รู้จัก "โนราห์โรงครู" ศิลปะแห่งดวงวิญญาณ มรดกโลกของชาวใต้

Share on Line Share on Facebook Share on X
รู้จัก "โนราห์โรงครู" ศิลปะแห่งดวงวิญญาณ มรดกโลกของชาวใต้

บันทึกการเดินทางสู่ “ภาคใต้” ณ จังหวัดสงขลาและพัทลุง ดำดิ่งไปกับเรื่องราวของ “โนราห์” ศิลปะแห่งดวงวิญญาณที่เชื่อมโยงโลกคนเป็นและโลกของวิญญาณไว้ด้วยกัน

“โนราห์” พูดถึงคำนี้หลายคนน่าจะคิดไปในทางเดียวกันว่านี่คือศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่เก่าแก่และเป็นเอกลักษณ์ของภาคใต้ โดดเด่นด้วยลีลาการร่ายรำที่อ่อนช้อยและการสวมเครื่องแต่งกายประดับลูกปัดสีสันสดใส 

ในหน้าที่ของการเป็นศิลปะแล้วนั้น ใช่ โนราห์คือหนึ่งในศิลปะการร่ายรำชั้นสูงของไทยที่ไปประกาศศักดาจนได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ

แต่ในแง่ของการเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างอีกโลกหนึ่งซึ่งก็คือ “โลกของดวงวิญญาณ” โนราห์ก็รับหน้าที่เป็นผู้ขับเคลื่อนความเชื่อ ความศรัทธาของชาวใต้ภายใต้พิธีกรรมที่เรียกว่า 

“โนราห์โรงครู” 

ยอมรับว่าในตอนแรกทีมงานไม่ได้มองโจทย์ของโนราห์ในแง่ของการเป็นพิธีกรรมเพราะสำหรับคนเมืองกรุงแล้วเราคุ้นเคยกับโนราห์ที่เป็นศิลปะการร่ายรำมากกว่า แต่เมื่อทีมงานตัดสินใจที่จะขุดค้นเรื่องราวของโนราห์โรงครูให้มากขึ้น พวกเราจึงออกเดินทางจากกรุงเทพมหานครสู่จังหวัดสงขลา ด้วยระยะการเดินทางที่มากกว่า 12 ชั่วโมง

ที่จังหวัดสงขลานี้ ทีมงานบังเอิญได้ไปทำความรู้จักกับครอบครัวหนึ่ง พวกเขาเป็นชาวใต้ที่มีความศรัทธาต่อโนราห์ยังแรงกล้า ในวันนั้นเป็นวันที่ครอบครัวนี้กำลังจัดพิธีโนราห์โรงครูครั้งใหญ่ที่มีการเชิญ “คณะโนราห์เกรียงเดช” จากจังหวัดพัทลุงมาทำพิธีให้ถึงที่บ้านของพวกเขา

เมื่อเดินเข้าเขตบ้านของครอบครัวนี้ สิ่งแรกที่ทีมงานเห็นคือ “จระเข้หยวกกล้วย” ตาสีแดงฉาน ที่ทีมงานก็ไม่แน่ใจว่าเหตุใดจึงมีการตั้งจระเข้ที่แกะสลักจากหยวกกล้วยไว้ที่หน้าบ้าน เดินไปอีกนิดทีมงานก็พบกับศาลาไม้ไผ่ขนาดใหญ่ที่มีการประดับตกแต่งด้วยของมงคล ดอกไม้ธูปเทียนอย่างสวยงามรวมถึง “เทริด” หรือ เครื่องประดับศีรษะสำหรับการร่ายรำโนราห์ จำนวนมากที่ถูกนำมาประดับไว้ที่ศาลาแห่งนี้ 

คำถามมากมายเกิดขึ้นกับทีมงาน ทำไมพวกเขาจึงต้องทำพิธีเช่นนี้ จระเข้และของไหว้ต่าง ๆ ที่เราเห็นนั้นคืออะไร วันนี้พวกเขากำลังจะประกอบพิธีอะไรกันแน่ และแล้วเมื่อพิธีเริ่มคำถามที่ทีมงานสงสัยก็ได้รับการตอบกลับ “แบบที่เห็นประจักษ์กับสายตา”

ดูเผินๆ นี่คือพิธีที่รวม “ร่างทรง” แต่จริงๆ แล้วนี่คือพิธีกรรมที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความศรัทธาของชาวใต้ได้อย่างถ่องแท้

ทันทีที่เสียงดนตรีพื้นบ้านบรรเลง เหล่าสมาชิกของครอบครัวนี้ที่นุ่มขาวห่มขาวเดินเรียงแถวถือเทียนสีขาวคนละ 1 เล่มออกมาจากตัวบ้านของพวกเขา บางคนเดินออกมาเหมือนปกติ แต่บางคนก็เริ่มมีอาการที่แปลกไปอย่างการเดินและร่ายรำออกมา บางคนเดินแบบมือสั่น แต่บางคนก็เดินแบบนิ่งสงบราวกับกำลังครุ่นคิดบางอย่างอยู่ เมื่อมารวมตัวด้านในศาลา ผู้ที่ทำหน้าที่เป็น “ครูโนราห์” ซึ่งในพิธีนี้คือ “คุณเกรียงเดช นวลระหงส์” ก็เริ่มท่องบทสวดบูชา ขณะที่พิธีดำเนินไปทีมงานสังเกตได้ว่าบางช่วงของพิธีสมาชิกของครอบครัวนี้บางคนเริ่มมีอาการที่ดูแปลกอีกครั้ง

บางคนนำเทียนที่มีเปลวไฟเข้าไปอมในปาก…

บางคนลุกขึ้นมาร่ายรำอย่างสวยงามตามจังหวะ…

บางคนมีท่าทางที่ขึงขัง…

บางคนเริ่มนั่งในท่าทางที่แปลกไป…

และบางคนที่เริ่มดูเหมือนจะ…“ไม่เป็นตัวเอง” 

แต่ไม่ว่าคนรอบข้างจะมีอาการอย่างไร แต่มีบุคคลหนึ่งที่ทีมงานสังเกตได้ว่าเธอนิ่งและดูสุขุมมากที่สุดและทีมงานก็ได้คำตอบว่าเธอคือเจ้าของบ้านหลังนี้ ผู้ทำหน้าที่เป็นร่างทรงของ “ตาหลวง” ครูโนราห์และบรรพบุรุษที่ครอบครัวนับถือ ซึ่งเธอรับหน้าที่อันทรงเกียรตินี้มานานกว่า 9 ปี ถึงแม้จะไม่เปิดเผยชื่อแต่เมื่อพิธีที่จัดขึ้นตั้งแต่เช้าจดเย็นจบลง เจ้าของบ้านคนนี้ก็ได้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ทีมงานได้รับฟังในฐานะที่เธอคือ “ผู้ที่ศรัทธาในโนราห์โรงครู”

เธอเล่าว่า เธอคือคนที่เชื่อใน “หลักการของวิทยาศาสตร์” ด้วยลูกและสามีของเธอต่างก็กำลังเรียนและประกอบอาชีพในสายวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เธอรู้สึกว่ามันทำให้ชีวิตของเธอเริ่มมีความวุ่นวายและไม่ราบรื่นเช่นเดิม เธอจึงเริ่มเปิดใจให้กับ “ความเชื่อ” และ “ความฝัน” จนเมื่อชะตาชีวิตของเธอนำพาให้เธอกลายเป็น “ผู้ถูกเลือก” เป็นร่างทรง เธอยืนยันว่านี่ไม่ใช่ความงมงายแต่พิธีกรรมโนราห์โรงครูที่ครอบครัวจัดมานานกว่า 9 ปี คือการแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษ หรือ ครูอาจารย์ ผู้ล่วงลับที่คอยปกป้องสมาชิกทุกคนในครอบครัวมาตลอด การจัดพิธีโนราห์โรงครูก็เพื่อบูชาครู ครอบครัวของเธอมีความรักต่อครูอาจารย์และบรรพบุรุษ แม้ไม่เคยเห็นแต่สัมผัสได้ว่าท่านคอยปกป้องลูกหลานตลอด

หลังพิธีจบในช่วงเย็นทีมงานได้พูดคุยกับ “คุณเกรียงเดช นวลระหงส์” ครูโนราห์และเจ้าของคณะโนราห์เกรียงเดช จังหวัดพัทลุง ถึงความเป็นมาของโนราห์ คุณเกรียงเดชอธิบายว่าโนราห์โรงครูได้รวมเอาศาสตร์ความเชื่อหลัก ๆ ของโลก 3 อย่างไว้ คือ “พุทธ ผี และ พราหมณ์” 

สรุปข่าว

“ชีวิตของคนใต้เป็นส่วนหนึ่งของโนราห์ คนใต้ทุกคนมีส่วนขับเคลื่อนโนราห์อยู่ตลอดเวลา และตอนนี้มันก็อยู่ในวิถีชีวิตของคนใต้ไปแล้ว”

บันทึกการเดินทางสู่ “ภาคใต้” ณ จังหวัดสงขลาและพัทลุง ดำดิ่งไปกับเรื่องราวของ “โนราห์” ศิลปะแห่งดวงวิญญาณที่เชื่อมโยงโลกคนเป็นและโลกของวิญญาณไว้ด้วยกัน

“โนราห์” พูดถึงคำนี้หลายคนน่าจะคิดไปในทางเดียวกันว่านี่คือศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่เก่าแก่และเป็นเอกลักษณ์ของภาคใต้ โดดเด่นด้วยลีลาการร่ายรำที่อ่อนช้อยและการสวมเครื่องแต่งกายประดับลูกปัดสีสันสดใส 

ในหน้าที่ของการเป็นศิลปะแล้วนั้น ใช่ โนราห์คือหนึ่งในศิลปะการร่ายรำชั้นสูงของไทยที่ไปประกาศศักดาจนได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ

แต่ในแง่ของการเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างอีกโลกหนึ่งซึ่งก็คือ “โลกของดวงวิญญาณ” โนราห์ก็รับหน้าที่เป็นผู้ขับเคลื่อนความเชื่อ ความศรัทธาของชาวใต้ภายใต้พิธีกรรมที่เรียกว่า 

“โนราห์โรงครู” 

ยอมรับว่าในตอนแรกทีมงานไม่ได้มองโจทย์ของโนราห์ในแง่ของการเป็นพิธีกรรมเพราะสำหรับคนเมืองกรุงแล้วเราคุ้นเคยกับโนราห์ที่เป็นศิลปะการร่ายรำมากกว่า แต่เมื่อทีมงานตัดสินใจที่จะขุดค้นเรื่องราวของโนราห์โรงครูให้มากขึ้น พวกเราจึงออกเดินทางจากกรุงเทพมหานครสู่จังหวัดสงขลา ด้วยระยะการเดินทางที่มากกว่า 12 ชั่วโมง

ที่จังหวัดสงขลานี้ ทีมงานบังเอิญได้ไปทำความรู้จักกับครอบครัวหนึ่ง พวกเขาเป็นชาวใต้ที่มีความศรัทธาต่อโนราห์ยังแรงกล้า ในวันนั้นเป็นวันที่ครอบครัวนี้กำลังจัดพิธีโนราห์โรงครูครั้งใหญ่ที่มีการเชิญ “คณะโนราห์เกรียงเดช” จากจังหวัดพัทลุงมาทำพิธีให้ถึงที่บ้านของพวกเขา

เมื่อเดินเข้าเขตบ้านของครอบครัวนี้ สิ่งแรกที่ทีมงานเห็นคือ “จระเข้หยวกกล้วย” ตาสีแดงฉาน ที่ทีมงานก็ไม่แน่ใจว่าเหตุใดจึงมีการตั้งจระเข้ที่แกะสลักจากหยวกกล้วยไว้ที่หน้าบ้าน เดินไปอีกนิดทีมงานก็พบกับศาลาไม้ไผ่ขนาดใหญ่ที่มีการประดับตกแต่งด้วยของมงคล ดอกไม้ธูปเทียนอย่างสวยงามรวมถึง “เทริด” หรือ เครื่องประดับศีรษะสำหรับการร่ายรำโนราห์ จำนวนมากที่ถูกนำมาประดับไว้ที่ศาลาแห่งนี้ 

คำถามมากมายเกิดขึ้นกับทีมงาน ทำไมพวกเขาจึงต้องทำพิธีเช่นนี้ จระเข้และของไหว้ต่าง ๆ ที่เราเห็นนั้นคืออะไร วันนี้พวกเขากำลังจะประกอบพิธีอะไรกันแน่ และแล้วเมื่อพิธีเริ่มคำถามที่ทีมงานสงสัยก็ได้รับการตอบกลับ “แบบที่เห็นประจักษ์กับสายตา”

ดูเผินๆ นี่คือพิธีที่รวม “ร่างทรง” แต่จริงๆ แล้วนี่คือพิธีกรรมที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความศรัทธาของชาวใต้ได้อย่างถ่องแท้

ทันทีที่เสียงดนตรีพื้นบ้านบรรเลง เหล่าสมาชิกของครอบครัวนี้ที่นุ่มขาวห่มขาวเดินเรียงแถวถือเทียนสีขาวคนละ 1 เล่มออกมาจากตัวบ้านของพวกเขา บางคนเดินออกมาเหมือนปกติ แต่บางคนก็เริ่มมีอาการที่แปลกไปอย่างการเดินและร่ายรำออกมา บางคนเดินแบบมือสั่น แต่บางคนก็เดินแบบนิ่งสงบราวกับกำลังครุ่นคิดบางอย่างอยู่ เมื่อมารวมตัวด้านในศาลา ผู้ที่ทำหน้าที่เป็น “ครูโนราห์” ซึ่งในพิธีนี้คือ “คุณเกรียงเดช นวลระหงส์” ก็เริ่มท่องบทสวดบูชา ขณะที่พิธีดำเนินไปทีมงานสังเกตได้ว่าบางช่วงของพิธีสมาชิกของครอบครัวนี้บางคนเริ่มมีอาการที่ดูแปลกอีกครั้ง

บางคนนำเทียนที่มีเปลวไฟเข้าไปอมในปาก…

บางคนลุกขึ้นมาร่ายรำอย่างสวยงามตามจังหวะ…

บางคนมีท่าทางที่ขึงขัง…

บางคนเริ่มนั่งในท่าทางที่แปลกไป…

และบางคนที่เริ่มดูเหมือนจะ…“ไม่เป็นตัวเอง” 

แต่ไม่ว่าคนรอบข้างจะมีอาการอย่างไร แต่มีบุคคลหนึ่งที่ทีมงานสังเกตได้ว่าเธอนิ่งและดูสุขุมมากที่สุดและทีมงานก็ได้คำตอบว่าเธอคือเจ้าของบ้านหลังนี้ ผู้ทำหน้าที่เป็นร่างทรงของ “ตาหลวง” ครูโนราห์และบรรพบุรุษที่ครอบครัวนับถือ ซึ่งเธอรับหน้าที่อันทรงเกียรตินี้มานานกว่า 9 ปี ถึงแม้จะไม่เปิดเผยชื่อแต่เมื่อพิธีที่จัดขึ้นตั้งแต่เช้าจดเย็นจบลง เจ้าของบ้านคนนี้ก็ได้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ทีมงานได้รับฟังในฐานะที่เธอคือ “ผู้ที่ศรัทธาในโนราห์โรงครู”

เธอเล่าว่า เธอคือคนที่เชื่อใน “หลักการของวิทยาศาสตร์” ด้วยลูกและสามีของเธอต่างก็กำลังเรียนและประกอบอาชีพในสายวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เธอรู้สึกว่ามันทำให้ชีวิตของเธอเริ่มมีความวุ่นวายและไม่ราบรื่นเช่นเดิม เธอจึงเริ่มเปิดใจให้กับ “ความเชื่อ” และ “ความฝัน” จนเมื่อชะตาชีวิตของเธอนำพาให้เธอกลายเป็น “ผู้ถูกเลือก” เป็นร่างทรง เธอยืนยันว่านี่ไม่ใช่ความงมงายแต่พิธีกรรมโนราห์โรงครูที่ครอบครัวจัดมานานกว่า 9 ปี คือการแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษ หรือ ครูอาจารย์ ผู้ล่วงลับที่คอยปกป้องสมาชิกทุกคนในครอบครัวมาตลอด การจัดพิธีโนราห์โรงครูก็เพื่อบูชาครู ครอบครัวของเธอมีความรักต่อครูอาจารย์และบรรพบุรุษ แม้ไม่เคยเห็นแต่สัมผัสได้ว่าท่านคอยปกป้องลูกหลานตลอด

หลังพิธีจบในช่วงเย็นทีมงานได้พูดคุยกับ “คุณเกรียงเดช นวลระหงส์” ครูโนราห์และเจ้าของคณะโนราห์เกรียงเดช จังหวัดพัทลุง ถึงความเป็นมาของโนราห์ คุณเกรียงเดชอธิบายว่าโนราห์โรงครูได้รวมเอาศาสตร์ความเชื่อหลัก ๆ ของโลก 3 อย่างไว้ คือ “พุทธ ผี และ พราหมณ์” 

การนับถือผี / วิถีของพุทธ / คติของพราหมณ์

3 องค์ประกอบนี้มีสัดส่วนความเชื่อที่เท่าๆ กันในศาสตร์ของโนราห์ รวมไปถึงการบูชาเทพตามแบบพราหมณ์ที่ถูกนำมาใช้ในการประกอบพิธีโนราห์โรงครูด้วย แม้ว่าพิธีกรรมจะมีหลายส่วนหลายขั้นตอน แต่ผู้นำจิตวิญญาณหรือผู้ที่ประกอบพิธีนั้นจะถูกเรียกว่า “โนราห์ใหญ่” หรือ “ราชครู” ซึ่งหมายถึงครูผู้รู้ในศาสตร์ของโนราห์ 

คุณเกรียงเดช เปรียบเทียบว่าเมื่อพูดถึงงานที่ยากที่สุดอย่างการต้องไปเจรจาหรือติดต่อกับผู้คนมากกหน้าหลายตา แต่งาน “โนราห์” เป็นเหมือนขั้นกว่าของงานที่ว่ายากเหล่านั้น เพราะการประกอบพิธีโนราห์ต้องทำงานร่วมกับทั้ง คน และ ผี แต่บางครั้งก็ยิ่งท้าทายไปอีกเมื่อโนราห์ก็ต้องทำงานร่วมกับครึ่งผีครึ่งคน (ร่างทรง) ด้วยเช่นเดียวกัน

 แต่เมื่อมองโนราห์เป็น “มหรสพ และ ความบันเทิง” โนราห์ก็ทำงานในส่วนนี้ได้ดี

คุณเกรียงเดช มองว่าในแง่ความเป็นมหรสพ โนราห์มีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลาตามยุคตามสมัยแต่ก่อนก็คนเล่นโนรห์ถูกตำหนิและถูกดูถูกว่าไม่มีเกียรติไม่มีศักดิ์ศรี แต่ปัจจุบันคนที่เป็นโนราห์ถูกมองว่าพวกเขาคือผู้แบกรับอธรรมของชาติเอาไว้ไหน เพราะไปที่ไหนใครก็ชื่นชม รำโนราห์ที่ไหนก็มีคนชื่นชอบ ยิ่งโนราห์ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกก็ยิ่งทำให้ค่านิยมและมุมมองที่ภายนอกมีต่อโนราห์เปลี่ยนไปอย่างมากจากหน้ามือเป็นหลังมือ 

ทีมงานต้องการขุดค้นเรื่องของโนราห์ในฐานะศิลปะวัฒนธรรมให้มากขึ้นเราเลยบุกกันไปถึงบ้านและศาลาซ้อมรำ ของคณะโนราห์เกรียงเดช ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดพัทลุง 

ที่ศาลาซ้อมรำของคุณเกรียงเดช เราได้เจอเด็กๆ หลายคนพากันมาซ้อมรำด้วยความตั้งใจ ท่าร่ายรำที่ต้องอาศัยความตัวอ่อนคือเอกลักษณ์ของการรำโนราห์ และเพราะต้องการให้การรำออกมาสวยงาม คุณเกรียงเดชได้สาธิตการดัดตัวเด็กๆ ให้ดู แน่นอนว่าน้องหลายคนถึงกับร้องกรี๊ดเพราะทนความเจ็บจากการดัดตัวสุดโหดนี้ไม่ไหว แต่ทุกๆการดัดตัวคือพื้นฐานให้พวกเขาสามารถพัฒนาทักษะการรำได้เก่งและสวยมากขึ้นในอนาคต…ส่วนทีมงานได้แค่ดู ไปร่วมดัดตัวด้วยไม่ไหวจริง ๆ

จากสิ่งที่ได้เห็นและจากข้อมูลของคุณเกรียงเดช ทีมงานก็ประจักษ์แล้วว่าพอตัดเรื่องความเชื่อและพิธีกรรมออกไป ระหว่างพิธีหรืออาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงพักจากการทำพิธีโนราห์ได้ทำหน้าที่ในการเป็นผู้มอบความบันเทิงอย่างแท้จริง

แม้บ้านหลังนี้จะเป็นสถานที่จัดพิธีแต่ทั้งเจ้าของบ้านและสมาชิกในครอบครัวก็ไม่ลืมที่จะเปิดโอกาสให้เพื่อนบ้านหรือชาวบ้านที่อาศัยในละแวกนั้นมาร่วมรับชมการแสดงโนราห์ในเชิงมหรสพ และการแสดงนี้ก็สร้างความสุขและเรียกเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานจากชาวบ้านได้ไม่น้อย

การแสดงที่ทีมงานได้เห็นไม่ใช่แค่การร่ายรำโนราห์ด้วยท่าทางที่อ้อยช้อยและสวยงามแต่ยังมีการแสดงโนราห์ที่เป็นการสวมบทเป็นตัวละครในวรรณคดีพื้นบ้านอย่างเรื่อง “พระสุธนมโนราห์” ที่มีการปรับคำพูดและท่าทางการแสดงให้สนุก เรียบง่าย ไม่น่าเบื่อ และทันสมัยมากขึ้นอย่างการเพิ่มมุขตลกลงไปในบทละคร ซึ่งคนแสดงก็ไม่ลืมที่จะใช้บทพูดแซวทีมงานด้วย แน่นอนว่าสิ่งที่ทีมงานเห็นอย่างประจักษ์คือชาวบ้านทุกคนจดจ่อกับการแสดงนี้ราวกับกำลังดูละครจากในโทรทัศน์ที่มาแสดงให้ดูสดๆ ไม่เพียงเท่านี้แต่ทุกรอยยิ้ม ทุกเสียงหัวเราะที่เกิดขึ้นก็พิสูจน์แล้วว่า โนราห์นี่แหละสร้างความสุขให้คนได้จริง 

บันทึกการเดินทาง “โนราห์” นอกจากจะเป็นประสบการณ์เปิดโลกให้กับทีมงาน เรายังได้เห็นว่าโนราห์ สามารถฉายภาพความสุขเรียบง่ายจากชาวบ้านเพียงแค่พวกเขาได้ออกมารับชมร่วมกัน ในขณะเดียวกันโนราห์ที่เป็นพิธีกรรมก็สร้าง “ประสบการณ์ขนลุก” ที่ไม่ใช่ความน่ากลัว ความระทึกขวัญ แต่นี่คือแรงศรัทธาที่ทีมงานสัมผัสได้จากการสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นจนจบพิธีกรรม และนั่นก็ทำให้ทีมงานเชื่ออย่างสนิทใจว่า…

“ชีวิตของคนใต้เป็นส่วนหนึ่งของโนราห์”

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

แท็กบทความ