ธปท. เปิดข้อสรุปประชุม IMF-World Bank 2026 เตือนรับมือโลกผันผวน เศรษฐกิจเปราะบาง

Share on Line Share on Facebook Share on X
ธปท. เปิดข้อสรุปประชุม IMF-World Bank 2026 เตือนรับมือโลกผันผวน เศรษฐกิจเปราะบาง

ธปท. สรุปประชุม IMF-World Bank 2026 เศรษฐกิจโลกเสี่ยงโตเปราะบาง ชู Bangkok Blueprint สกัดภัยการเงินดิจิทัล


ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สรุปสาระสำคัญจากการประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกยังมีความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกได้ดี แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมถึงความผันผวนในตลาดการเงิน แต่แนวโน้มการเติบโตยังมีความเปราะบางและไม่ทั่วถึงมากขึ้น


ขณะเดียวกัน ธปท. ผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการรับมืออาชญากรรมทางการเงินดิจิทัล ผ่านการเปิดตัว Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ซึ่งจัดทำโดย IMF และธนาคารโลก โดยมี ธปท. เป็นผู้ผลักดันแนวคิดและร่วมให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะ พร้อมหารือกับธนาคารกลางและองค์กรการเงินชั้นนำจากนานาประเทศ เพื่อยกระดับความร่วมมือและเสริมสร้างเสถียรภาพของระบบการเงินไทย


IMF คาดเศรษฐกิจโลกปี 2569 โต 3.1% เตือนความเสี่ยงรอบด้าน


IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวร้อยละ 3.1 ในปี 2569 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 3.4 ในปี 2570 โดยมีแรงส่งสำคัญจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงในหลายด้าน


สำหรับอัตราเงินเฟ้อโลก คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4.7 ในปี 2569 จากราคาพลังงานและอาหารที่สูงขึ้น ก่อนชะลอลงเหลือร้อยละ 4.1 ในปี 2570 ขณะที่เศรษฐกิจอาเซียนคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.9 ในปี 2569 และร้อยละ 4.7 ในปี 2570 ส่วนเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.1 ในทั้งสองปี


IMF ประเมินว่าความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มโน้มไปด้านลบ โดยมีปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้าที่อาจกระทบเส้นทางการค้าสำคัญและความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร ความเสี่ยงทางการคลังจากหนี้สาธารณะระดับสูงและต้นทุนการกู้ยืมที่อาจเพิ่มขึ้น ตลอดจนความไม่แน่นอนจากการพัฒนา AI ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน ระบบการเงิน และความเหลื่อมล้ำ


นอกจากนี้ ตลาดการเงินโลกยังมีความเปราะบางเพิ่มขึ้น จากการกระจุกตัวของการลงทุนในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ AI อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับสูงขึ้น และความเชื่อมโยงระหว่างธนาคารกับสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร รวมถึงความเสี่ยงจากภัยไซเบอร์ที่อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง


IMF มองว่า AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ทั้งด้านการลงทุน การค้า ผลิตภาพ และการจ้างงาน แต่ผลประโยชน์และผลกระทบยังมีความไม่แน่นอน จึงจำเป็นต้องลงทุนพัฒนาทักษะแรงงาน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และวางกรอบกำกับดูแลที่เหมาะสม เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างเต็มที่


นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF เน้นย้ำให้ประเทศต่าง ๆ ใช้ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังสามารถรับมือกับความผันผวนได้ เร่งเตรียมความพร้อมรับความเสี่ยงในอนาคต ภายใต้แนวคิด “Get your house in order” โดยให้ความสำคัญกับการลดภาระหนี้ เสริมความเข้มแข็งทางการคลัง รักษาเสถียรภาพราคา ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เตรียมพร้อมรับเทคโนโลยี AI และยกระดับการป้องกันภัยไซเบอร์ ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ






สรุปข่าว

- IMF คาดเศรษฐกิจโลกขยายตัว 3.1% ในปี 2569 และ 3.4% ในปี 2570 เตือนความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ หนี้สาธารณะ ตลาดการเงิน และ AI - ธปท. ผลักดัน Bangkok Blueprint ร่วมกับ IMF และธนาคารโลก วางแนวทางยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรับมืออาชญากรรมทางการเงินดิจิทัล - ธปท. หารือธนาคารกลางและองค์กรการเงินชั้นนำ 18 แห่ง พร้อมเน้นส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงินอย่างรับผิดชอบ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพ

ธปท. สรุปประชุม IMF-World Bank 2026 เศรษฐกิจโลกเสี่ยงโตเปราะบาง ชู Bangkok Blueprint สกัดภัยการเงินดิจิทัล


ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สรุปสาระสำคัญจากการประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกยังมีความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกได้ดี แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมถึงความผันผวนในตลาดการเงิน แต่แนวโน้มการเติบโตยังมีความเปราะบางและไม่ทั่วถึงมากขึ้น


ขณะเดียวกัน ธปท. ผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการรับมืออาชญากรรมทางการเงินดิจิทัล ผ่านการเปิดตัว Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ซึ่งจัดทำโดย IMF และธนาคารโลก โดยมี ธปท. เป็นผู้ผลักดันแนวคิดและร่วมให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะ พร้อมหารือกับธนาคารกลางและองค์กรการเงินชั้นนำจากนานาประเทศ เพื่อยกระดับความร่วมมือและเสริมสร้างเสถียรภาพของระบบการเงินไทย


IMF คาดเศรษฐกิจโลกปี 2569 โต 3.1% เตือนความเสี่ยงรอบด้าน


IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวร้อยละ 3.1 ในปี 2569 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 3.4 ในปี 2570 โดยมีแรงส่งสำคัญจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงในหลายด้าน


สำหรับอัตราเงินเฟ้อโลก คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4.7 ในปี 2569 จากราคาพลังงานและอาหารที่สูงขึ้น ก่อนชะลอลงเหลือร้อยละ 4.1 ในปี 2570 ขณะที่เศรษฐกิจอาเซียนคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.9 ในปี 2569 และร้อยละ 4.7 ในปี 2570 ส่วนเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.1 ในทั้งสองปี


IMF ประเมินว่าความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มโน้มไปด้านลบ โดยมีปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้าที่อาจกระทบเส้นทางการค้าสำคัญและความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร ความเสี่ยงทางการคลังจากหนี้สาธารณะระดับสูงและต้นทุนการกู้ยืมที่อาจเพิ่มขึ้น ตลอดจนความไม่แน่นอนจากการพัฒนา AI ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน ระบบการเงิน และความเหลื่อมล้ำ


นอกจากนี้ ตลาดการเงินโลกยังมีความเปราะบางเพิ่มขึ้น จากการกระจุกตัวของการลงทุนในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ AI อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับสูงขึ้น และความเชื่อมโยงระหว่างธนาคารกับสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร รวมถึงความเสี่ยงจากภัยไซเบอร์ที่อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง


IMF มองว่า AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ทั้งด้านการลงทุน การค้า ผลิตภาพ และการจ้างงาน แต่ผลประโยชน์และผลกระทบยังมีความไม่แน่นอน จึงจำเป็นต้องลงทุนพัฒนาทักษะแรงงาน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และวางกรอบกำกับดูแลที่เหมาะสม เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างเต็มที่


นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF เน้นย้ำให้ประเทศต่าง ๆ ใช้ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังสามารถรับมือกับความผันผวนได้ เร่งเตรียมความพร้อมรับความเสี่ยงในอนาคต ภายใต้แนวคิด “Get your house in order” โดยให้ความสำคัญกับการลดภาระหนี้ เสริมความเข้มแข็งทางการคลัง รักษาเสถียรภาพราคา ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เตรียมพร้อมรับเทคโนโลยี AI และยกระดับการป้องกันภัยไซเบอร์ ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ






ธปท. ผลักดัน Bangkok Blueprint ยกระดับการป้องกันภัยการเงินดิจิทัล


หนึ่งในผลงานสำคัญของ ธปท. ในการประชุมครั้งนี้ คือการเปิดตัว Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ซึ่งจัดทำโดย IMF และธนาคารโลก โดยมี ธปท. เป็นผู้ผลักดันแนวคิดและร่วมให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะ เพื่อใช้เป็นหลักการอ้างอิงสำหรับประเทศต่าง ๆ ในการรับมือกับอาชญากรรมทางการเงินดิจิทัล


Bangkok Blueprint ประกอบด้วยแนวทางสำคัญ 12 ข้อ ภายใต้ 5 เสาหลัก ได้แก่


1. การวางยุทธศาสตร์ กฎหมาย และกลไกกำกับดูแลที่กำหนดบทบาทและความรับผิดชอบอย่างชัดเจน

2. การบริหารจัดการภัยทุจริตอย่างครบวงจร ตั้งแต่การป้องกัน ตรวจจับ ตอบสนอง และเยียวยาผู้เสียหาย

3. การใช้กรอบบริหารความเสี่ยงและการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ เช่น มาตรการป้องกันการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT) รวมถึงมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

4. การเสริมสร้างความร่วมมือทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ

5. การคุ้มครองผู้บริโภค สร้างความตระหนักรู้ และเพิ่มภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล


ธปท. มุ่งหวังให้กรอบดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับความร่วมมือใน 3 ด้าน ได้แก่ การรับมือภัยทุจริตที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม การเสริมสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน และการยกระดับมาตรฐานและแนวปฏิบัติสากล เพื่อให้บริการทางการเงินดิจิทัลสามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมและขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างปลอดภัยและน่าเชื่อถือ


นอกจากนี้ ธปท. และสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ยังร่วมจัดทำ Bangkok Blueprint in Action ซึ่งเป็นเอกสารคู่ขนานที่รวบรวมข้อมูลและประสบการณ์จากการดำเนินนโยบายจริงในฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย เพื่อถอดบทเรียนให้ประเทศสมาชิกนำไปประยุกต์ใช้ในการป้องกัน ตรวจจับ และรับมือกับภัยทุจริตทางการเงินดิจิทัล


บทเรียนสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ การป้องกันภัยอย่างครบวงจรด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การสกัดกั้นความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การใช้มาตรการหลายชั้นเพื่อป้องกันและรับมือในทุกขั้นตอน และการสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัย ความสะดวก และการเข้าถึงบริการทางการเงิน โดยไม่เพิ่มข้อจำกัดให้ประชาชนเกินความจำเป็น

ย้ำสร้างสมดุลนวัตกรรมทางการเงินกับเสถียรภาพ


ธปท. ร่วมกับ Group of Thirty (G30) จัดงาน G30 International Banking Seminar ภายใต้หัวข้อ “Balancing Financial Innovation and Stability in Modern Digital Finance” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมทางการเงินกับการรักษาเสถียรภาพในยุคดิจิทัล


ธปท. เน้นย้ำแนวคิด Responsible Innovation Framework หรือกรอบการส่งเสริมนวัตกรรมอย่างรับผิดชอบ โดยสนับสนุนการพัฒนาบริการทางการเงินให้ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการที่หลากหลาย ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีที่ปลอดภัย เชื่อถือได้ และมีระบบกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ


ผู้เข้าร่วมเสวนาเห็นว่า AI และนวัตกรรมทางการเงินมีศักยภาพช่วยเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจและประสิทธิภาพของระบบการเงิน แต่ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับขนาดและระยะเวลาที่จะได้รับประโยชน์ ตลอดจนผลกระทบต่อแรงงาน ระบบการเงิน และความเหลื่อมล้ำ จึงจำเป็นต้องพัฒนาทักษะแรงงาน ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และปรับปรุงกรอบกำกับดูแลให้ทันต่อความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป


ขณะเดียวกัน AI อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงรูปแบบใหม่และเปลี่ยนแปลงกลไกการส่งผ่านนโยบายการเงิน ทำให้การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและมีเสถียรภาพ

หารือธนาคารกลางและองค์กรการเงินชั้นนำ 18 แห่ง


การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้บริหารระดับสูงของ ธปท. หารือกับธนาคารกลาง องค์กรการเงินระหว่างประเทศ และสถาบันการเงินชั้นนำ รวม 18 แห่ง เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจและการเงินโลก ความเสี่ยงที่ภาคการเงินต้องเตรียมรับมือ ตลอดจนกระชับความสัมพันธ์และต่อยอดความร่วมมือระหว่างประเทศ


หน่วยงานที่เข้าร่วมหารือประกอบด้วยธนาคารกลางและสถาบันการเงินสำคัญ เช่น ธนาคารกลางสหรัฐฯ ธนาคารกลางจีน ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ ธนาคารกลางฝรั่งเศส ธนาคารกลางสิงคโปร์ ธนาคารกลางภูฏาน ธนาคารกลางโอมาน ธนาคารกลางสวีเดน ธนาคารกลางออสเตรีย ธนาคารกลางเดนมาร์ก และธนาคารกลางยุโรป


นอกจากนี้ ยังมีการหารือกับธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) และ BIS Innovation Hub กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) Toronto Centre, SWIFT, คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน (FATF) และ Mitsubishi UFJ Financial Group (MUFG)


การหารือดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและการเงินที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว พร้อมขยายความร่วมมือในประเด็นสำคัญ เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและเพิ่มความพร้อมของระบบการเงินไทยในการรับมือกับความเสี่ยงในระยะข้างหน้า


ทั้งนี้ ธปท. มองว่าการประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ไม่เพียงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองต่อเศรษฐกิจโลก แต่ยังเป็นโอกาสผลักดันความร่วมมือด้านการป้องกันอาชญากรรมทางการเงินดิจิทัล และส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินในระยะยาว

ที่มาข้อมูล : ธนาคารแห่งประเทศไทย

ที่มารูปภาพ : IMF World Bank

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