รัฐบาลทรัมป์คืนภาษีนำเข้าแล้วกว่า 3.3 ล้านล้านบาท หลังศาลชี้ใช้อำนาจผิดกฎหมาย

Share on Line Share on Facebook Share on X
รัฐบาลทรัมป์คืนภาษีนำเข้าแล้วกว่า 3.3 ล้านล้านบาท หลังศาลชี้ใช้อำนาจผิดกฎหมาย

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้คืนเงินภาษีนำเข้าให้แก่ผู้นำเข้าสินค้าแล้วประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 3.3 ล้านล้านบาท หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเมื่อต้นปีว่า การใช้กฎหมายฉุกเฉินเพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้ากับหลายประเทศนั้น เกินขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดี

ก่อนหน้าคำพิพากษา รัฐบาลทรัมป์สามารถจัดเก็บภาษีนำเข้าจากผู้นำเข้าสหรัฐฯ ได้ราว 166,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 5.4 ล้านล้านบาท และคืนเงินแล้วกว่า 3 ใน 4 ของยอดที่ต้องชดเชย

สรุปข่าว

รัฐบาลทรัมป์คืนเงินภาษีนำเข้าให้กับผู้นำเข้าสินค้าแล้วมากกว่า 3.3 ล้านล้านบาท หลังศาลฎีกาสั่งเป็นการใช้อำนาจที่ผิดกฎหมาย จากการจัดเก็บภาษีนำเข้ากับหลายประเทศ

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้คืนเงินภาษีนำเข้าให้แก่ผู้นำเข้าสินค้าแล้วประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 3.3 ล้านล้านบาท หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเมื่อต้นปีว่า การใช้กฎหมายฉุกเฉินเพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้ากับหลายประเทศนั้น เกินขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดี

ก่อนหน้าคำพิพากษา รัฐบาลทรัมป์สามารถจัดเก็บภาษีนำเข้าจากผู้นำเข้าสหรัฐฯ ได้ราว 166,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 5.4 ล้านล้านบาท และคืนเงินแล้วกว่า 3 ใน 4 ของยอดที่ต้องชดเชย

เอกสารที่ยื่นต่อศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม เปิดเผยว่า สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) ได้คืนเงินไปแล้วมากกว่า 3 ใน 4 ของวงเงิน 128,680 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 4.25 ล้านล้านบาท ที่ถูกจัดไว้สำหรับการคืนภาษี

อย่างไรก็ตาม คำพิพากษา ไม่ได้ยกเลิกภาษีนำเข้ารายอุตสาหกรรม ที่ทรัมป์ใช้อำนาจตามกฎหมายขยายการค้า ปี 1962 ทำให้ภาษีนำเข้าสินค้าบางประเภท เช่น เหล็ก รถยนต์ ทองแดง ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป

แม้จะแพ้คดีดังกล่าว แต่รัฐบาลทรัมป์ยังคงประกาศมาตรการภาษีนำเข้าชุดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาลได้ประกาศเรียกเก็บ ภาษีนำเข้าในอัตรา 10-12.5% กับสินค้าจาก 60 ประเทศ โดยให้เหตุผลว่าประเทศเหล่านั้นยังดำเนินการไม่เพียงพอในการแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับ (Forced Labour) ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเป็นประเด็นสำคัญด้านสิทธิมนุษยชนและการค้าที่เป็นธรรม

ที่มาข้อมูล : AFP, CNN

ที่มารูปภาพ : AFP