ไทยเอาจริง? เสี่ยงแค่ไหน? เลิกขายแรงงานราคาถูก ต่างชาติลงทุนต้องมาพร้อมเทคโนโลยี
ประเทศไทยเลิกขายแรงงานราคาถูก! เดิมพันยกระดับค่าแรง ดึงทุนต่างชาติสร้างงานมูลค่าสูง
ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเปลี่ยนจุดขายด้านการลงทุนครั้งสำคัญ จากประเทศที่เคยถูกมองว่าเป็นฐานการผลิตต้นทุนต่ำและมีแรงงานราคาถูก ไปสู่ประเทศที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และแรงงานทักษะสูง เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจ พร้อมเปิดโอกาสให้คนไทยมีรายได้สูงขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้มีคำถามสำคัญว่า หากประเทศไทยไม่ใช้ค่าแรงราคาถูกเป็นจุดขายอีกต่อไป จะสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียได้อย่างไร และจะทำอย่างไรไม่ให้โรงงานต่างชาติย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย
อนุทินประกาศเปลี่ยนจุดขายไทย ไม่ใช่แค่ฐานผลิตแรงงานราคาถูก
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2569 ถึงแนวทางการยกระดับประเทศไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ โดยรัฐบาลต้องการเปลี่ยนภาพจำเดิมที่มองว่าประเทศไทยมีจุดแข็งเพียงแรงงานราคาถูก และเหมาะสำหรับการเข้ามาตั้งโรงงานเพื่อผลิตสินค้าในต้นทุนต่ำ
ที่ผ่านมา การลงทุนจากต่างชาติส่วนหนึ่งอาศัยแรงงานไทยทำหน้าที่ประกอบสินค้า ก่อนส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก แต่ประเทศไทยอาจไม่ได้รับประโยชน์จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือการพัฒนาความรู้ที่สามารถนำมาต่อยอดได้มากเท่าที่ควร
รัฐบาลจึงต้องการยกระดับรูปแบบการลงทุน โดยใช้ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ สาธารณูปโภค และบุคลากรที่มีทักษะเป็นจุดแข็งสำคัญในการดึงดูดนักลงทุน พร้อมผลักดันให้โรงงานต่างชาติที่เข้ามาลงทุนมีส่วนช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยไปพร้อมกัน
อีกหนึ่งจุดแข็งที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญคือทำเลที่ตั้งของประเทศไทย ซึ่งสามารถเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนกับตลาดอาเซียนที่มีประชากรราว 700 ล้านคน ทำให้ไทยมีโอกาสเป็นทั้งฐานการผลิตและศูนย์กลางกระจายสินค้าในภูมิภาค
แนวทางดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยต้องการลดการลงทุนจากต่างชาติ แต่เป็นความพยายามเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนให้สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและแรงงานไทยมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการนำเงินเข้ามาสร้างโรงงานและจ้างแรงงานผลิตสินค้าเท่านั้น
สรุปข่าว
ประเทศไทยเลิกขายแรงงานราคาถูก! เดิมพันยกระดับค่าแรง ดึงทุนต่างชาติสร้างงานมูลค่าสูง
ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเปลี่ยนจุดขายด้านการลงทุนครั้งสำคัญ จากประเทศที่เคยถูกมองว่าเป็นฐานการผลิตต้นทุนต่ำและมีแรงงานราคาถูก ไปสู่ประเทศที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และแรงงานทักษะสูง เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจ พร้อมเปิดโอกาสให้คนไทยมีรายได้สูงขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้มีคำถามสำคัญว่า หากประเทศไทยไม่ใช้ค่าแรงราคาถูกเป็นจุดขายอีกต่อไป จะสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียได้อย่างไร และจะทำอย่างไรไม่ให้โรงงานต่างชาติย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย
อนุทินประกาศเปลี่ยนจุดขายไทย ไม่ใช่แค่ฐานผลิตแรงงานราคาถูก
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2569 ถึงแนวทางการยกระดับประเทศไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ โดยรัฐบาลต้องการเปลี่ยนภาพจำเดิมที่มองว่าประเทศไทยมีจุดแข็งเพียงแรงงานราคาถูก และเหมาะสำหรับการเข้ามาตั้งโรงงานเพื่อผลิตสินค้าในต้นทุนต่ำ
ที่ผ่านมา การลงทุนจากต่างชาติส่วนหนึ่งอาศัยแรงงานไทยทำหน้าที่ประกอบสินค้า ก่อนส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก แต่ประเทศไทยอาจไม่ได้รับประโยชน์จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือการพัฒนาความรู้ที่สามารถนำมาต่อยอดได้มากเท่าที่ควร
รัฐบาลจึงต้องการยกระดับรูปแบบการลงทุน โดยใช้ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ สาธารณูปโภค และบุคลากรที่มีทักษะเป็นจุดแข็งสำคัญในการดึงดูดนักลงทุน พร้อมผลักดันให้โรงงานต่างชาติที่เข้ามาลงทุนมีส่วนช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยไปพร้อมกัน
อีกหนึ่งจุดแข็งที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญคือทำเลที่ตั้งของประเทศไทย ซึ่งสามารถเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนกับตลาดอาเซียนที่มีประชากรราว 700 ล้านคน ทำให้ไทยมีโอกาสเป็นทั้งฐานการผลิตและศูนย์กลางกระจายสินค้าในภูมิภาค
แนวทางดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยต้องการลดการลงทุนจากต่างชาติ แต่เป็นความพยายามเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนให้สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและแรงงานไทยมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการนำเงินเข้ามาสร้างโรงงานและจ้างแรงงานผลิตสินค้าเท่านั้น
ทำไมไทยต้องเลิกแข่งขันด้วยค่าแรงราคาถูก?
ในอดีต การที่บริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทย ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มมูลค่าการส่งออก โดยเฉพาะโรงงานขนาดใหญ่ที่สามารถจ้างแรงงานไทยได้หลายพันคน และผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยได้รับส่วนแบ่งมูลค่าทางเศรษฐกิจจากสินค้าที่ผลิตมากน้อยเพียงใด
หากแรงงานไทยทำหน้าที่เพียงประกอบชิ้นส่วนตามคำสั่ง รายได้ที่เกิดขึ้นภายในประเทศอาจจำกัดอยู่ที่ค่าจ้างแรงงาน ค่าเช่าพื้นที่ ภาษี และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง ขณะที่มูลค่าจากเทคโนโลยี สิทธิบัตร การออกแบบ และแบรนด์สินค้าอาจยังตกอยู่กับบริษัทต่างชาติเป็นหลัก
ด้วยเหตุนี้ การเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการเพิ่มจำนวนโรงงาน แต่ต้องสร้างโอกาสให้ธุรกิจและแรงงานไทยสามารถเรียนรู้เทคโนโลยี พัฒนาทักษะ และต่อยอดไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงขึ้น
นอกจากนี้ หากประเทศไทยยังใช้ค่าแรงราคาถูกเป็นจุดแข็งหลักในการแข่งขัน ก็ต้องเผชิญแรงกดดันจากประเทศอื่นที่สามารถเสนอแรงงานในต้นทุนต่ำกว่าได้เช่นกัน การแข่งขันด้วยการลดต้นทุนแรงงานเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืนในระยะยาว
ธนาคารโลกชี้ไทยต้องเพิ่มผลิตภาพแรงงาน หากหวังเป็นประเทศรายได้สูงปี 2580
แนวทางยกระดับแรงงานและอุตสาหกรรมของประเทศไทยสอดคล้องกับข้อเสนอของธนาคารโลก หรือ World Bank ที่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพแรงงานและการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
รายงาน *Building Thailand's Future Today* ของธนาคารโลก ระบุว่า หากประเทศไทยต้องการก้าวไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 หรือ ค.ศ. 2037 จำเป็นต้องสร้างเส้นทางการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว หรือ GDP ต่อหัว ให้ได้เฉลี่ยประมาณ 5.4% ต่อปี
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายดังกล่าว คือการเพิ่มผลิตภาพ หรือ Productivity ซึ่งหมายถึงการทำให้แรงงานและธุรกิจสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้นจากทรัพยากรที่มีอยู่
ตัวอย่างเช่น จากเดิมที่แรงงานในโรงงานทำหน้าที่ประกอบชิ้นส่วนตามคำสั่ง หากได้รับการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะ ก็อาจสามารถควบคุมเครื่องจักรอัตโนมัติ วิเคราะห์ข้อมูลการผลิต หรือแก้ไขปัญหาในระบบอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนมากขึ้นได้
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการทำงานหนักขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการทำงานที่มีประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพของธุรกิจในการสร้างรายได้และกำไร รวมถึงเพิ่มความสามารถในการจ่ายค่าจ้างที่สูงขึ้นให้แก่แรงงาน
ธนาคารโลกยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะบุคลากร การนำเทคโนโลยีมาใช้ การสร้างนวัตกรรม และการเพิ่มมูลค่าภายในประเทศ เพื่อผลักดันให้ธุรกิจไทยสามารถแข่งขันในกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้
ไทยเลิกขายแรงงานราคาถูก โรงงานต่างชาติจะย้ายหนีหรือไม่?
แม้การยกระดับแรงงานจะเป็นแนวทางสำคัญต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย แต่การเปลี่ยนผ่านก็มีความท้าทาย โดยเฉพาะความเสี่ยงที่ต้นทุนการผลิตจะเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของบริษัทต่างชาติ
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างแรงงานราคาถูกกับแรงงานราคาแพง แต่เป็นการสร้างความสามารถให้แรงงานไทยผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น จนธุรกิจมีศักยภาพเพียงพอที่จะจ่ายค่าจ้างในระดับที่สูงกว่าเดิม
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังจำเป็นต้องใช้แรงงานในหลายระดับทักษะ รวมถึงแรงงานข้ามชาติในบางภาคเศรษฐกิจ เนื่องจากอุตสาหกรรมบางประเภทต้องอาศัยแรงงานจำนวนมาก และต้นทุนแรงงานยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขัน
ดังนั้น การเปลี่ยนจุดขายด้านการลงทุนจึงไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะปิดประตูรับโรงงานที่ใช้แรงงานทักษะพื้นฐาน หรือยกเลิกการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นทั้งหมด
ความท้าทายคือการบริหารต้นทุนและพัฒนาทักษะแรงงานให้เกิดความสมดุล หากต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยที่ผลิตภาพไม่ได้ปรับตัวตาม นักลงทุนบางส่วนอาจพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น เช่น เวียดนามหรืออินโดนีเซีย ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญในการดึงดูดการลงทุนในภูมิภาค
การเปลี่ยนผ่านจึงจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนาทักษะ เทคโนโลยี และความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ เพื่อให้การเพิ่มรายได้แรงงานเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน
IMF ชี้แรงงานไทยหนึ่งในสามอยู่ภาคเกษตร ต้องเร่งยกระดับผลิตภาพ
การยกระดับแรงงานไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคอุตสาหกรรมหรือโรงงานผลิตสินค้าเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงภาคเกษตรกรรมและบริการ ซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานสำคัญของประเทศ
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ระบุในรายงาน *Thailand: Selected Issues* ปี 2569 ว่า ประเทศไทยยังมีแรงงานจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในภาคเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพต่ำ โดยแรงงานไทยประมาณหนึ่งในสามยังทำงานอยู่ในภาคเกษตรกรรม
ขณะเดียวกัน ภาคบริการของไทยยังมีแรงงานจำนวนมากอยู่ในกิจกรรมที่มีผลิตภาพต่ำ เมื่อเทียบกับบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น การเงินและบริการทางธุรกิจ
IMF มองว่าความแตกต่างระหว่างสัดส่วนแรงงานกับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แต่ละภาคส่วนสร้างขึ้น สะท้อนถึงช่องว่างด้านผลิตภาพแรงงานของประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม การที่ภาคเกษตรมีผลิตภาพต่ำไม่ได้หมายความว่าอาชีพเกษตรกรไม่มีคุณค่า แต่สะท้อนถึงข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี เงินทุน และโอกาสในการเข้าถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้สูงขึ้น
แนวทางสำคัญจึงเป็นการเพิ่มผลิตภาพแรงงานและเปิดโอกาสให้แรงงานสามารถเปลี่ยนไปทำงานในกิจกรรมที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงขึ้น
ตัวอย่างเช่น การนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร การพัฒนาสินค้าแปรรูป การสร้างแบรนด์ หรือการขยายตลาดไปสู่กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะช่วยให้แรงงานและผู้ประกอบการมีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการเพิ่มปริมาณการผลิตเพียงอย่างเดียว
เดิมพันเศรษฐกิจไทย จะเพิ่มค่าแรงโดยไม่เสียความสามารถแข่งขันได้อย่างไร?
การเปลี่ยนประเทศไทยจากฐานการผลิตที่ใช้แรงงานต้นทุนต่ำ ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยทักษะ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ถือเป็นความท้าทายสำคัญของทั้งรัฐบาล ภาคธุรกิจ และแรงงานไทย
แม้การลงทุนจากต่างชาติยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่คำถามในระยะยาวไม่ได้มีเพียงว่าไทยจะดึงดูดเงินลงทุนเข้ามาได้มากเท่าใด หากยังรวมถึงเงินลงทุนเหล่านั้นจะช่วยเพิ่มทักษะ สร้างเทคโนโลยี และยกระดับรายได้ของคนไทยได้มากเพียงใด
ขณะเดียวกัน การพัฒนาแรงงานให้มีมูลค่าสูงขึ้นยังต้องดำเนินควบคู่กับการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อไม่ให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกลายเป็นแรงกดดันต่อภาคธุรกิจและการจ้างงาน
ท้ายที่สุด การเลิกใช้แรงงานราคาถูกเป็นจุดขายอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่จะสะท้อนความสำเร็จได้ชัดเจนที่สุด คือประเทศไทยสามารถสร้างงานที่มีคุณภาพ เพิ่มผลิตภาพ และทำให้แรงงานไทยมีรายได้สูงขึ้นได้จริงหรือไม่
ที่มาข้อมูล : World Bank IMF รัฐบาลไทย
ที่มารูปภาพ : OpenAI
รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ
