ใครต้องจ่าย? เปิดคำเตือน "หนี้สาธารณะ" พุ่งทะลักโลก ทุกรัฐบาลต้องฟังก่อนจะสาย!
เปิดคำเตือนจาก IMF นับถอยหลัง หนี้สาธารณะทะลักโลกจ่อทะลุ 100% GDP ในอีกไม่กี่ปี
คำเตือนระดับโลกที่ทุกคน ทุกประเทศ ทุกรัฐบาลต้องฟัง นั่นคือ ปัญหาหนี้สาธารณะของทั่วโลก วันนี้ไม่มีคำว่าลด มีแต่เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ และภายในไม่กี่ปีข้างหน้า อาจพุ่งไปถึง 100% ของ GDP เรื่องนี้หมายความว่ายังไง น่ากลัวแค่ไหน แล้วเราคนไทยจะได้รับผลกระทบด้วยหรือไม่ อย่างไร
หนี้สาธารณะ ปัญหานี้ใหญ่แค่ไหน
อยากให้ทุกคนลองนึกภาพว่า ถ้าหากเราเปรียบรัฐบาลเป็นคน คน ๆ นี้หาเงินมาได้เท่าไหร่ก็ต้องจ่ายไปเท่านั้น เพราะมีภาระหนี้สินมากมาย เงินไม่เหลือเก็บ เงินไม่เหลือใช้ ทำอะไรไม่ได้เลย เห็นภาพไหมคะว่ามันแย่แค่ไหน
และนี่คือสิ่งที่เรากำลังจะเล่าให้ฟัง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF กำลังส่งสัญญาณเตือนว่า หนี้สาธารณะทั่วโลกกำลังพุ่งขึ้นอย่างน่ากังวล
ล่าสุด ในรายงาน Fiscal Monitor เดือนตุลาคม 2026 ที่เผยแพร่ระหว่างการประชุม IMF และธนาคารโลกในกรุงเทพฯ IMF ระบุว่า หนี้สาธารณะทั่วโลกเพิ่มขึ้นจนอยู่ที่ประมาณ 94% ของ GDP ในปี 2025 และในอีกเพียง 2-3 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2029-2030 อาจพุ่งไปแตะระดับ 100% ของ GDP ได้
หรือจะพูดง่าย ๆ คือ หนี้ที่รัฐบาลทั่วโลกสะสมไว้อาจมีขนาดใหญ่พอ ๆ กับเศรษฐกิจโลกทั้งปีเลยทีเดียว
หนี้รัฐบาล หนี้สาธารณะมาจากไหน
หนี้สาธารณะมาจากรัฐบาลมีเงินไม่พอ ก็ต้องกู้ แถมวันนี้ดอกเบี้ยก็ไม่ถูก รัฐบาลเลยต้องแบกทั้งต้น ทั้งดอก
โรดริโก บัลเดส ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลังของ IMF เตือนว่า ความเสี่ยงทางการคลังกำลังเพิ่มขึ้น ขณะที่หลายประเทศยังไม่ได้ปรับตัวมากพอ ทั้งที่ต้องเผชิญหนี้สูง ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น และความต้องการใช้จ่ายของรัฐบาลที่ยังไม่ลดลง
แล้วทำไมหนี้ถึงเพิ่มขึ้น ทั้งที่หลายประเทศก็ผ่านช่วงวิกฤตโควิดมาแล้ว?
เหตุผลมีหลายด้าน ตั้งแต่รายจ่ายด้านสวัสดิการและสุขภาพของประชากรสูงวัย งบประมาณด้านกลาโหมและความมั่นคง ไปจนถึงการรับมือกับวิกฤตพลังงานและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
หลายรัฐบาลต้องการใช้เงินเพื่อประคองเศรษฐกิจและช่วยประชาชน แต่เมื่อรายจ่ายมากกว่ารายได้อย่างต่อเนื่อง ก็ต้องกู้เงินเพิ่ม
สรุปข่าว
เปิดคำเตือนจาก IMF นับถอยหลัง หนี้สาธารณะทะลักโลกจ่อทะลุ 100% GDP ในอีกไม่กี่ปี
คำเตือนระดับโลกที่ทุกคน ทุกประเทศ ทุกรัฐบาลต้องฟัง นั่นคือ ปัญหาหนี้สาธารณะของทั่วโลก วันนี้ไม่มีคำว่าลด มีแต่เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ และภายในไม่กี่ปีข้างหน้า อาจพุ่งไปถึง 100% ของ GDP เรื่องนี้หมายความว่ายังไง น่ากลัวแค่ไหน แล้วเราคนไทยจะได้รับผลกระทบด้วยหรือไม่ อย่างไร
หนี้สาธารณะ ปัญหานี้ใหญ่แค่ไหน
อยากให้ทุกคนลองนึกภาพว่า ถ้าหากเราเปรียบรัฐบาลเป็นคน คน ๆ นี้หาเงินมาได้เท่าไหร่ก็ต้องจ่ายไปเท่านั้น เพราะมีภาระหนี้สินมากมาย เงินไม่เหลือเก็บ เงินไม่เหลือใช้ ทำอะไรไม่ได้เลย เห็นภาพไหมคะว่ามันแย่แค่ไหน
และนี่คือสิ่งที่เรากำลังจะเล่าให้ฟัง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF กำลังส่งสัญญาณเตือนว่า หนี้สาธารณะทั่วโลกกำลังพุ่งขึ้นอย่างน่ากังวล
ล่าสุด ในรายงาน Fiscal Monitor เดือนตุลาคม 2026 ที่เผยแพร่ระหว่างการประชุม IMF และธนาคารโลกในกรุงเทพฯ IMF ระบุว่า หนี้สาธารณะทั่วโลกเพิ่มขึ้นจนอยู่ที่ประมาณ 94% ของ GDP ในปี 2025 และในอีกเพียง 2-3 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2029-2030 อาจพุ่งไปแตะระดับ 100% ของ GDP ได้
หรือจะพูดง่าย ๆ คือ หนี้ที่รัฐบาลทั่วโลกสะสมไว้อาจมีขนาดใหญ่พอ ๆ กับเศรษฐกิจโลกทั้งปีเลยทีเดียว
หนี้รัฐบาล หนี้สาธารณะมาจากไหน
หนี้สาธารณะมาจากรัฐบาลมีเงินไม่พอ ก็ต้องกู้ แถมวันนี้ดอกเบี้ยก็ไม่ถูก รัฐบาลเลยต้องแบกทั้งต้น ทั้งดอก
โรดริโก บัลเดส ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลังของ IMF เตือนว่า ความเสี่ยงทางการคลังกำลังเพิ่มขึ้น ขณะที่หลายประเทศยังไม่ได้ปรับตัวมากพอ ทั้งที่ต้องเผชิญหนี้สูง ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น และความต้องการใช้จ่ายของรัฐบาลที่ยังไม่ลดลง
แล้วทำไมหนี้ถึงเพิ่มขึ้น ทั้งที่หลายประเทศก็ผ่านช่วงวิกฤตโควิดมาแล้ว?
