป็นภัยพิบัติกับอินเดียหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสภาพของพื้นที่ปลายน้ำในอินเดีย โดยมี 2 ทางแพร่ง คือ 1. รับน้ำได้ไหว น้ำก็ค่อยๆ ลดลงตามธรรมชาติ หรือ 2. คันกั้นน้ำพัง ระดับน้ำในแม่น้ำสูงขึ้น ระบายน้ำออกไม่ได้ และสุดท้ายก็เกิดน้ำท่วม
เพราะฉะนั้น ความเข้าใจผิดกันว่าเนปาลถูกมองว่า เปิดเขื่อนแล้วเป็นฝ่ายปล่อยน้ำลงไปท่วมอินเดีย ผู้เชี่ยวชาญพยายามอธิบายว่า ไม่ใช่แบบนั้น เพราะเนปาลแทบ ไม่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่สามารถกักน้ำมหาศาลแล้วปล่อยลงมาได้ตามใจนึก ขณะที่ฝายสำคัญอย่าง ฝานโกสี และฝาย กานดัก อยู่ภายใต้การดำเนินการของอินเดีย
ซึ่งที่ผ่านมา ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ของแม่น้ำโกสี ปี 2008 เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิต เกือบ 400 คน แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สาเหตุไม่ได้เกิดจากปริมาณน้ำที่สูงผิดปกติ ปัญหาสำคัญคือคันกั้นน้ำที่เสื่อมสภาพจนพังทลายลงมา ทำให้น้ำเปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่พื้นที่ของอินเดียที่บางแห่งไม่ได้เชิญน้ำท่วมมานานหลายสิบปี
อินเดียมีเวลารับมือแค่ไหน ถ้าน้ำมาเยือน?
สำหรับน้ำท่วมตามฤดูกาล ถ้าถามว่า อินเดียมีเวลารับมือมากน้อยแค่ไหน อินเดียอาจมีเวลารับมือตั้งแต่ประมาณ 12 ชั่วโมง ไปจนถึง 2 วัน แต่สำหรับน้ำป่าไหลหลากจากพื้นที่ภูเขา เวลาให้เตรียมตัวอาจเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง
ส่วนในเหตุการณ์ล่าสุด กระแสน้ำจากพื้นที่ราซูวาในเนปาล เดินทางไปถึงบริเวณใกล้ชายแดนอินเดียภายในเวลาระมาณ 7 ชั่วโมงครึ่ง
นั่นหมายความว่า การเตือนภัยข้ามพรมแดน ต้องเร็วพอที่จะไปถึงคนที่ใช้ชีวิตกันอยู่ตามเส้นทางรับน้ำนั้น
ซึ่งอินเดียและเนปาลมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลปริมาณฝนและระดับน้ำอยู่แล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า มันก็ยังมีช่องว่างอยู่ดี ทั้งจำนวนสถานีตรวจวัดในพื้นที่เสี่ยง ระบบคาดการณ์ที่ยังไมไ่ด้เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสภาพคันกั้นน้ำและการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำ
ความกังวลที่สำคัญที่สุด คือคำเตือนที่ไปถึงหน่วยงานท้องถิ่น ต้องไปให้ถึงประชาชนให้ทันเวลา
และอีกสิ่งสุดท้ายที่ที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า อินเดียควรกังวล คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเทอกเขาหิมาลัย เพราะเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดในเนปาลและทิเบตนั้น แตกต่างจากน้ำท่วมทั่วไป เพราะมันไม่ได้แค่น้ำ แต่มันเป็นการเคลื่อนตัวองมวลน้ำ น้ำแข็ง หิน โคลน ตะกอนมหาศาล ซึ่งภัยพิบัติลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นกับอินเดียมาแล้ว เมื่อปี 2021 ภัยพิบัติที่เมืองจาโมลี รัฐอุตตราขัณฑ์ ในตอนแรกมีการคาดเดาว่าเกิดจากทะเลสาบธารน้ำแข็งแตก แต่ผลการศึกษาร่วมกันของนักวิทยาศาสตร์ระดับสากลที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science ยืนยันว่า เกิดจากการพังถลลายของมวลหินและธารน้ำแข็งขนาดมหึมา (ประมาณ 27 ล้านลูกบาศก์เมตร) ที่หลุดร่วงลงมาจากยอดเขาโรนติ
และภัยพิบัติธาราลี ปี 2025 มวลน้ำและโคลนมหึมาไหลบ่าลงมาจากหุบเขาคีร์กังกา ถล่มหมู่บ้านธาราลี ภายในเวลาไม่กี่นาที มวลเศษซากดินหินกว่า 251,000 ตัน ได้เข้าทับถมพื้นที่
ฉะนั้น วันนี้ ผู้เชี่ยวชาญจึงมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในเนปาล อาจไม่หยุดอยู่แค่ที่ เนปาล และนี่อาจเป็นอีกสัญญาณเตือนถึงอินเดียก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
ที่มาข้อมูล : https://www.bbc.com/news/articles/cn8e940gz10o
ที่มารูปภาพ : Getty Images
