อิหร่าน-สหรัฐฯ โจมตีใส่กันไม่หยุด UN เตือน ระวังหายนะ

Share on Line Share on Facebook Share on X
อิหร่าน-สหรัฐฯ โจมตีใส่กันไม่หยุด UN เตือน ระวังหายนะ

กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) แถลงว่า ได้โจมตีเรือสินค้าลำที่สองในช่องแคบฮอร์มุซจนไม่สามารถใช้งานได้ โดยอ้างว่าเรือลำดังกล่าวละเมิดคำเตือนและไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของอิหร่าน นอกจากนี้ IRGC ระบุว่า ได้ยิงขีปนาวุธนำวิถีโจมตีฐานทัพอากาศสำคัญของสหรัฐฯ 2 แห่ง ได้แก่ ฐานทัพอัลอุเดอิดในกาตาร์ สามารถทำลายศูนย์ซ่อมบำรุงเครื่องบินรบและศูนย์บัญชาการ และได้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน โดยอ้างว่าสามารถทำลายศูนย์บัญชาการและโรงเก็บโดรน MQ-9 ที่ฐานทัพอากาศ เจ้าชาย ฮัสซัน ได้สำเร็จ

ด้าน โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ โพสต์บน X ว่า ข้อตกลงฝ่ายเดียวได้สิ้นสุดลงแล้ว เนื่องจากอิหร่านได้ย้ำเตือนให้รักษาสัญญา ไม่เช่นนั้นจะต้องรับผลที่ตามมา และขณะนี้ความจริงกำลังมาเยือนแล้ว

ด้านกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) รายงานว่า ได้เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเป็นระลอกที่ 3 ภายในรอบสัปดาห์ เพื่อตอบโต้ IRGC โจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เรือได้รับความเสียหายอย่างหนักบริเวณห้องเครื่องยนต์ จนไม่สามารถเดินทางต่อได้ และมีลูกเรือชาวอินเดียสูญหาย 1 คน

แถลงการณ์ของ CENTCOM ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้มุ่งเป้าโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านกว่า 140 แห่ง ครอบคลุมฐานยิงขีปนาวุธ และอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) เครือข่ายการสื่อสาร และจุดตรวจการณ์ตามแนวชายฝั่ง

ขณะเดียวกัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต โอมาน และบาห์เรน ต่างออกแถลงการณ์ว่า กองทัพของแต่ละประเทศสามารถสกัดและตอบโต้ขีปนาวุธ รวมถึงโดรนที่ถูกยิงมาจากอิหร่านได้

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อวันอาทิตย์ หลังอิหร่านยิงเตือนเรือสินค้าติดธงไซปรัสที่แล่นออกนอกเส้นทางที่กำหนด ก่อนประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่มีกำหนด ส่งผลให้สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีตอบโต้เป้าหมายทั่วอิหร่าน นับเป็นการโจมตีอิหร่านครั้งที่สามของสหรัฐฯ ภายในสัปดาห์เดียว



สรุปข่าว

อิหร่านโจมตีเรือสินค้าลำที่สองในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมยกระดับโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย ด้านสหประชาชาติ ออกมาเตือนว่าสงครามเต็มรูปแบบอาจนำไปสู่หายนะโลก

กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) แถลงว่า ได้โจมตีเรือสินค้าลำที่สองในช่องแคบฮอร์มุซจนไม่สามารถใช้งานได้ โดยอ้างว่าเรือลำดังกล่าวละเมิดคำเตือนและไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของอิหร่าน นอกจากนี้ IRGC ระบุว่า ได้ยิงขีปนาวุธนำวิถีโจมตีฐานทัพอากาศสำคัญของสหรัฐฯ 2 แห่ง ได้แก่ ฐานทัพอัลอุเดอิดในกาตาร์ สามารถทำลายศูนย์ซ่อมบำรุงเครื่องบินรบและศูนย์บัญชาการ และได้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน โดยอ้างว่าสามารถทำลายศูนย์บัญชาการและโรงเก็บโดรน MQ-9 ที่ฐานทัพอากาศ เจ้าชาย ฮัสซัน ได้สำเร็จ

ด้าน โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ โพสต์บน X ว่า ข้อตกลงฝ่ายเดียวได้สิ้นสุดลงแล้ว เนื่องจากอิหร่านได้ย้ำเตือนให้รักษาสัญญา ไม่เช่นนั้นจะต้องรับผลที่ตามมา และขณะนี้ความจริงกำลังมาเยือนแล้ว

ด้านกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) รายงานว่า ได้เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเป็นระลอกที่ 3 ภายในรอบสัปดาห์ เพื่อตอบโต้ IRGC โจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เรือได้รับความเสียหายอย่างหนักบริเวณห้องเครื่องยนต์ จนไม่สามารถเดินทางต่อได้ และมีลูกเรือชาวอินเดียสูญหาย 1 คน

แถลงการณ์ของ CENTCOM ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้มุ่งเป้าโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านกว่า 140 แห่ง ครอบคลุมฐานยิงขีปนาวุธ และอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) เครือข่ายการสื่อสาร และจุดตรวจการณ์ตามแนวชายฝั่ง

ขณะเดียวกัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต โอมาน และบาห์เรน ต่างออกแถลงการณ์ว่า กองทัพของแต่ละประเทศสามารถสกัดและตอบโต้ขีปนาวุธ รวมถึงโดรนที่ถูกยิงมาจากอิหร่านได้

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อวันอาทิตย์ หลังอิหร่านยิงเตือนเรือสินค้าติดธงไซปรัสที่แล่นออกนอกเส้นทางที่กำหนด ก่อนประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่มีกำหนด ส่งผลให้สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีตอบโต้เป้าหมายทั่วอิหร่าน นับเป็นการโจมตีอิหร่านครั้งที่สามของสหรัฐฯ ภายในสัปดาห์เดียว



ขณะที่ อันโตนิโอ กูแตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความตึงเครียด พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ และอิหร่านยุติการโจมตีตอบโต้กันในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียโดยทันที


กูแตร์เรสเตือนว่า หากความขัดแย้งลุกลามจนกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ จะก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงในระดับหายนะ ทั้งต่อภูมิภาคและประชาคมโลก พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความอดกลั้น และหันกลับมาแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาและแนวทางทางการทูต

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters