เวทีนี้ไม่ธรรมดา! ประชุม IMF–World Bank 2026 กรุงเทพฯ เจ้าภาพ "คนไทย" ได้อะไร?

Share on Line Share on Facebook Share on X

ไทยหวังอะไร? เปิดบ้านรับ IMF–World Bank 2026


กรุงเทพฯ กลับมาเป็นเจ้าภาพการประชุมการเงินระดับโลก IMF–World Bank ประจำปี 2026 อีกครั้งในรอบ 35 ปี ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก ทั้งสงคราม ราคาพลังงาน ความขัดแย้งทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี


การประชุมครั้งนี้ไม่ใช่แค่การต้อนรับผู้เข้าร่วมจากทั่วโลก แต่เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยต้องการใช้สร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดการลงทุน เปิดประตูให้ธุรกิจไทยเชื่อมต่อกับตลาดโลก และยกระดับบทบาทของประเทศในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ


คำถามสำคัญคือ ไทยคาดหวังอะไรจากการเป็นเจ้าภาพ และคนไทยจะได้รับประโยชน์อะไรจากการประชุมครั้งนี้บ้าง?


กรุงเทพฯ ปักหมุดจุดนัดพบผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก


กรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทย เปิดบ้านต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองระดับโลกอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นการรวมตัวของบุคคลสำคัญที่มีบทบาทกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน นักลงทุน นักวิชาการ ไปจนถึงผู้กำหนดนโยบายจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก


ทั้งหมดจะเดินทางมาร่วมการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยการประชุมครั้งนี้จะเป็นพื้นที่นัดพบของบุคลากรสำคัญระดับโลกในแวดวงเศรษฐกิจและการเงิน ตั้งแต่ผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการเงิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลางจากประเทศต่าง ๆ นักเศรษฐศาสตร์ ภาคธุรกิจ ไปจนถึงผู้แทนภาคประชาสังคมจากทั่วโลก ที่จะมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและหารือแนวทางรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น


นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ประเทศไทยพร้อมต้อนรับผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 15,000–17,000 คน จาก 191 ประเทศทั่วโลก โดยคาดว่าการประชุมครั้งนี้จะสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยมากกว่า 2,000 ล้านบาท


เม็ดเงินดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงจัดงาน ทั้งธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และบริการที่เกี่ยวข้อง แต่สิ่งที่ไทยต้องการมากกว่าผลประโยชน์ระยะสั้น คือการใช้โอกาสนี้สร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย และต่อยอดไปสู่การลงทุนและความร่วมมือทางธุรกิจในระยะยาว


การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพของไทยในรอบ 35 ปี หลังจากครั้งล่าสุดเมื่อปี 2534 หรือ ค.ศ. 1991


IMF และ World Bank มีบทบาทแตกต่างกันอย่างไร? 


IMF หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ มุ่งดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศต่าง ๆ ขณะที่ World Bank ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจ การลดความยากจน และการสนับสนุนโครงการพัฒนาในประเทศต่าง ๆ


เมื่อทั้งสององค์กรจัดการประชุมประจำปี จึงกลายเป็นเวทีสำคัญที่ผู้กำหนดนโยบายจากทั่วโลกมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจโลก ตลอดจนแนวทางรับมือกับความเสี่ยงและความท้าทายที่แต่ละประเทศกำลังเผชิญ


สำหรับปีนี้ การประชุมอยู่ภายใต้หัวข้อ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” โดยไทยเตรียมผลักดันประเด็นสำคัญ 4 เรื่อง ได้แก่


1. ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI)

2. โอกาสของประเทศขนาดกลางในโลกที่กำลังแบ่งเป็นหลายขั้ว

3. การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

4. การรับมือกับสังคมสูงวัย


ไทยหวังใช้เวทีโลกสร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดการลงทุน


ไทยคาดหวังอะไรจากการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้? เพราะการจัดงานระดับโลกไม่ได้มีประโยชน์เพียงการดึงนักท่องเที่ยวเข้าพักโรงแรม รับประทานอาหาร หรือใช้บริการเดินทางในช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น แต่รัฐบาลต้องการใช้โอกาสนี้สร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดการลงทุน และเปิดประตูให้ธุรกิจไทยเชื่อมโยงกับตลาดโลกมากขึ้น


รองโฆษกรัฐบาลระบุว่า การประชุมครั้งนี้จะช่วยต่อยอดโอกาสในหลายด้าน ทั้งการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยว การพัฒนาคน วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม


พูดง่าย ๆ คือ ไทยต้องการให้ผู้เข้าร่วมประชุมมากกว่า 15,000–17,000 คน ไม่ได้เดินทางมาประชุมแล้วกลับไปเท่านั้น แต่ต้องกลับไปพร้อมกับความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยเป็นจุดหมายที่น่าสนใจสำหรับการลงทุน เป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่มีศักยภาพ และมีบทบาทในเวทีโลกมากกว่าที่หลายคนคิด


นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ย้ำถึงการใช้โอกาสเป็นเจ้าภาพครั้งนี้เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศ สร้างความเชื่อมั่น และต่อยอดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์กับประชาชน


รัฐบาลยังมองไกลไปถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2571 ซึ่งจะเป็นอีกโอกาสในการแสดงบทบาทและผลักดันความร่วมมือระดับภูมิภาค


สรุปข่าว

ไทยกลับมาเป็นเจ้าภาพประชุม IMF–World Bank 2026 ในรอบ 35 ปี คาดผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศทั่วโลก รัฐบาลหวังใช้เวทีนี้สร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดการลงทุน พร้อมผลักดัน Bangkok Blueprint และ Bangkok Dialogue เพื่อยกระดับบทบาทไทยในเศรษฐกิจโลก จับตารายงานเศรษฐกิจโลกฉบับใหม่และทิศทาง AI–Data Center ขณะที่โจทย์สำคัญคือการเปลี่ยนโอกาสจากการจัดงานให้เป็นการลงทุน งาน และรายได้ที่เกิดประโยชน์กับคนไทยในระยะยาว

ไทยหวังอะไร? เปิดบ้านรับ IMF–World Bank 2026


กรุงเทพฯ กลับมาเป็นเจ้าภาพการประชุมการเงินระดับโลก IMF–World Bank ประจำปี 2026 อีกครั้งในรอบ 35 ปี ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก ทั้งสงคราม ราคาพลังงาน ความขัดแย้งทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี


การประชุมครั้งนี้ไม่ใช่แค่การต้อนรับผู้เข้าร่วมจากทั่วโลก แต่เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยต้องการใช้สร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดการลงทุน เปิดประตูให้ธุรกิจไทยเชื่อมต่อกับตลาดโลก และยกระดับบทบาทของประเทศในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ


คำถามสำคัญคือ ไทยคาดหวังอะไรจากการเป็นเจ้าภาพ และคนไทยจะได้รับประโยชน์อะไรจากการประชุมครั้งนี้บ้าง?


กรุงเทพฯ ปักหมุดจุดนัดพบผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก


กรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทย เปิดบ้านต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองระดับโลกอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นการรวมตัวของบุคคลสำคัญที่มีบทบาทกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน นักลงทุน นักวิชาการ ไปจนถึงผู้กำหนดนโยบายจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก


ทั้งหมดจะเดินทางมาร่วมการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยการประชุมครั้งนี้จะเป็นพื้นที่นัดพบของบุคลากรสำคัญระดับโลกในแวดวงเศรษฐกิจและการเงิน ตั้งแต่ผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการเงิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลางจากประเทศต่าง ๆ นักเศรษฐศาสตร์ ภาคธุรกิจ ไปจนถึงผู้แทนภาคประชาสังคมจากทั่วโลก ที่จะมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและหารือแนวทางรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น


นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ประเทศไทยพร้อมต้อนรับผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 15,000–17,000 คน จาก 191 ประเทศทั่วโลก โดยคาดว่าการประชุมครั้งนี้จะสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยมากกว่า 2,000 ล้านบาท


เม็ดเงินดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงจัดงาน ทั้งธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และบริการที่เกี่ยวข้อง แต่สิ่งที่ไทยต้องการมากกว่าผลประโยชน์ระยะสั้น คือการใช้โอกาสนี้สร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย และต่อยอดไปสู่การลงทุนและความร่วมมือทางธุรกิจในระยะยาว


การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพของไทยในรอบ 35 ปี หลังจากครั้งล่าสุดเมื่อปี 2534 หรือ ค.ศ. 1991


IMF และ World Bank มีบทบาทแตกต่างกันอย่างไร? 


IMF หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ มุ่งดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศต่าง ๆ ขณะที่ World Bank ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจ การลดความยากจน และการสนับสนุนโครงการพัฒนาในประเทศต่าง ๆ


เมื่อทั้งสององค์กรจัดการประชุมประจำปี จึงกลายเป็นเวทีสำคัญที่ผู้กำหนดนโยบายจากทั่วโลกมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจโลก ตลอดจนแนวทางรับมือกับความเสี่ยงและความท้าทายที่แต่ละประเทศกำลังเผชิญ


สำหรับปีนี้ การประชุมอยู่ภายใต้หัวข้อ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” โดยไทยเตรียมผลักดันประเด็นสำคัญ 4 เรื่อง ได้แก่


1. ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI)

2. โอกาสของประเทศขนาดกลางในโลกที่กำลังแบ่งเป็นหลายขั้ว

3. การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

4. การรับมือกับสังคมสูงวัย


ไทยหวังใช้เวทีโลกสร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดการลงทุน


ไทยคาดหวังอะไรจากการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้? เพราะการจัดงานระดับโลกไม่ได้มีประโยชน์เพียงการดึงนักท่องเที่ยวเข้าพักโรงแรม รับประทานอาหาร หรือใช้บริการเดินทางในช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น แต่รัฐบาลต้องการใช้โอกาสนี้สร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดการลงทุน และเปิดประตูให้ธุรกิจไทยเชื่อมโยงกับตลาดโลกมากขึ้น


รองโฆษกรัฐบาลระบุว่า การประชุมครั้งนี้จะช่วยต่อยอดโอกาสในหลายด้าน ทั้งการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยว การพัฒนาคน วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม


พูดง่าย ๆ คือ ไทยต้องการให้ผู้เข้าร่วมประชุมมากกว่า 15,000–17,000 คน ไม่ได้เดินทางมาประชุมแล้วกลับไปเท่านั้น แต่ต้องกลับไปพร้อมกับความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยเป็นจุดหมายที่น่าสนใจสำหรับการลงทุน เป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่มีศักยภาพ และมีบทบาทในเวทีโลกมากกว่าที่หลายคนคิด


นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ย้ำถึงการใช้โอกาสเป็นเจ้าภาพครั้งนี้เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศ สร้างความเชื่อมั่น และต่อยอดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์กับประชาชน


รัฐบาลยังมองไกลไปถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2571 ซึ่งจะเป็นอีกโอกาสในการแสดงบทบาทและผลักดันความร่วมมือระดับภูมิภาค


จับตา “ปฏิญญากรุงเทพฯ” ยกระดับบทบาทไทยบนเวทีโลก


อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา คือการผลักดันปฏิญญากรุงเทพฯ ผ่านผลงานสำคัญ 2 ส่วน ได้แก่ Bangkok Blueprint และ Bangkok Dialogue


นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เน้นย้ำว่า ไทยต้องใช้โอกาสนี้ยกระดับบทบาทของประเทศในฐานะ Middle Power หรือประเทศที่มีศักยภาพเป็นตัวกลางเชื่อมโยงประเทศต่าง ๆ ผ่านความไว้วางใจและความร่วมมือ


ดังนั้น เป้าหมายของไทยจึงไม่ใช่เพียงการได้เป็นเจ้าภาพจัดงาน แต่ยังรวมถึงการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ ดึงดูดการลงทุน และต่อยอดความร่วมมือให้เกิดผลในระยะยาว


1. Bangkok Blueprint: ใช้การเงินดิจิทัลเพิ่มโอกาสให้ประชาชน


Bangkok Blueprint เป็นพิมพ์เขียวด้านการเงินดิจิทัลสมัยใหม่ มุ่งนำเทคโนโลยีมาช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยและผู้ที่ขาดโอกาสสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินและแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น


ไทยเตรียมนำเสนอตัวอย่างนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นในประเทศ เช่น แอปพลิเคชันเป๋าตัง ถุงเงิน และ AI นกกระซิบ ควบคู่กับความร่วมมือระหว่างประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย และ IMF ในการพัฒนาแนวทางยกระดับความปลอดภัยทางการเงินดิจิทัล


เป้าหมายคือการสร้างแนวทางที่ประเทศต่าง ๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง เพื่อให้เทคโนโลยีทางการเงินไม่ได้จำกัดประโยชน์อยู่เฉพาะคนที่เข้าถึงบริการได้อยู่แล้ว แต่ช่วยขยายโอกาสให้ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ได้มากขึ้นด้วย


2. Bangkok Dialogue: สรุปแนวทางความร่วมมือสู่การปฏิบัติ


Bangkok Dialogue เป็นการสรุปผลการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นตลอดการประชุม 7 วัน โดยจะนำข้อเสนอและประเด็นสำคัญมาประมวลเป็นกรอบแนวทางตามเป้าหมายของปฏิญญากรุงเทพฯ


ความสำคัญอยู่ที่การต่อยอดทิศทางเศรษฐกิจและศักยภาพที่แต่ละประเทศนำเสนอ ให้สามารถขับเคลื่อนความร่วมมือในระดับสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม


หากดำเนินการได้ตามเป้าหมาย ผลงานจากการประชุมครั้งนี้ก็จะไม่สิ้นสุดลงพร้อมกับวันปิดงาน แต่มีโอกาสต่อยอดเป็นความร่วมมือที่ไทยสามารถผลักดันต่อไปในเวทีเศรษฐกิจโลกได้อีกหลายปี


AI และ Data Center โอกาสใหม่ที่ต้องมองให้รอบด้าน


อีกหนึ่งประเด็นใหญ่ที่ขาดไม่ได้ในเวลานี้ คือบทบาทของ AI และ Data Center ต่อเศรษฐกิจโลก


ปัจจุบันหลายประเทศกำลังแข่งขันกันลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของ AI ขณะที่ไทยเองก็เริ่มวางกติกาสำหรับการลงทุน Data Center เช่นกัน


โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่การดึงบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุน แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า การลงทุนเหล่านี้จะสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยได้มากน้อยเพียงใด ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาประเทศโดยรวม


ภายในการประชุมจะมีเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว โดยเชื่อมโยงการลงทุนทางเทคโนโลยีกับผลกระทบต่อเศรษฐกิจและชีวิตของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงาน รายได้ การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม หรือความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง


ขณะเดียวกัน ความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนใน AI ที่อาจนำไปสู่ภาวะฟองสบู่แตกก็เป็นอีกประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจ จึงจำเป็นต้องประเมินทั้งโอกาสและความเสี่ยงควบคู่กันไป


### จับตา IMF เปิดรายงานเศรษฐกิจโลกฉบับเดือนตุลาคม


นอกจากประเด็น AI และ Data Center แล้ว อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ทั่วโลกกำลังจับตา คือการเปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Outlook (WEO) ฉบับเดือนตุลาคมของ IMF


รายงานครั้งนี้ใช้ชื่อว่า “Resilience under Strain, Urgent Choices” โดยสิ่งที่ต้องติดตามคือ ตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจโลกชุดใหม่จะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างไร


เพราะขณะนี้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งสงคราม ราคาพลังงาน ความขัดแย้งทางการค้า เงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจในประเทศต่าง ๆ


ตัวเลขคาดการณ์ใหม่จาก IMF จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่รัฐบาล ภาคธุรกิจ และนักลงทุนจะนำไปใช้ประเมินทิศทางเศรษฐกิจและวางแผนรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น



"คนไทย" จะได้อะไรจากการประชุมครั้งนี้?


ท้ายที่สุด คำถามสำคัญที่สุดคือ คนไทยจะได้รับประโยชน์อะไรจากการประชุม IMF–World Bank 2026


แน่นอนว่า การจัดงานขนาดใหญ่ย่อมช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระยะสั้น ทั้งจากโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และธุรกิจท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง โดยรัฐบาลคาดการณ์ว่าเม็ดเงินหมุนเวียนจากการประชุมจะมากกว่า 2,000 ล้านบาท


แต่ประโยชน์ที่สำคัญกว่านั้น คือผลลัพธ์ในระยะยาว โดยเฉพาะการดึงดูดการลงทุนใหม่ การเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยเชื่อมต่อกับตลาดโลก การต่อยอดเทคโนโลยี ตลอดจนการขยายโอกาสในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์


อีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทย เพราะการตัดสินใจลงทุนไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงต้นทุนหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศ โอกาสทางธุรกิจ และความสามารถในการเติบโตในอนาคตด้วย

โลกกำลังเปลี่ยน เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยน เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยน และบทบาทของเอเชียก็กำลังเพิ่มขึ้น


คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า ไทยจะจัดการประชุมระดับโลกครั้งนี้ได้ดีเพียงใด แต่คือประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนโอกาสจากการเป็นเจ้าภาพให้กลายเป็นการลงทุน งาน รายได้ และความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นได้จริงหรือไม่


เพราะความสำเร็จที่แท้จริงของการประชุมครั้งนี้ ไม่ได้วัดกันแค่จำนวนผู้เข้าร่วมประชุมหรือเม็ดเงินที่หมุนเวียนในช่วงจัดงาน แต่ต้องวัดจากสิ่งที่ประเทศไทยและคนไทยได้รับหลังจากเวทีระดับโลกปิดฉากลงแล้ว

ที่มาข้อมูล : รัฐบาลไทย, กระทรวงการคลัง, IMF

ที่มารูปภาพ : OpenAI

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