เหตุผลมีหลายด้าน ตั้งแต่รายจ่ายด้านสวัสดิการและสุขภาพของประชากรสูงวัย งบประมาณด้านกลาโหมและความมั่นคง ไปจนถึงการรับมือกับวิกฤตพลังงานและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
หลายรัฐบาลต้องการใช้เงินเพื่อประคองเศรษฐกิจและช่วยประชาชน แต่เมื่อรายจ่ายมากกว่ารายได้อย่างต่อเนื่อง ก็ต้องกู้เงินเพิ่ม
ภาระหนี้รัฐบาลเกี่ยวอะไรกับประชาชน
คำตอบ คือ เกี่ยวโดยตรง เพราะถ้ารัฐบาลมัวแต่เอาเงินไปจ่ายหนี้ จ่ายดอกเบี้ย แล้วจะเอาเงินจากไหนมาสร้างประเทศ ดูแลพวกเรา แถมดีไม่ดี อาจขึ้นภาษีอีกต่างหาก
ลองนึกถึงคนคนหนึ่งที่มีหนี้บ้าน หนี้รถ และหนี้บัตรเครดิตพร้อมกัน ถ้ารายได้ยังเท่าเดิม แต่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น เงินที่เคยเหลือไว้กิน ใช้ หรือเก็บออม ก็ต้องถูกนำไปจ่ายหนี้มากขึ้น
รัฐบาลก็คล้ายกัน เพียงแต่หนี้ของรัฐบาลมีขนาดใหญ่กว่ามาก และเงินที่ต้องนำมาจ่ายดอกเบี้ยก็มาจากรายได้ของประเทศ เช่น ภาษีและรายได้จากกิจการของรัฐ
เมื่อภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น เงินงบประมาณที่ควรนำไปใช้พัฒนาประเทศก็อาจถูกหั่นออกไป
ตัวอย่างเช่น เงินที่ควรใช้เพิ่มบุคลากรทางการแพทย์ พัฒนาโรงเรียน ซ่อมถนน หรือช่วยผู้มีรายได้น้อย อาจเหลือน้อยลง เพราะรัฐบาลต้องกันเงินไว้ชำระดอกเบี้ยก่อน
รวมไปถึงอีกหนึ่งเรื่องที่กระทบเราทุกคนได้ นั่นคือ ภาษี เพราะรัฐบาลต้องการเพิ่มรายได้เพื่อลดการขาดดุล ก็อาจต้องทบทวนการจัดเก็บภาษี ลดสิทธิประโยชน์บางประเภท หรือขยายฐานภาษี ซึ่งอาจกระทบทั้งประชาชนและธุรกิจ
เว้นแต่ว่ารัฐบาลจะใช้ทางเลือกอื่น เช่น ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ และทำให้เศรษฐกิจเติบโต
ดอกเบี้ยสูง กระทบทั้งรัฐบาล ธุรกิจ และคนผ่อนบ้าน
อีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญสำหรับโลกตอนนี้ คือทิศทางของดอกเบี้ย ถ้าดอกเบี้ยสูงขึ้น ดอกเบี้ยแพง ไม่ได้กระทบแค่รัฐบาล เรื่องนี้ยังเชื่อมโยงกับตลาดการเงิน และคนที่กำลังผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หรือทำธุรกิจด้วย
เวลารัฐบาลอยากจะกู้เงิน ก็จะต้องออกพันธบัตร แต่ก็ต้องแข่งขันด้วยผลตอบแทนที่น่าสนใจ เหมาะสมกับความเสี่ยงและภาวะตลาด
แต่หากนักลงทุนต้องการผลตอบแทนสูงขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลก็อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และแรงกดดันในตลาดพันธบัตรอาจส่งผ่านไปยังต้นทุนเงินกู้ของภาคธุรกิจและครัวเรือน
นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องที่เราจับตาคือ ถ้าต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น ธุรกิจอาจชะลอการลงทุน เพราะต้องคิดหนักว่าจะกู้เงินมาขยายกิจการแล้วคุ้มค่าหรือไม่
เมื่อธุรกิจลงทุนลดลง การสร้างงานและการขึ้นค่าจ้างก็อาจได้รับผลกระทบตามมา
ส่วนคนที่ลงทุนในตลาดการเงินก็ต้องระวังความผันผวน เพราะหากนักลงทุนเริ่มกังวลเกี่ยวกับหนี้ของรัฐบาลบางประเทศ ราคาพันธบัตรและสินทรัพย์ทางการเงินอาจปรับตัวแรงได้
รัฐบาลต้องแก้หนี้อย่างไร โดยไม่ผลักภาระให้ประชาชน
คำตอบแรก คือการปฏิรูปการคลัง ปรับก่อนที่จะสายไป
IMF เสนอให้รัฐบาลเร่งวางแผนการคลังระยะปานกลางอย่างน่าเชื่อถือ และไม่รอจนตลาดการเงินหมดความเชื่อมั่นแล้วค่อยแก้ปัญหา
แนวทางแรก คือ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ไม่ใช่คิดแต่จะขึ้นภาษีอย่างเดียว แต่ต้องอุดช่องโหว่ ลดการหลีกเลี่ยงภาษี ทบทวนสิทธิยกเว้นที่ไม่จำเป็น และทำให้ระบบจัดเก็บมีประสิทธิภาพขึ้น โดยระวังไม่สร้างภาระเกินจำเป็นต่อการลงทุนและการจ้างงาน
แนวทางที่สอง คือ ใช้เงินงบประมาณให้คุ้มค่ากว่าเดิม รายจ่ายที่ไม่จำเป็นหรือไม่สร้างผลลัพธ์ตามเป้าหมายควรถูกทบทวน ขณะที่งบประมาณสำหรับการศึกษา สาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาทักษะแรงงาน ควรได้รับการพิจารณาจากผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว
เพราะการลดรายจ่ายทุกอย่างพร้อมกัน อาจทำให้เศรษฐกิจยิ่งอ่อนแรง และทำให้รัฐจัดเก็บภาษีได้น้อยลงกว่าเดิมได้เช่นกัน
แนวทางที่สาม คือ เปลี่ยนจากการช่วยเหลือแบบหว่านแห มาเป็นการช่วยให้ตรงกลุ่ม
IMF ยกประเด็นการอุดหนุนพลังงานเป็นตัวอย่างสำคัญค่ะ เวลาน้ำมันแพง รัฐบาลอาจเลือกตรึงราคาหรืออุดหนุนเชื้อเพลิง เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพในระยะสั้น แต่มาตรการแบบทั่วถึงอาจใช้งบประมาณจำนวนมาก และทำให้คนที่ใช้พลังงานมากได้รับประโยชน์เป็นตัวเงินมากกว่าครัวเรือนรายได้น้อย
ดังนั้น ทางเลือกคือช่วยเหลือให้ตรงกับผู้ที่จำเป็นจริง ๆ เช่น ครัวเรือนเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย หรืออาชีพที่ต้องใช้น้ำมันในการทำมาหากิน
ประเทศไทยต้องระวังอะไร
สำหรับประเทศไทย คำเตือนนี้เป็นเรื่องที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะรัฐบาลต้องรักษาสมดุลระหว่างการดูแลประชาชนในวันนี้ กับการเก็บความสามารถในการรับมือวิกฤตไว้สำหรับวันข้างหน้า
ทางออกจึงไม่ใช่แค่ลดรายจ่ายหรือหยุดกู้ แต่ต้องใช้เงินให้คุ้มค่า เลือกใช้งบกับสิ่งที่จำเป็น เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษี และลงทุนในสิ่งที่จะช่วยให้ประเทศมีรายได้มากขึ้นในอนาคต
เพราะถ้ากู้มาแล้วแต่ไม่สร้างผลตอบแทน ภาระหนี้ก็อาจตกอยู่กับคนรุ่นหลัง โดยที่ประเทศไม่ได้แข็งแกร่งขึ้นเท่าที่ควรจะเป็น และประเทศไทยอาจติดกับดักโตไม่ทันคนอื่นตลอดไป
- คริสตาลินาชื่นชมไทย เปรียบคว้า “เหรียญทอง” ยกมาตรฐานจัดงาน IMF-World Bank
- IMF คาดเศรษฐกิจไทยโต 2.1% ธปท.ดัน Bangkok Blueprint สู้ภัยการเงิน
- คลัง-ธนาคารโลก อัดฉีด 200 ล้านดอลลาร์ ดันไทยสู่ "เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ"
- IMF อัญเชิญพระบรมราโชวาท ร.9 ชูความเพียรฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก
- IMF ชมไทยเจ้าภาพยอดเยี่ยม ชวนผู้เข้าร่วมงานท่องเที่ยว จับจ่ายกระตุ้นศก.
ที่มาข้อมูล : IMF: Fiscal Monitor, October 2026\ Reuters
ที่มารูปภาพ : OpenAI
รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ
