ทำไมอินเดียประชากรจะลดลงในอนาคต ส่งผลกระทบอย่างไรต่อโลก ?

Share on Line Share on Facebook Share on X
ทำไมอินเดียประชากรจะลดลงในอนาคต ส่งผลกระทบอย่างไรต่อโลก ?

อินเดียมีประชากรมากถึง 1,450 ล้านคน แซงหน้าจีน ขึ้นเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกในปี 2023 แต่จริง ๆ แล้วมีระเบิดเวลาที่ซ่อนอยู่ภายใต้เรื่องนี้ นั่นคือ ตอนนี้อัตราการเจริญพันธุ์ (TFR) ซึ่งเป็นอัตราการให้กำเนิดบุตรต่อหญิง 1 คนอยู่ที่ 1.9 คนเท่านั้น เป็นอัตราที่ต่ำกว่าจำนวนขั้นต่ำที่จะทำให้อินเดียคงจำนวนประชากรให้ได้เท่านี้ต่อไป ซึ่งในอดีตอัตราการเจริญพันธุ์อยู่ที่ 2.15 คน และอย่างที่ใครหลายคนคุ้นเคยผู้คนในรุ่นปู่ย่าตายายของเรามีพี่น้องเป็นสิบ ก่อนจะลดลงมาเรื่อย ๆ จนคนรุ่นปัจจุบันแทบไม่มีลูกกันแล้ว นั่นหมายความว่าในอนาคตอินเดีย ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก จำนวนประชากรจะลดลงในอนาคต


เมื่อปี 2019 นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย เคยเตือนถึงการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างก้าวกระโดด แต่ตอนนี้ความคิดของรัฐบาลได้เปลี่ยนไปแล้ว ซานจีฟ ซานยาล ที่ปรึกษาของนายโมดีกล่าว ปัจจุบันรัฐบาลกังวลว่า อินเดียกำลังจะตามรอยจีน ที่ประชากรลดลงตั้งแต่ปี 2021 เพราะตอนนี้อินเดียมีอัตราการเจริญพันธุ์ลดลงอย่างมากและเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้


บางคนอาจมองว่า ประชากรลดลงเป็นเรื่องดี เพราะโครงสร้างพื้นฐานของอินเดียไม่เพียงพอต่อประชากร ขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟแออัดไปหมดจนนถึงขั้นต้องไปนั่งบนหลังคาในบางครั้ง อย่างไรก็ตาม การที่อินเดียมีเด็กน้อยลงก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเสียทีเดียว เพราะผลกระทบจะแผ่ขยายไปทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง


ทว่า การที่อินเดียกำลังจะมีจำนวนประชากรลดลงในอนาคต อาจกลายเป็นคำถามใหญ่ต่อโลกว่าเราต้องเดินไปทางไหน รวมถึงต่อไทยเองที่ในเวลานี้ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัวแล้ว 


รศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านเอเชียใต้และอินเดียศึกษาเปิดมุมมองที่น่าสนใจในบริบทนี้ กับ TNN World ว่า บางทีการที่ประชากรอินเดียลดลงอาจไม่ได้เป็นผลเสียอย่างเดียวก็ได้

สรุปข่าว

อินเดียประเทศที่ประชากรมากที่สุดในโลก มีประชากรมากถึง 1,450 ล้านคน แต่อัตราการเจริญพันธุ์ (TFR) อยู่ที่ 1.9 คนเท่านั้น ประชากรอินเดียจำนวนลดลงในอนาคต ด้วยหลายปัจจัย เช่น ผู้หญิงได้เรียนหนังสือมากขึ้น และทัศนคติต่อการมีลูกที่เปลี่ยนไป

อินเดียมีประชากรมากถึง 1,450 ล้านคน แซงหน้าจีน ขึ้นเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกในปี 2023 แต่จริง ๆ แล้วมีระเบิดเวลาที่ซ่อนอยู่ภายใต้เรื่องนี้ นั่นคือ ตอนนี้อัตราการเจริญพันธุ์ (TFR) ซึ่งเป็นอัตราการให้กำเนิดบุตรต่อหญิง 1 คนอยู่ที่ 1.9 คนเท่านั้น เป็นอัตราที่ต่ำกว่าจำนวนขั้นต่ำที่จะทำให้อินเดียคงจำนวนประชากรให้ได้เท่านี้ต่อไป ซึ่งในอดีตอัตราการเจริญพันธุ์อยู่ที่ 2.15 คน และอย่างที่ใครหลายคนคุ้นเคยผู้คนในรุ่นปู่ย่าตายายของเรามีพี่น้องเป็นสิบ ก่อนจะลดลงมาเรื่อย ๆ จนคนรุ่นปัจจุบันแทบไม่มีลูกกันแล้ว นั่นหมายความว่าในอนาคตอินเดีย ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก จำนวนประชากรจะลดลงในอนาคต


เมื่อปี 2019 นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย เคยเตือนถึงการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างก้าวกระโดด แต่ตอนนี้ความคิดของรัฐบาลได้เปลี่ยนไปแล้ว ซานจีฟ ซานยาล ที่ปรึกษาของนายโมดีกล่าว ปัจจุบันรัฐบาลกังวลว่า อินเดียกำลังจะตามรอยจีน ที่ประชากรลดลงตั้งแต่ปี 2021 เพราะตอนนี้อินเดียมีอัตราการเจริญพันธุ์ลดลงอย่างมากและเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้


บางคนอาจมองว่า ประชากรลดลงเป็นเรื่องดี เพราะโครงสร้างพื้นฐานของอินเดียไม่เพียงพอต่อประชากร ขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟแออัดไปหมดจนนถึงขั้นต้องไปนั่งบนหลังคาในบางครั้ง อย่างไรก็ตาม การที่อินเดียมีเด็กน้อยลงก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเสียทีเดียว เพราะผลกระทบจะแผ่ขยายไปทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง


ทว่า การที่อินเดียกำลังจะมีจำนวนประชากรลดลงในอนาคต อาจกลายเป็นคำถามใหญ่ต่อโลกว่าเราต้องเดินไปทางไหน รวมถึงต่อไทยเองที่ในเวลานี้ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัวแล้ว 


รศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านเอเชียใต้และอินเดียศึกษาเปิดมุมมองที่น่าสนใจในบริบทนี้ กับ TNN World ว่า บางทีการที่ประชากรอินเดียลดลงอาจไม่ได้เป็นผลเสียอย่างเดียวก็ได้

เปิดสาเหตุ ทำไมเด็กเกิดน้อยลง?


นักประชากรศาสตร์จากสถาบันการวัดและประเมินผลด้านสุขภาพ (IHME) มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ได้ทำแบบจำลองการคาดการณ์ แสดงให้เห็นว่า ประชากรของอินเดียจะมีจำนวนสูงสุดในอีก 21 ปีข้างหน้า แล้วจึงลดลงอย่างรวดเร็วในอัตราเร่งเดียวกับตอนเพิ่มขึ้น ภายในปลายศตวรรษนี้ ประชากรของอินเดียจะเหลือเพียง 1 พันล้านคนเศษ ซึ่งลดลงเกือบ 500 ล้านคน


ในช่วงทศวรรษ 1990 อัตราการเจริญพันธุ์ลดลงอย่างรวดเร็ว ปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่ออัตราการเกิดคือการที่เด็กผู้หญิงได้ไปโรงเรียน เพราะเด็กผู้หญิงที่ได้รับการศึกษาจะมีอิสระในการตัดสินใจมากขึ้น และเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งทำให้มีบุตรน้อยลง


ในอินเดียผู้หญิงกว่า 90% แต่งงานและมีเพียง 33% เท่านั้นที่ทำงาน โดยเฉลี่ยแล้วผู้หญิงอินเดียยังคงแต่งงานเมื่ออายุ 19 ปีและมีลูกคนแรกเมื่ออายุ 21 ปี นั่นหมายความว่า อายุและอาชีพการงานไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้อัตราการเกิดลดลง เพราะทุกวันนี้ก็ยังแต่งงานเร็ว และส่วนใหญ่ไม่ทำงาน 


ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าผู้หญิงอินเดียต้องการมีลูกน้อยลงกว่าเดิม ในหลายรัฐ จำนวนบุตรที่ต้องการอยู่ที่ประมาณ 1.5 คน ผู้หญิงส่วนใหญ่ทำหมันหลังจากมีลูกครบตามที่ตั้งใจไว้ นั่นหมายความว่าพวกเธอไม่ได้ต้องการมีลูกไปเรื่อย ๆ


ปัจจุบันการมีลูกน้อยลงกลายเป็นบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมที่สำคัญ คำอวยพรในงานแต่งงานแบบอินเดียในสมัยก่อนกล่าวว่า “ขอให้ท่านเป็นแม่ของลูกชายร้อยคน” แต่ทัศนคติของพ่อแม่ชาวอินเดียสมัยใหม่นั้นอาจเปรียบได้กับเรื่องราวเก่าแก่จากมหาภารตะ มหากาพย์ของศาสนาฮินดู ฤๅษีอคัสตยะถามโลปามุทรา ภรรยาของเขา ว่า เธอต้องการลูกชายที่ดีสิบคนหรือลูกชายที่ยอดเยี่ยมเพียงคนเดียวที่มีความกล้าหาญรวมกันของสิบคน โลปามุทราเลือกบุตรชายที่ยอดเยี่ยมคนเดียว


เรื่องนี้อธิบายเรื่องประชากรลดลงได้เป็นอย่างดี เพราะสะท้อนแนวคิดของพ่อแม่ชาวอินเดียในปัจจุบัน อย่างคุณแม่วัย 42 ปีจากรัฐเชนไนระบุว่า เธอและสามีทุ่มทรัพยากรทั้งหมดให้ลูกคนเดียวนั้นดีกว่าต้องแบ่งบางส่วนให้อีกคน ตอนนี้เธอใช้เงิน 350,000 รูปีในการส่งลูกสาวเรียนโรงเรียนเอกชน และจ่ายค่าเรียนพิเศษเพิ่ม แนวโน้มการนิยมมีลูกคนเดียวพบเห็นได้ทั่วอินเดีย โดยเฉพาะทางตอนใต้ของประเทศ


สาเหตุหลักที่พ่อแม่เลือกจะมีลูกคนเดียวก็เพราะค่าเรียนในอินเดียเพิ่มสูงขึ้น สัดส่วนของเด็กอินเดียที่เรียนในโรงเรียนเอกชนเพิ่มขึ้นจาก 31.7% ในปี 2015 เป็น 38.8% ในปี 2025 แนวโน้มนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในรัฐที่ร่ำรวยเท่านั้น จากการสำรวจในรัฐพิหาร (หนึ่งในรัฐที่ยากจนที่สุดของอินเดีย มีประชากร 130 ล้านคน) และรัฐอุตตรประเทศ (รัฐที่มีประชากรมากที่สุด กว่า 240 ล้านคน) ชี้ให้เห็นว่าพ่อแม่ที่ยากจนจำนวนมากเลือกที่จะมีลูกเพียงคนเดียว เพื่อที่พวกเขาจะได้มีเงินพอจ่ายค่าเรียนพิเศษบ้าง


อีกปัจจัยที่ทำให้คนไม่ค่อยมีลูกคือ ประเพณีการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวขยายที่ลดลง เมื่อปี 2001 ครึ่งหนึ่งของครอบครัวชาวอินเดียอาศัยอยู่ในบ้านที่มีคนหลายรุ่น ตั้งแต่ปู่ย่าตายาย พ่อแม่ ลูก ป้า ลุง และญาติ ๆ อยู่ใต้หลังคาเดียวกัน แต่ปัจจุบันประมาณ 70% อยู่เป็นครอบครัวเดี่ยว เนื่องจากการขยายตัวของเมืองและการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงาน ทำให้การดูแลเด็กเป็นภาระที่มากขึ้นและกระตุ้นให้คนจำกัดขนาดครอบครัว


