บล.เมอร์ชั่นฯ ชี้หุ้นสหรัฐฯ ร่วง กดดันหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ไทย

Share on Line Share on Facebook Share on X

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ให้สัมภาษณ์ในรายการ WEALTH LIVE เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ถึงสาเหตุที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลง ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย และกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้

ตลาดกังวลว่าการลงทุน AI จะชะลอตัว

นายประกิตระบุว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่ได้ปรับตัวลงเพราะปัจจัยพื้นฐานหรือภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนไปในทันที แต่เป็นเพราะตลาดกังวลว่าการลงทุนด้าน AI และ AI Data Center อาจชะลอตัวลง หลังจาก Microsoft ประกาศชะลอและลดขนาดการลงทุน

เดิมตลาดคาดการณ์ว่าการลงทุนด้าน AI ปีนี้จะอยู่ที่ 7.5 แสนล้านดอลลาร์ และปีหน้าจะอยู่ที่ 1 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ตอนนี้มีความเสี่ยงที่ตัวเลขจริงอาจต่ำกว่าที่คาดไว้

แรงขายจากนักลงทุนที่ใช้ Leverage

อีกปัจจัยหนึ่งคือการปรับพอร์ตเพื่อปิดสถานะ โดยเฉพาะนักลงทุนที่ใช้ Leverage เปิดสถานะซื้อ (Long Position) ไว้ เมื่อสถานการณ์บีบให้ต้องขาย ตลาดจึงดูเหมือนอยู่ในภาวะตื่นตระหนก (Panic) นายประกิตเรียกสถานการณ์นี้ว่า "ภาวะยอมจำนน" หรือ Capitulation

ในรายการยังระบุด้วยว่า เช้าวันเดียวกันดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นปรับตัวลงกว่า 5%

หุ้นไทย: กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์โดนหนักสุด แต่ไม่น่าลงทั้งกระดาน

สำหรับตลาดหุ้นไทย นายประกิตประเมินว่าหุ้นที่จะได้รับผลกระทบหนักคือกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ DELTA, HANA, SMT และ KCE เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความกังวลเรื่องการลงทุนด้าน AI แต่ไม่เชื่อว่าตลาดจะปรับตัวลงทั้งกระดาน หุ้นกลุ่มอื่นอาจทรงตัวหรือไม่ได้ปรับตัวลง



สรุปข่าว

"ประกิต สิริวัฒนเกตุ" กรรมการผู้จัดการ บล.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ ระบุว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลงครั้งนี้มาจากความกังวลว่าการลงทุน AI จะชะลอตัว และจากแรงปิดสถานะของนักลงทุน ในตลาดหุ้นไทย หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์จะได้รับผลกระทบมากที่สุด ส่วนการซื้อในช่วงนี้แนะนำให้เป็นการเก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ให้สัมภาษณ์ในรายการ WEALTH LIVE เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ถึงสาเหตุที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลง ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย และกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้

ตลาดกังวลว่าการลงทุน AI จะชะลอตัว

นายประกิตระบุว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่ได้ปรับตัวลงเพราะปัจจัยพื้นฐานหรือภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนไปในทันที แต่เป็นเพราะตลาดกังวลว่าการลงทุนด้าน AI และ AI Data Center อาจชะลอตัวลง หลังจาก Microsoft ประกาศชะลอและลดขนาดการลงทุน

เดิมตลาดคาดการณ์ว่าการลงทุนด้าน AI ปีนี้จะอยู่ที่ 7.5 แสนล้านดอลลาร์ และปีหน้าจะอยู่ที่ 1 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ตอนนี้มีความเสี่ยงที่ตัวเลขจริงอาจต่ำกว่าที่คาดไว้

แรงขายจากนักลงทุนที่ใช้ Leverage

อีกปัจจัยหนึ่งคือการปรับพอร์ตเพื่อปิดสถานะ โดยเฉพาะนักลงทุนที่ใช้ Leverage เปิดสถานะซื้อ (Long Position) ไว้ เมื่อสถานการณ์บีบให้ต้องขาย ตลาดจึงดูเหมือนอยู่ในภาวะตื่นตระหนก (Panic) นายประกิตเรียกสถานการณ์นี้ว่า "ภาวะยอมจำนน" หรือ Capitulation

ในรายการยังระบุด้วยว่า เช้าวันเดียวกันดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นปรับตัวลงกว่า 5%

หุ้นไทย: กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์โดนหนักสุด แต่ไม่น่าลงทั้งกระดาน

สำหรับตลาดหุ้นไทย นายประกิตประเมินว่าหุ้นที่จะได้รับผลกระทบหนักคือกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ DELTA, HANA, SMT และ KCE เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความกังวลเรื่องการลงทุนด้าน AI แต่ไม่เชื่อว่าตลาดจะปรับตัวลงทั้งกระดาน หุ้นกลุ่มอื่นอาจทรงตัวหรือไม่ได้ปรับตัวลง



ประเมินมูลค่าหุ้นยากขึ้น

นายประกิตยอมรับว่า ในตอนนี้ยังไม่กล้าประเมินมูลค่าหุ้น (Valuation) เพราะตัวเลขการลงทุนด้าน AI ยังไม่แน่นอน ราคาที่เคยมองว่าถูกและน่าเก็บ อาจกลายเป็นเพียงราคาระดับกลางเท่านั้น

ในรายการยังพูดถึงทิศทางการเมืองสหรัฐฯ ในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งจะมีการเปลี่ยนตัวประธานาธิบดี และเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น

กลยุทธ์ เก็งกำไรสั้น รีบาวด์แล้วทยอยขาย

นายประกิตมองว่า ในระยะสั้นตลาดจะมีการฟื้นตัวทางเทคนิค (Technical Rebound) แน่นอน ถ้าราคาหุ้นเด้งขึ้นก็ควรทยอยขายออกบ้าง ส่วนการเข้าซื้อในช่วงนี้เหมาะกับการเก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการความสบายใจ ในรายการมองว่าพันธบัตร (Bond) และทองคำ ยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าถือ และค่าเงินบาทก็น่าสนใจเช่นกัน


จากอดีตช่างภาพภาคสนาม ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นโปรดิวเซอร์สายเศรษฐกิจ แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญการลงทุน แต่ถนัดย่อยกราฟหุ้นยากๆ ให้เป็นคอนเทนต์เข้าใจง่าย ขับเคลื่อนชีวิตด้วยอเมริกาโน่เย็นไม่หวาน