ทองคำระยะสั้นยังถูกกดดัน จับตา น้ำมัน–เงินเฟ้อ แนวรับสำคัญ 4,080 เหรียญ

Share on Line Share on Facebook Share on X

คลาสสิก ออสสิริส ชี้ปัจจัยกดดันราคาทอง พร้อมแนะกลยุทธ์ลงทุน

ราคาทองคำปรับฐานร่วงลงมาแรงในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา นายธนะเกียรติ ปฐมะพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัย และฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน คลาสสิก ออสสิริส จำกัด ประเมินว่า ราคาทองคำมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะหลุดระดับ 4,000 เหรียญ อย่างไรก็ตาม จุดที่น่ากังวลคือบริเวณแนวรับ 4,085 เหรียญ หากหลุดระดับนี้อาจทำให้ราคาร่วงลงไปยาวกว่าเดิม

ปัจจัยหลักที่เข้ามากระทบตลาดในช่วงนี้ มาจากทิศทางราคาพลังงานที่ยังไม่ฟื้นตัว และต้นทุนเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้ตลาดกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป โดยมีตัวเลขสำคัญที่ต้องติดตามคือ การจ้างงานนอกภาคเกษตรของภาคเอกชนที่คาดว่าจะขยายตัวมากขึ้น สะท้อนว่าเงินเฟ้อฝั่งการจ้างงานยังคงสูงอยู่ รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อจากการบริโภค (PCE) ที่คาดว่าจะแตะระดับ 3.7% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของเฟดที่ 2% อย่างชัดเจน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นแรงกดดันให้เฟดต้องพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ส่วนตัวเลข GDP ของสหรัฐฯ นั้นแทบไม่มีผลต่อตลาดแล้ว เนื่องจากเป็นข้อมูลที่ตลาดรับรู้ไปหมดแล้วจากการประกาศทั้ง 3 ครั้ง

สรุปข่าว

ราคาทองคำเสี่ยงร่วงหลุด 4,000 เหรียญ โดยมีแนวรับสำคัญที่ 4,085 เหรียญ ซึ่งถูกกดดันจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อ กลยุทธ์ระยะสั้นแนะเน้นเปิดสถานะขาย (Short) ทำกำไรจบในวัน ส่วนระยะยาวสามารถทยอยซื้อสะสมที่แนวรับ 4,080 และ 3,820 เหรียญ

คลาสสิก ออสสิริส ชี้ปัจจัยกดดันราคาทอง พร้อมแนะกลยุทธ์ลงทุน

ราคาทองคำปรับฐานร่วงลงมาแรงในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา นายธนะเกียรติ ปฐมะพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัย และฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน คลาสสิก ออสสิริส จำกัด ประเมินว่า ราคาทองคำมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะหลุดระดับ 4,000 เหรียญ อย่างไรก็ตาม จุดที่น่ากังวลคือบริเวณแนวรับ 4,085 เหรียญ หากหลุดระดับนี้อาจทำให้ราคาร่วงลงไปยาวกว่าเดิม

ปัจจัยหลักที่เข้ามากระทบตลาดในช่วงนี้ มาจากทิศทางราคาพลังงานที่ยังไม่ฟื้นตัว และต้นทุนเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้ตลาดกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป โดยมีตัวเลขสำคัญที่ต้องติดตามคือ การจ้างงานนอกภาคเกษตรของภาคเอกชนที่คาดว่าจะขยายตัวมากขึ้น สะท้อนว่าเงินเฟ้อฝั่งการจ้างงานยังคงสูงอยู่ รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อจากการบริโภค (PCE) ที่คาดว่าจะแตะระดับ 3.7% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของเฟดที่ 2% อย่างชัดเจน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นแรงกดดันให้เฟดต้องพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ส่วนตัวเลข GDP ของสหรัฐฯ นั้นแทบไม่มีผลต่อตลาดแล้ว เนื่องจากเป็นข้อมูลที่ตลาดรับรู้ไปหมดแล้วจากการประกาศทั้ง 3 ครั้ง

ด้านปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ต้องจับตาคือ การเจรจาการค้าระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และประเด็นการยุติการยิง 7 วันที่ยังต้องรอความชัดเจน หากความขัดแย้งยุติลง จะส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวลดลง และช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ทำให้เฟดอาจไม่จำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งประเด็นนี้จะเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ ในทางกลับกัน หากเกิดกรณีสงครามการค้า ราคาทองคำมักจะปรับตัวสูงขึ้นเพื่อรับมือกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

กลยุทธ์การลงทุน

  • ระยะกลางและระยะยาว นักลงทุนสามารถเริ่มทยอยเข้าซื้อสะสมได้ในสัดส่วนน้อย เนื่องจากราคาเริ่มปรับตัวเข้าใกล้ระดับที่เหมาะสม โดยมีแนวรับที่น่าสนใจบริเวณ 4,080 เหรียญ (เทียบเท่าราคาไทยประมาณ 64,000 บาท) และแนวรับสุดท้ายบริเวณ 3,820 เหรียญ (เทียบเท่าราคาไทยประมาณ 59,000 บาท)

  • ระยะสั้น แนะนำให้เน้นเปิดสถานะฝั่งขาย (Short) เนื่องจากมีความได้เปรียบและทำกำไรได้ง่ายกว่าในสภาวะตลาดปัจจุบัน แต่ควรเป็นการลงทุนแบบจบภายในวัน โดยตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ไว้ที่ 4,205 เหรียญ และมีเป้าหมายทำกำไรด้านล่างที่ระดับ 4,150 และ 4,120 เหรียญ

จากอดีตช่างภาพภาคสนาม ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นโปรดิวเซอร์สายเศรษฐกิจ แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญการลงทุน แต่ถนัดย่อยกราฟหุ้นยากๆ ให้เป็นคอนเทนต์เข้าใจง่าย ขับเคลื่อนชีวิตด้วยอเมริกาโน่เย็นไม่หวาน