ในอดีตครอบครัวมักอยากได้ลูกผู้ชาย ทำให้คู่รักนิยมมีลูกไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้ลูกชาย ซึ่งช่วยให้อัตราการเจริญพันธุ์สูงขึ้น แต่ปัจจุบันความต้องการลูกชายลดลงอย่างมาก


และแม้ว่าการศึกษาและโครงสร้างครอบครัวจะมีอิทธิพลต่อความคิดของพ่อแม่ แต่ก็ได้รับการเสริมแรงจากวัฒนธรรม การมีลูกน้อยลงกลายเป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนา และสิ่งนี้ได้รับอิทธิพลจากเทคโนโลยีและการเข้าถึงข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไป 


งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า ความแพร่หลายของเคเบิลทีวีกระจายไปยังหมู่บ้านในช่วงทศวรรษ 2000 ส่งผลให้การตั้งครรภ์ลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากละครโทรทัศน์ที่แสดงให้เห็นถึงผู้หญิงชนชั้นกลางในเมืองที่มีครอบครัวขนาดเล็ก


ปัจจุบันสมาร์ทโฟนแพร่หลายไปทุกที่ แม้แต่ในหมู่บ้านที่ยากจน ก็มีทำให้อัตราการเกิดลดลงเหมือนสมัยที่เคเบิลทีวีแพร่หลายเช่นกัน เพราะสมาร์ตโฟนช่วยเผยแพร่บรรทัดฐานทางวัฒนธรรมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 


ในนาเกปูร์ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในรัฐอุตตรประเทศ หญิงสาวกล่าวว่า พวกเธอดูวิดีโอมากมายที่บรรยายถึงครอบครัวเล็ก ๆ และพูดคุยถึงความยากลำบากในการหางานของวัยรุ่น ซึ่งอาจทำให้คนไม่อยากมีลูกในทางอ้อม


ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ส่งผลให้ชาวอินเดียมีลูกน้อยลงจริงหรือไม่ ? หรือแท้จริงแล้วมีปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวแปรสำคัญ


รศ.สุรัตน์ระบุว่า มีหลายปัจจัยทั้งเรื่องรสนิยม ค่าครองชีพ การแต่งงานช้าลง มีบุตรช้าลง ทางเลือกอาชีพมากขึ้น สิทธิสตรี และผู้หญิงมีความรู้มากขึ้น จึงรู้ว่าการมีลูกมาก ๆ ก็ไม่ได้ส่งผลดีต่อตัวเอง นอกจากนี้สังคมก็เปลี่ยนไปไม่ได้เป็นสังคมเกษตรกรรมเหมือนในอดีตที่ต้องการแรงงานเยอะ ๆ แล้ว


มุมมองต่อลูกสาวก็เปลี่ยนไปจากอดีตด้วย เพราะสมัยก่อนทุกคนหวังอยากได้ลูกชาย ไม่ได้ลูกชายอาจรู้สึกผิด แต่ในปัจจุบันสังคมเมืองไม่ได้มองลูกสาวแบบนั้นแล้ว วัฒนธรรมและสังคมเปลี่ยนไป คนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ไม่มีใครผิด เพราะทุกคนล้วนเป็นผลผลิตจากกาลสมัยของตัวเอง

อินเดียประชากรลดส่งผลกระทบอย่างไร ?


แน่นอนว่า ต้องมีปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ในรัฐเกรละ ประชากรเกือบหนึ่งในห้ามีอายุมากกว่า 60 ปี ทางการจึงตั้งหน่วยงานด้านผู้สูงอายุขึ้น รัฐนี้มีระบบสวัสดิการสังคมที่ครอบคลุมมากที่สุดในอินเดีย แต่ถึงกระนั้นก็มีเพียง 19.4% ของแรงงานเท่านั้นที่อยู่ในโครงการบำนาญประเภทใดประเภทหนึ่ง ส่วนตัวเลขระดับประเทศอยู่ที่ 12%


อย่างไรก็ตาม ครอบครัวแบบขยายที่ลดลง ทำให้ความเชื่อที่ว่าลูกหลานจะดูแลพ่อแม่ในยามแก่เฒ่าลดลงไปด้วยเช่นกัน ทำให้บ้านพักคนชราหรูหราผุดขึ้นมากมายในภาคใต้ของอินเดีย ส่วนในพื้นที่ชนบท บริการดูแลผู้สูงอายุก็เริ่มมีมากขึ้น มีทั้งการเล่นโยคะและการพูดคุย แต่ครอบครัวที่ไม่สามารถจ่ายค่าดูแลได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีโรคร้ายแรง เช่น ภาวะสมองเสื่อม อาจถูกบังคับให้กลับมาอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวขยายอีกครั้ง แต่ที่เลวร้ายที่สุด คือญาติทิ้งผู้สูงอายุไว้ในงานใหญ่ที่มีคนพลุกพล่าน เช่น งานกุมภ์เมลา เพิ่มมากขึ้น


ความกังวลเกี่ยวกับจำนวนประชากรได้แทรกซึมเข้าสู่การเมืองแล้ว พรรค BJP ของนายโมดีชอบปลุกปั่นความกลัวว่าชาวฮินดู ที่คิดเป็น 80% ของประชากรจะถูกชาวมุสลิม ที่ปัจจุบันคิดเป็น 15% ของประชากรแซงหน้า แม้ว่าอัตราการเกิดในหมู่ชาวมุสลิมจะสูงกว่าจริง แต่ก็ลดลงอย่างรวดเร็ว และส่วนหนึ่งเพราะชาวมุสลิมยากจนกว่า


ในขณะเดียวกัน รัฐทางตอนใต้ก็กังวลว่านายโมดีจะ “ลงโทษ” พวกเขาสำหรับอัตราการเกิดที่ต่ำกว่า โดยการลดจำนวนที่นั่งในรัฐสภา นอกจากนี้ อาจมีความตึงเครียดระหว่างผู้อพยพภายในประเทศกับรัฐที่พวกเขาไปอาศัยอยู่ นักการเมืองส่วนใหญ่ทางตอนใต้ตระหนักดีว่าผู้อพยพช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็มีเสียงบ่นบ้างเกี่ยวกับการหลั่งไหลเข้ามาของคนนอกที่ไม่พูดภาษาท้องถิ่น ความแตกแยกทางเหนือ-ใต้ที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น


ผลกระทบของเรื่องนี้รุนแรงถึงขนาดที่ว่ารัฐบาลอินเดียต้องแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนหรือไม่ รศ.สุรัตน์กล่าวว่า ประชากรอินเดียจะลดลงจริง ๆ มันจะยังไม่เกินขึ้นภายในสองปีนี้ และจริง ๆ ปัญหาเรื่องประชากรอาจจะไม่ได้ทำให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจแย่ลงไปเสียทีเดียว เพราะเกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่นที่ไม่ค่อยมีลูกกัน ตัวเลขทางเศรษฐกิจยังมโหฬาร นั่นแปลว่า สิ่งที่สำคัญคือการปรับตัว และใช้เทคโนโลยีมาช่วย ทุกวันนี้โดรนก็ไม่มีคนขับแล้ว เศรษฐกิจในอนาคตก็อาจไม่ต้องใช้คนมากขนาดนั้น


การที่คนเกิดน้อยเป็นไปตามธรรมชาติไหม ?


รศ.สุรัตน์มองว่า การที่ประชากรมากถึง 1,400 ล้านคนก็เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย การที่มีคนมากขนาดนี้ก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ถ้าปัจจุบันมามีลูกบ้านละ 5-6 คนก็คงเลี้ยงไม่ไหว เพราะอยู่กันเป็นสังคมเมือง พื้นที่เล็ก รายได้ก็ไม่ได้เยอะ และค่าครองชีพก็สูงขึ้น 


นอกจากนี้การที่ประชากรลดลงก็เป็นแนวโน้มที่เห็นได้ทั่วโลก ไม่ได้แปลกใหม่ อินเดียยังไม่ได้อยู่ในจุดที่วิกฤตเหมือนหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีนและลหายประเทศในยุโรป อย่างกรณียุโรปก็มีการตั้งคำถามถึงการเก็บภาษี การจ่ายบำนาญว่าจะทำอย่างไร ส่วนอินเดียยังไม่วิกฤต อยู่ในยุคค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านมากกว่า


อินเดียแก้ปัญหาอย่างไร ?


ตำราเรียนใหม่ของอินเดียที่กำลังจะตีพิมพ์จะมีเนื้อหาที่เตือนถึงอันตรายของการมีลูกน้อยเกินไป มากกว่าการมีลูกมากเกินไป และเมื่อเดือนพฤษภาคม จันดราบาบู ไนดู หัวหน้าคณะรัฐมนตรีของรัฐอานธรประเทศ รัฐทางตอนใต้ที่มีประชากร 55 ล้านคน ประกาศจ่ายเงิน 30,000 รูปี (10,502 บาท) ให้แก่คู่สมรสที่มีลูกคนที่ 3


รัฐบาลที่นำโดยพรรคคองเกรส หรือพรรคภารติยะชนาตา (BJP) ต่างก็ออกนโยบายที่ส่งเสริมการวางแผนครอบครัวและทางเลือกในการมีบุตรเป็นส่วนใหญ่ หลังจากที่ในช่วงทศวรรษ 1990 อัตราการเจริญพันธุ์ลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเด็กผู้หญิงเข้าเรียนมากขึ้นและประเทศร่ำรวยขึ้น


เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โมฮัน บากวัต ผู้นำของ RSS ซึ่งเป็นองค์กรทางสังคมชาตินิยมฮินดูขนาดใหญ่ ได้เรียกร้องให้ชาวอินเดียผู้รักชาติมีบุตรสามคนเพื่อช่วย "การรักษาเสถียรภาพของประชากร"


การเปลี่ยนแปลงทางประชากรที่รวดเร็วยิ่งขึ้นหมายความว่า สัดส่วนของประชากรวัยทำงานของอินเดียอาจถึงจุดสูงสุดในปี 2030 แรงงานของอินเดียสามารถเติบโตต่อไปได้แม้ว่าประชากรจะสูงอายุมากขึ้น เนื่องจากคนวัยทำงานจำนวนมากยังทำงานไม่เต็มเวลา ในระยะยาว เศรษฐกิจจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากแรงงานผู้หญิงให้ดียิ่งขึ้น


ในตอนนี้ คาดว่านักการเมืองทุกฝ่ายจะพยายามหามาตรการส่งเสริมการมีบุตร แต่หลักฐานจากทั่วโลกชี้ให้เห็นว่าการให้เงินกระตุ้นอาจไม่เป็นผล เพราะอัตราการเจริญพันธุ์ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังที่ทรงอิทธิพลเกินกว่าที่รัฐหรือผู้นำทางศาสนาจะควบคุมได้ง่าย และอัตราการเจริญพันธุ์ของอินเดียลดลงมา 70 ปีแล้ว โอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันนั้นมีน้อยมาก


นอกจากนี้รศ.สุรัตน์ได้เสริมว่า อินเดียไม่สามารถไปออกนโยบายแบบ one child policy หรือการกำหนดให้มีลูกคนเดียวแบบที่จีนเคยทำในสมัยหนึ่ง เพราะอินเดียเป็นประชาธิปไตยและมีรัฐธรรมนูญ อินเดียจึงใช้วิธีการรณรงค์มากกว่า ในอดีตอินเดียก็เคยรณรงค์ว่า เรามีสองคน เราก็ควรมีลูกแค่สองคน แต่ปัจจุบันหากไปรณรงค์อะไรแบบนี้มาก ๆ คนก็อาจจะต่อต้านได้ ว่ามายุ่งอะไรกับชีวิตเขา


อินเดียไม่ได้ภูมิใจที่ตัวเองประชากรเยอะแซงจีน พวกเขามองว่า เมื่อคนเยอะการปฏิรูปเศรษฐกิจอาจจะช้าลง และปัจจุบันอินเดียก็ยังมีคนจนเยอะ ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลสนใจไม่ใช่การรณรงค์ แต่เป็นการผลักดันเรื่องสิทธิสตรี เพราะตอนนี้ประชากรอินเดียเกือบครึ่ง เป็นผู้หญิงและยังไม่ได้ทำงาน รัฐบาลจะทำอย่างไรให้สตรีเหล่านี้ที่มีอยู่แล้วมีบทบาทในตลาดแรงงานมากขึ้น เพื่อทำให้เศรษฐกิจมันสร้างสรรค์ดีขึ้น ฉะนั้นโปสเตอร์ที่จะเห็นในอินเดียเยอะมากเลยคือ “การช่วยให้ลูกสาวได้เรียนหนังสือ” ช่วยให้สตรีที่มีอยู่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม


ประเทศไทยเผชิญวิกฤตประชากร ควรต้องทำอะไรไหม ?


รศ.สุรัตน์มองว่า ไทยไม่ได้อยู่ในจำพวกวิกฤตหนักแบบนั้น แต่ไปไกลกว่าอินเดียแล้ว ก็คือใกล้จะเข้าไปสู่ระดับวิกฤต อันนี้ก็แล้วแต่คำจำกัดความ และคิดว่าเราคงต้องคุยกันมากขึ้น ต้องหาทาง เราต้องมีวิธีที่จะต้องไปไกลได้มากกว่านี้ด้วย เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจหลายส่วน ไม่ได้ไปคิดตรงที่ว่าใครอายุ 60 แล้วก็ต้องไม่มีความสามารถแล้ว เพราะว่าทางญี่ปุ่นหรือว่าในสหรัฐอเมริกาในหลายแห่ง ชี้ให้เห็นได้ว่าผู้สูงอายุกลับทำงานในหลายเรื่องหลายประเด็นได้ละเอียดกว่าคนรุ่นใหม่ด้วย มันมีอะไรที่เป็นบทเรียนเยอะมาก ว่าเรื่องของสุขภาวะ เรื่องค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล เรามี 30 บาทรักษาทุกโรค หรือหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มีประกันสังคมอีก มีระบบรัฐวิสาหกิจอีก มีระบบราชการอีก ตัวเลขพวกเนี้ย มันก็ชวนให้เราต้องคิดอีกเยอะด้วยนะครับ


อันนี้เป็นเรื่องแค่ค่าใช้จ่าย มันยังมีเรื่องของการทำอย่างไรให้คนมีสุขภาพจิตที่ดีด้วย แล้วสามารถไปไหนมาไหนได้อย่างมีความสุขและอื่น ๆ จะจัดการอย่างไรกับเมือง ที่มันสอดคล้องกับประชากรที่ไม่มีแพทเทิร์นแบบเดิมแล้ว แพทเทิร์นมันเปลี่ยนมาอีกแล้ว ผมคิดว่าแม้แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพฯ อย่างคุณชัชชาติที่ได้รับเลือกตั้งก็คงทราบอยู่พอสมควร ว่าเรื่องของผังเมือง เรื่องของการวางแผนเมืองทั้งหลายแหล่พวกนี้ มันต้องคิดถึงสิ่งเหล่านี้หมด ต่างจังหวัดก็อาจจะมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นอีกในบางเรื่องบางอย่าง ประเทศไทยเราก็ยังดูไม่ค่อยจะมีแผนที่ชัดเจนนะ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้ต้องการจะไปตำหนิใคร แต่มองแล้วก็มองว่า เอ๊ะ มันน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้ไหม

ที่มาข้อมูล : The Economics

ที่มารูปภาพ : Reuters