ตอนนี้ยังจ่ายไหว แต่เกษียณแล้วจะทำไง? เสี่ยงหรือยัง? "ข้าราชการไทย" หนี้ท่วม

Share on Line Share on Facebook Share on X

ข้าราชการไทยหนี้ท่วม แบกภาระเฉลี่ย 1,800,000 บาทต่อคน เตือนเสี่ยงเงินเกษียณไม่พอจ่าย? แก้ก่อนจะสาย!


กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. ส่งสัญญาณเตือนว่า ข้าราชการไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงทางการเงินหลังเกษียณ เมื่อภาระหนี้เฉลี่ยสูงถึง 1.8 ล้านบาทต่อคน แต่เงินก้อนที่จะได้รับจากกองทุนตอนเกษียณ ส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 1–1.5 ล้านบาทเท่านั้น


คำถามสำคัญคือ ปัญหานี้รุนแรงแค่ไหน ทำไมคนที่มีรายได้ประจำอย่างข้าราชการถึงมีหนี้สูง และจะมีทางออกอย่างไร เพื่อไม่ให้ชีวิตหลังเกษียณต้องเริ่มต้นด้วยภาระหนี้ที่ยังจ่ายไม่หมด

หนี้เฉลี่ย 1.8 ล้านบาท เงินเกษียณอาจไม่พอปิดหนี้


ข้อมูลจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. สะท้อนความเสี่ยงที่น่ากังวลว่า ข้าราชการจำนวนหนึ่งอาจเผชิญปัญหาการเงินหลังเกษียณ เพราะภาระหนี้สินสูงกว่าเงินออมที่มีอยู่


โดยหนี้ของข้าราชการเกษียณมีมูลค่าเฉลี่ยประมาณ 1.8 ล้านบาทต่อคน ขณะที่เงินก้อนที่สมาชิกจะได้รับจาก กบข. เมื่อเกษียณ ส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 1–1.5 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าภาระหนี้ที่ต้องรับผิดชอบ


ปัจจุบัน กบข. มีสมาชิกเกือบ 1.3 ล้านคน และในแต่ละปีมีสมาชิกเกษียณอายุราชการประมาณ 20,000 คน ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่า ปัญหาการเตรียมความพร้อมทางการเงินก่อนเกษียณเป็นเรื่องที่ต้องเร่งให้ความสำคัญ


ลองนึกภาพง่าย ๆ หากวันนี้เราเกษียณและมีเงินก้อน 1.5 ล้านบาท แต่ยังมีหนี้อยู่ 1.8 ล้านบาท ต่อให้เอาเงินทั้งหมดไปชำระหนี้ ก็ยังเหลือหนี้อีกประมาณ 300,000 บาท ที่สำคัญ เงินก้อนที่ควรเก็บไว้ใช้จ่ายในชีวิตหลังเกษียณก็แทบไม่เหลือแล้ว


นี่คือสิ่งที่ กบข. กำลังเป็นห่วง เพราะเงินออมจากกองทุนควรเป็นหลักประกันความมั่นคงในวัยเกษียณ แต่หากต้องนำเงินส่วนใหญ่ไปปิดหนี้ ก็อาจทำให้สมาชิกมีเงินไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในระยะยาว

ทำไมข้าราชการรายได้มั่นคง แต่หนี้สูง?


คำถามคือ ทำไมคนที่มีรายได้ประจำและค่อนข้างมั่นคงอย่างข้าราชการ ถึงยังมีภาระหนี้สินจำนวนมาก เรื่องนี้ต้องมองหลายมิติ โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างคำว่า “มีรายได้ประจำ” กับ “มีเงินเหลือเก็บ”


เพราะการมีรายได้ทุกเดือนไม่ได้หมายความว่าจะมีเงินเหลือออมเสมอไป ระหว่างทางของชีวิตยังมีค่าใช้จ่ายอีกมาก ทั้งค่าบ้าน ค่ารถ ค่าเล่าเรียนลูก ค่าใช้จ่ายในครอบครัว ตลอดจนหนี้ส่วนบุคคลและภาระอื่น ๆ


ขณะเดียวกัน การมีรายได้ประจำที่สม่ำเสมออาจทำให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินประเมินความสามารถในการชำระหนี้ได้ง่ายกว่าผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน จึงอาจทำให้เข้าถึงสินเชื่อได้ต่อเนื่อง หากไม่มีการวางแผนการเงินที่เหมาะสม ภาระหนี้ก็อาจสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ


และต้องย้ำว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกลุ่มข้าราชการเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยที่ต้องจับตา


ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ในไตรมาส 2 ปี 2569 หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ประมาณ 6.43 ล้านล้านบาท คิดเป็น 85.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP


หนี้เหล่านี้มีหลายประเภท ทั้งสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต และสินเชื่อเพื่อการบริโภค ซึ่งหากเป็นหนี้ที่ไม่ได้ช่วยสร้างรายได้ในอนาคต ก็อาจกลายเป็นภาระระยะยาวที่กัดกินรายได้และลดความสามารถในการออม


เกษียณแล้วต้องใช้เงินเดือนละ 37,000 บาท แต่ 73% ออมไม่ถึงเกณฑ์


อีกเรื่องที่หลายคนอาจมองข้ามคือ การเกษียณไม่ได้หมายความว่าเราจะหยุดใช้เงิน แม้จะไม่ต้องเดินทางไปทำงานทุกวัน แต่ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าที่อยู่อาศัย ค่าเดินทาง และค่าดูแลสุขภาพยังคงอยู่


กบข. ประเมินค่าใช้จ่ายหลังเกษียณตามเกณฑ์ P75 ซึ่งเป็นระดับที่ใช้ประเมินความเพียงพอของเงินสำหรับการดำรงชีวิตหลังเกษียณไว้ที่ประมาณ 37,000 บาทต่อเดือน


อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของ กบข. พบว่า สมาชิกประมาณ 73% มีเงินออมต่ำกว่าเกณฑ์ดังกล่าว หมายความว่า สมาชิกเกือบ 3 ใน 4 คน ยังมีความเสี่ยงที่เงินออมหลังเกษียณอาจไม่เพียงพอกับระดับค่าใช้จ่ายที่ใช้เป็นเกณฑ์ประเมิน


นอกจากเงินออมที่อาจไม่เพียงพอแล้ว อีกปัญหาหนึ่งคือสมาชิกจำนวนมากยังไม่ได้เลือกออมเงินเพิ่ม ทั้งที่กฎหมายเปิดโอกาสให้สมาชิก กบข. สามารถออมเพิ่มจากอัตราปกติได้


ข้อมูลล่าสุดระบุว่า สมาชิกประมาณ 65% หรือกว่า 830,000 คน ยังไม่ได้ออมเพิ่ม ขณะที่ผู้ที่ออมเพิ่มมีประมาณ 448,000 คน หรือ 35%


ตัวเลขนี้สะท้อนว่า การเตรียมเงินไว้ใช้หลังเกษียณยังเป็นเรื่องที่สมาชิกจำนวนมากต้องให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะยิ่งเริ่มวางแผนช้า โอกาสสะสมเงินออมให้เพียงพอก็อาจยิ่งจำกัดลง

สรุปข่าว

กบข. เตือนความเสี่ยงทางการเงินหลังเกษียณ หลังพบหนี้ข้าราชการเฉลี่ย 1.8 ล้านบาทต่อคน สูงกว่าเงินก้อนจากกองทุนที่ส่วนใหญ่อยู่ที่ 1–1.5 ล้านบาท สมาชิก กบข. ราว 73% มีเงินออมต่ำกว่าเกณฑ์ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ 37,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ 65% ยังไม่ได้ออมเงินเพิ่ม กบข. เร่งพัฒนาแนวทางดูแลสุขภาพการเงินรายบุคคล พร้อมเตรียมเปิดทางให้นำเงินบำนาญมาออมต่อ เพื่อเพิ่มความมั่นคงในวัยเกษียณ

ข้าราชการไทยหนี้ท่วม แบกภาระเฉลี่ย 1,800,000 บาทต่อคน เตือนเสี่ยงเงินเกษียณไม่พอจ่าย? แก้ก่อนจะสาย!


กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. ส่งสัญญาณเตือนว่า ข้าราชการไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงทางการเงินหลังเกษียณ เมื่อภาระหนี้เฉลี่ยสูงถึง 1.8 ล้านบาทต่อคน แต่เงินก้อนที่จะได้รับจากกองทุนตอนเกษียณ ส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 1–1.5 ล้านบาทเท่านั้น


คำถามสำคัญคือ ปัญหานี้รุนแรงแค่ไหน ทำไมคนที่มีรายได้ประจำอย่างข้าราชการถึงมีหนี้สูง และจะมีทางออกอย่างไร เพื่อไม่ให้ชีวิตหลังเกษียณต้องเริ่มต้นด้วยภาระหนี้ที่ยังจ่ายไม่หมด

หนี้เฉลี่ย 1.8 ล้านบาท เงินเกษียณอาจไม่พอปิดหนี้


ข้อมูลจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. สะท้อนความเสี่ยงที่น่ากังวลว่า ข้าราชการจำนวนหนึ่งอาจเผชิญปัญหาการเงินหลังเกษียณ เพราะภาระหนี้สินสูงกว่าเงินออมที่มีอยู่


โดยหนี้ของข้าราชการเกษียณมีมูลค่าเฉลี่ยประมาณ 1.8 ล้านบาทต่อคน ขณะที่เงินก้อนที่สมาชิกจะได้รับจาก กบข. เมื่อเกษียณ ส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 1–1.5 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าภาระหนี้ที่ต้องรับผิดชอบ


ปัจจุบัน กบข. มีสมาชิกเกือบ 1.3 ล้านคน และในแต่ละปีมีสมาชิกเกษียณอายุราชการประมาณ 20,000 คน ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่า ปัญหาการเตรียมความพร้อมทางการเงินก่อนเกษียณเป็นเรื่องที่ต้องเร่งให้ความสำคัญ


ลองนึกภาพง่าย ๆ หากวันนี้เราเกษียณและมีเงินก้อน 1.5 ล้านบาท แต่ยังมีหนี้อยู่ 1.8 ล้านบาท ต่อให้เอาเงินทั้งหมดไปชำระหนี้ ก็ยังเหลือหนี้อีกประมาณ 300,000 บาท ที่สำคัญ เงินก้อนที่ควรเก็บไว้ใช้จ่ายในชีวิตหลังเกษียณก็แทบไม่เหลือแล้ว


นี่คือสิ่งที่ กบข. กำลังเป็นห่วง เพราะเงินออมจากกองทุนควรเป็นหลักประกันความมั่นคงในวัยเกษียณ แต่หากต้องนำเงินส่วนใหญ่ไปปิดหนี้ ก็อาจทำให้สมาชิกมีเงินไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในระยะยาว

ทำไมข้าราชการรายได้มั่นคง แต่หนี้สูง?


คำถามคือ ทำไมคนที่มีรายได้ประจำและค่อนข้างมั่นคงอย่างข้าราชการ ถึงยังมีภาระหนี้สินจำนวนมาก เรื่องนี้ต้องมองหลายมิติ โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างคำว่า “มีรายได้ประจำ” กับ “มีเงินเหลือเก็บ”


เพราะการมีรายได้ทุกเดือนไม่ได้หมายความว่าจะมีเงินเหลือออมเสมอไป ระหว่างทางของชีวิตยังมีค่าใช้จ่ายอีกมาก ทั้งค่าบ้าน ค่ารถ ค่าเล่าเรียนลูก ค่าใช้จ่ายในครอบครัว ตลอดจนหนี้ส่วนบุคคลและภาระอื่น ๆ


ขณะเดียวกัน การมีรายได้ประจำที่สม่ำเสมออาจทำให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินประเมินความสามารถในการชำระหนี้ได้ง่ายกว่าผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน จึงอาจทำให้เข้าถึงสินเชื่อได้ต่อเนื่อง หากไม่มีการวางแผนการเงินที่เหมาะสม ภาระหนี้ก็อาจสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ


และต้องย้ำว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกลุ่มข้าราชการเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยที่ต้องจับตา


ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ในไตรมาส 2 ปี 2569 หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ประมาณ 6.43 ล้านล้านบาท คิดเป็น 85.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP


หนี้เหล่านี้มีหลายประเภท ทั้งสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต และสินเชื่อเพื่อการบริโภค ซึ่งหากเป็นหนี้ที่ไม่ได้ช่วยสร้างรายได้ในอนาคต ก็อาจกลายเป็นภาระระยะยาวที่กัดกินรายได้และลดความสามารถในการออม


เกษียณแล้วต้องใช้เงินเดือนละ 37,000 บาท แต่ 73% ออมไม่ถึงเกณฑ์


อีกเรื่องที่หลายคนอาจมองข้ามคือ การเกษียณไม่ได้หมายความว่าเราจะหยุดใช้เงิน แม้จะไม่ต้องเดินทางไปทำงานทุกวัน แต่ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าที่อยู่อาศัย ค่าเดินทาง และค่าดูแลสุขภาพยังคงอยู่


กบข. ประเมินค่าใช้จ่ายหลังเกษียณตามเกณฑ์ P75 ซึ่งเป็นระดับที่ใช้ประเมินความเพียงพอของเงินสำหรับการดำรงชีวิตหลังเกษียณไว้ที่ประมาณ 37,000 บาทต่อเดือน


อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของ กบข. พบว่า สมาชิกประมาณ 73% มีเงินออมต่ำกว่าเกณฑ์ดังกล่าว หมายความว่า สมาชิกเกือบ 3 ใน 4 คน ยังมีความเสี่ยงที่เงินออมหลังเกษียณอาจไม่เพียงพอกับระดับค่าใช้จ่ายที่ใช้เป็นเกณฑ์ประเมิน


นอกจากเงินออมที่อาจไม่เพียงพอแล้ว อีกปัญหาหนึ่งคือสมาชิกจำนวนมากยังไม่ได้เลือกออมเงินเพิ่ม ทั้งที่กฎหมายเปิดโอกาสให้สมาชิก กบข. สามารถออมเพิ่มจากอัตราปกติได้


ข้อมูลล่าสุดระบุว่า สมาชิกประมาณ 65% หรือกว่า 830,000 คน ยังไม่ได้ออมเพิ่ม ขณะที่ผู้ที่ออมเพิ่มมีประมาณ 448,000 คน หรือ 35%


ตัวเลขนี้สะท้อนว่า การเตรียมเงินไว้ใช้หลังเกษียณยังเป็นเรื่องที่สมาชิกจำนวนมากต้องให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะยิ่งเริ่มวางแผนช้า โอกาสสะสมเงินออมให้เพียงพอก็อาจยิ่งจำกัดลง

กบข. เปลี่ยนบทบาท ดูแลสุขภาพการเงินสมาชิกให้มากขึ้น


แล้วทางออกของปัญหานี้จะเป็นอย่างไร เพราะหากปล่อยให้คนจำนวนมากเกษียณไปพร้อมกับหนี้สินก้อนใหญ่ ผลกระทบก็อาจไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวสมาชิกและครอบครัว แต่ยังเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางการเงินของคนวัยเกษียณในภาพรวมด้วย


ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการ กบข. ระบุว่า กบข. กำลังพยายามเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงกองทุนที่บริหารเงินลงทุน ไปสู่การเป็นองค์กรที่เข้าใจสุขภาพทางการเงินของสมาชิกมากขึ้น


หนึ่งในแนวทางที่กำลังพัฒนาคือ การเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบ Datalake กับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กระทรวงการคลัง เครดิตบูโร กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อให้เห็นภาพฐานะทางการเงินของสมาชิกได้ละเอียดขึ้น ทั้งรายได้ เงินออม สินทรัพย์ และหนี้สิน


เป้าหมายคือการนำข้อมูลมาใช้ให้คำแนะนำด้านการเงินที่เหมาะกับสมาชิกแต่ละคน ไม่ใช่ใช้แนวทางเดียวกับทุกคน


ตัวอย่างเช่น สมาชิกที่มีหนี้สูงอาจต้องให้ความสำคัญกับการจัดการหนี้และลดภาระดอกเบี้ยก่อน ขณะที่ผู้ที่มีฐานะทางการเงินแข็งแรงอยู่แล้ว อาจเพิ่มเงินออมหรือวางแผนลงทุนเพื่อสร้างรายได้สำหรับชีวิตหลังเกษียณได้มากขึ้น


เพราะการวางแผนการเงินที่ดีไม่ใช่เพียงการบอกให้ทุกคนออมเงินเพิ่ม แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าแต่ละคนมีภาระและข้อจำกัดอะไร และควรเริ่มแก้ปัญหาจากจุดไหนก่อน


เกษียณแล้วก็ยังออมได้ กบข. เตรียมเปิดทางให้ออมต่อจากเงินบำนาญ


อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาคือ ข้าราชการที่เกษียณแล้วอาจมีทางเลือกในการบริหารเงินเพิ่มขึ้น เพราะนอกจากเงินก้อนจาก กบข. แล้ว ข้าราชการที่มีสิทธิยังได้รับเงินบำนาญเป็นประจำทุกเดือนจากกรมบัญชีกลาง


ผลสำรวจเบื้องต้นของ กบข. พบว่า สมาชิกสูงถึง 80.2% สนใจนำเงินบำนาญรายเดือนมาออมต่อกับ กบข.


จากความสนใจดังกล่าว กบข. จึงเตรียมเปิดทางให้ข้าราชการที่เกษียณแล้วสามารถนำเงินบำนาญมาออมต่อได้ โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเพิ่มความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว


แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยให้ผู้เกษียณมีโอกาสสะสมเงินออมเพิ่มเติม แต่ยังช่วยส่งเสริมให้มีระบบบริหารเงินอย่างเป็นแบบแผน ลดความเสี่ยงจากการถือเงินสดหรือการตัดสินใจทางการเงินโดยขาดข้อมูล ซึ่งอาจทำให้ตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพที่หลอกลวงผู้สูงวัยได้ด้วย


สำหรับความคืบหน้า ร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องจัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว และเตรียมนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ กบข. ก่อนส่งต่อไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และเข้าสู่ขั้นตอนของรัฐสภาตามลำดับ โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายใน 2 ปี ทั้งนี้ ยังต้องติดตามความคืบหน้าของกระบวนการทางกฎหมายต่อไป


ไม่ใช่แค่ออมให้มาก แต่ต้องลงทุนให้เหมาะกับความเสี่ยง


นอกจากการเพิ่มเงินออมแล้ว กบข. ยังอยู่ระหว่างปรับแนวทางการบริหารเงินลงทุน เพื่อให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้ดีขึ้น


เดิมการจัดพอร์ตลงทุนใช้แนวทาง SAA หรือ Strategic Asset Allocation ซึ่งกำหนดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ เช่น หุ้นและตราสารหนี้ แล้วบริหารตามกรอบที่วางไว้


แต่แนวทางที่ กบข. กำลังพัฒนาคือ TPA หรือ Total Portfolio Approach ซึ่งมองภาพรวมของพอร์ตลงทุนเป็นหนึ่งเดียว แทนที่จะพิจารณาสินทรัพย์แต่ละประเภทแยกจากกัน


หัวใจของแนวทางนี้คือ ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “จะลงทุนอะไร” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องประเมินก่อนว่า ขณะนั้นเศรษฐกิจกำลังเผชิญความเสี่ยงอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจชะลอตัว เงินเฟ้อ หรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แล้วจึงเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสมมาช่วยบริหารความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวม


ปัจจุบัน กบข. เริ่มใช้แนวทาง Hybrid TPA ในบางส่วน และกำลังศึกษารูปแบบการบริหารเงินของกองทุนบำนาญชั้นนำในต่างประเทศ เพื่อนำมาพัฒนาแนวทางที่เหมาะสมกับ กบข. ภายในสิ้นปีนี้


ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า การสร้างความมั่นคงหลังเกษียณไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่ออมไว้เท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงวิธีบริหารเงินให้เหมาะกับความเสี่ยงและเป้าหมายการใช้ชีวิตในระยะยาวด้วย


หนี้วันนี้ อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ในวันที่ไม่มีเงินเดือน


เรื่องหนี้ข้าราชการอาจดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนที่ไม่ได้ทำงานราชการ แต่ความจริงแล้ว ปัญหานี้ใกล้ตัวเราทุกคน เพราะไม่ว่าจะทำอาชีพไหน ต่างก็มีโอกาสเผชิญภาระหนี้และความเสี่ยงที่เงินออมจะไม่เพียงพอในวันที่รายได้ลดลงหรือหยุดลง


ตราบใดที่ยังมีรายได้ เราอาจรู้สึกว่ายังสามารถผ่อนชำระหนี้ต่อไปได้ แต่คำถามสำคัญคือ หากวันหนึ่งรายได้ไม่เหมือนเดิม เราจะยังรับมือกับภาระหนี้ที่มีอยู่ไหวหรือไม่


การเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ ทั้งการจัดการหนี้ การเพิ่มเงินออม และการวางแผนใช้เงินหลังเกษียณ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรรอให้ถึงวันเกษียณแล้วค่อยเริ่มต้น

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ

แท็กบทความ

กบข.วัยเกษียณ
หนี้ข้าราชการ
สุขภาพการเงิน
เงินออมWorld Wide Wealth