"สิงคโปร์" เศรษฐกิจโต แต่ทำไมบริษัทแห่เอาคนออก? เลิกจ้างพุ่งสูงสุดรอบ 6 ปี
"สิงคโปร์" กับวิกฤตเลิกจ้าง? ตัวเลขพุ่งสูงสุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ยุคโควิด เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมประเทศที่ดูดี มีเศรษฐกิจที่แข็งแรง ยังต้องเอาคนออก เลิกจ้างมากขนาดนี้
เรื่องนี้น่าสนใจอย่างมาก เพราะใกล้ตัวเราคนไทยกว่าที่คิด กับเทรนด์เศรษฐกิจของโลกที่กำลังเปลี่ยนไป โลกธุรกิจที่ไม่เหมือนเดิม และอาจเป็นเรื่องที่คนทำงานต้องรีบฟังก่อนที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
เลิกจ้างพุ่ง แต่เศรษฐกิจยังโต
สิงคโปร์กำลังเจอกับตัวเลข “คนถูกเลิกจ้าง” ที่พุ่งขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด
ล่าสุดไตรมาส 2 ปี 2569 มีคนถูกเลิกจ้างถึง 4,620 คน เพิ่มจากไตรมาสแรกที่ 3,830 คน และเป็นตัวเลขสูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2563 ที่ตอนนั้นเกิดการเลิกจ้าง 5,640 คน ท่ามกลางวิกฤตโควิด
แต่ครั้งนี้…ไม่ใช่โควิด และสิงคโปร์ไม่ได้บอกว่าเศรษฐกิจกำลังพัง ตรงกันข้าม เศรษฐกิจไตรมาส 2 ยังโตถึง 5.9%
แล้วมันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมเศรษฐกิจยังโต แต่คนกลับถูกเลิกจ้างมากขึ้น? และที่สำคัญกว่านั้น นี่กำลังเป็นภาพที่ประเทศไทยต้องจับตาหรือไม่?
ไม่ใช่ไม่มีงาน แต่ธุรกิจกำลังเปลี่ยน
ถ้าพูดว่าเลิกจ้าง คนส่วนใหญ่อาจคิดทันทีว่า บริษัทขายไม่ดี กำไรหาย เศรษฐกิจถดถอย ก็เลยต้องลดคน แต่กรณีของสิงคโปร์ สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้มีอะไรที่ซับซ้อนมากกว่านั้น
กระทรวงแรงงานสิงคโปร์ หรือ MOM ระบุชัดว่า การเพิ่มขึ้นของการเลิกจ้างในไตรมาส 2 ส่วนใหญ่เกิดจาก การปรับโครงสร้างองค์กรและการจัดระเบียบธุรกิจใหม่
พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ไม่ได้แปลว่าบริษัทไม่มีงาน แต่อาจหมายถึงบริษัทกำลังเปลี่ยนวิธีการทำงาน
บางตำแหน่งหายไป บางแผนกถูกรวมกัน บางงานย้ายไปใช้เทคโนโลยี บางธุรกิจตัดส่วนที่ไม่ทำเงิน แล้วเอาเงินไปลงกับธุรกิจที่บริษัทคิดว่าจะโตในอนาคต
กระทรวงแรงงานสิงคโปร์บอกว่า การเลิกจ้างที่เพิ่มขึ้นกระจุกตัวในธุรกิจที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะภาคการผลิต เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และบริการทางการเงิน
Reuters รายงานว่า ตัวเลขการเลิกจ้างในสิงคโปร์ไตรมาส 2 แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2563 และการเพิ่มขึ้นมาครั้งนี้สัมพันธ์กับการปรับโครงสร้างธุรกิจในภาคที่มีการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ
สรุปข่าว
"สิงคโปร์" กับวิกฤตเลิกจ้าง? ตัวเลขพุ่งสูงสุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ยุคโควิด เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมประเทศที่ดูดี มีเศรษฐกิจที่แข็งแรง ยังต้องเอาคนออก เลิกจ้างมากขนาดนี้
เรื่องนี้น่าสนใจอย่างมาก เพราะใกล้ตัวเราคนไทยกว่าที่คิด กับเทรนด์เศรษฐกิจของโลกที่กำลังเปลี่ยนไป โลกธุรกิจที่ไม่เหมือนเดิม และอาจเป็นเรื่องที่คนทำงานต้องรีบฟังก่อนที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
เลิกจ้างพุ่ง แต่เศรษฐกิจยังโต
สิงคโปร์กำลังเจอกับตัวเลข “คนถูกเลิกจ้าง” ที่พุ่งขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด
ล่าสุดไตรมาส 2 ปี 2569 มีคนถูกเลิกจ้างถึง 4,620 คน เพิ่มจากไตรมาสแรกที่ 3,830 คน และเป็นตัวเลขสูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2563 ที่ตอนนั้นเกิดการเลิกจ้าง 5,640 คน ท่ามกลางวิกฤตโควิด
แต่ครั้งนี้…ไม่ใช่โควิด และสิงคโปร์ไม่ได้บอกว่าเศรษฐกิจกำลังพัง ตรงกันข้าม เศรษฐกิจไตรมาส 2 ยังโตถึง 5.9%
แล้วมันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมเศรษฐกิจยังโต แต่คนกลับถูกเลิกจ้างมากขึ้น? และที่สำคัญกว่านั้น นี่กำลังเป็นภาพที่ประเทศไทยต้องจับตาหรือไม่?
ไม่ใช่ไม่มีงาน แต่ธุรกิจกำลังเปลี่ยน
ถ้าพูดว่าเลิกจ้าง คนส่วนใหญ่อาจคิดทันทีว่า บริษัทขายไม่ดี กำไรหาย เศรษฐกิจถดถอย ก็เลยต้องลดคน แต่กรณีของสิงคโปร์ สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้มีอะไรที่ซับซ้อนมากกว่านั้น
กระทรวงแรงงานสิงคโปร์ หรือ MOM ระบุชัดว่า การเพิ่มขึ้นของการเลิกจ้างในไตรมาส 2 ส่วนใหญ่เกิดจาก การปรับโครงสร้างองค์กรและการจัดระเบียบธุรกิจใหม่
พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ไม่ได้แปลว่าบริษัทไม่มีงาน แต่อาจหมายถึงบริษัทกำลังเปลี่ยนวิธีการทำงาน
บางตำแหน่งหายไป บางแผนกถูกรวมกัน บางงานย้ายไปใช้เทคโนโลยี บางธุรกิจตัดส่วนที่ไม่ทำเงิน แล้วเอาเงินไปลงกับธุรกิจที่บริษัทคิดว่าจะโตในอนาคต
กระทรวงแรงงานสิงคโปร์บอกว่า การเลิกจ้างที่เพิ่มขึ้นกระจุกตัวในธุรกิจที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะภาคการผลิต เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และบริการทางการเงิน
Reuters รายงานว่า ตัวเลขการเลิกจ้างในสิงคโปร์ไตรมาส 2 แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2563 และการเพิ่มขึ้นมาครั้งนี้สัมพันธ์กับการปรับโครงสร้างธุรกิจในภาคที่มีการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ
งานยังมี แต่คนกับงานอาจไม่ตรงกัน
แต่มีอีกตัวเลขหนึ่งที่น่าสนใจมาก เพราะในขณะที่คนถูกเลิกจ้างเพิ่มขึ้น ตำแหน่งงานก็ยังมีอยู่
ล่าสุดเดือนมิถุนายน สิงคโปร์มีตำแหน่งงานว่างประมาณ 68,600 ตำแหน่ง นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า สิงคโปร์ยังมีตำแหน่งงานว่างประมาณ 1.48 ตำแหน่งต่อคนว่างงาน 1 คน
แปลว่าอะไร? แปลว่า สิงคโปร์ไม่ได้อยู่ในภาวะ “ไม่มีงาน” หรือ “งานหายไปทั้งประเทศ” แต่กำลังเจอปัญหาอีกแบบหนึ่ง คือ งานเปลี่ยนไป อาชีพเปลี่ยนแปลงไป
งานเก่ากำลังหาย แต่งานใหม่หาคนทำยังไม่ได้ ไม่ตรงกับความสามารถหรือคุณสมบัติของคนที่ถูกเลิกจ้างออกไปนั่นเอง
ดังนั้น ต้องย้ำว่า นี่คือจุดที่น่ากลัวกว่าตัวเลขคนตกงาน 4ลองนึกภาพคนทำงานคนหนึ่ง สมมติทำงานด้านการเงินมาหลายปี อยู่ดี ๆ บริษัทปรับโครงสร้าง ตำแหน่งเดิมหายไป
แต่ตลาดยังมีงานนะ เพียงแต่งานใหม่อาจต้องการทักษะอีกแบบ ต้องใช้ข้อมูลมากขึ้น ใช้ AI มากขึ้น ต้องทำงานข้ามสาย ต้องวิเคราะห์มากขึ้น หรือบางตำแหน่งต้องทำงานกับเทคโนโลยีที่เมื่อ 5 ปีก่อนอาจยังไม่มี นี่คือโจทย์ใหญ่ของตลาดแรงงานยุคนี้
ตลาดแรงงานสองภาพ จ้างเพิ่มพร้อมเลิกจ้าง
ดังนั้น สิ่งสำคัญที่เราต้องฟังให้ดี คือ สิงคโปร์กำลังเจอ “ตลาดแรงงานสองภาพ” คือ เพิ่มขึ้นทั้งการจ้างงานใหม่ และการเลิกจ้างด้วย
ไตรมาส 2 การจ้างงานโดยรวมของสิงคโปร์ยังเพิ่มขึ้น 11,400 ตำแหน่ง ถือเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 19 ขณะที่อัตราว่างงานโดยรวมก็ยังต่ำเพียง 1.9%
แต่ว่าคนที่ถูกเลิกจ้างไปแล้ว และได้กลับเข้าสู่ตลาดงานภายใน 6 เดือน กลับลดลง กระทรวงแรงงานสิงคโปร์จึงมองว่า คนที่ถูกเลิกจ้างกำลังใช้เวลานานขึ้นในการหางานใหม่
AI เร่งให้บริษัทต้องเปลี่ยน
ถามว่าทำไมบริษัทหรือธุรกิจต้องเร่งต้องรีบปรับโครงสร้างในเวลานี้? คำตอบสำคัญ คือ การมาของ AI 4ถ้าไม่ปรับอาจจะตกขบวน อาจจะสายเกินไป
พูดถึง AI ไม่ได้หมายความว่า อยู่ดี ๆ ทุกบริษัทจะเอา AI มาแทนคนทั้งหมด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก่อนหน้านั้นคือ บริษัทเริ่มตั้งคำถามว่า AI จะช่วยอะไรได้บ้าง
ตามด้วยคำถามว่า “งานไหนทำให้เร็วขึ้นได้?” “แผนกไหนลดขั้นตอนได้?” “งานไหนให้ระบบทำแทนได้?” และ “คนหนึ่งคนทำงานได้มากขึ้นหรือไม่?”
ดังนั้น บริษัทไม่จำเป็นต้องลดคนแบบยกแผนกเสมอไป แต่อาจเป็นการลดบางตำแหน่ง แล้วเพิ่มตำแหน่งใหม่
ภาพแบบนี้เห็นได้ในหลายบริษัททั่วโลก ตัวอย่างเช่น Microsoft ประกาศลดตำแหน่งงานในปีนี้ ขณะเดียวกันก็เดินหน้าโยกทรัพยากรไปยังธุรกิจและเทคโนโลยีที่บริษัทให้ความสำคัญมากขึ้น
จากสิงคโปร์ มองโลก มองไทย
จากสิงคโปร์ มองโลก มองไทย วันนี้ภาพรวมและผลกระทบแทบไม่ต่างกัน แต่สิงคโปร์อาจจะกระทบได้ไวกว่า แต่อาจจะเป็นสัญญาณเตือนเราด้วยเช่นกัน
สิงคโปร์เป็นประเทศเล็ก แต่เป็นศูนย์กลางการค้า การเงิน เทคโนโลยี และโลจิสติกส์ระดับโลก
เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจของสิงคโปร์จึงไวต่อสิ่งที่เกิดขึ้นข้างนอก ทั้งภาษีการค้า สงคราม ราคาพลังงาน การแข่งขันจากจีน การย้ายฐานการผลิต AI และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน ทั้งหมดนี้ส่งผ่านมาที่บริษัทได้
แต่ต้องย้ำด้วยว่าสำหรับภาพในปีนี้ 2569 ก็ไม่ได้มีแต่ด้านลบ
เพราะข้อมูลจาก Monetary Authority of Singapore หรือ MAS ระบุว่า เทคโนโลยีและความต้องการลงทุนด้าน AI ยังช่วยพยุงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ชิป หน่วยความจำ และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI
ดังนั้นจึงเกิดภาพที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกัน คือ มีหลายธุรกิจที่กำลังลดคน และอีกหลายธุรกิจที่กำลังต้องการคน
และนี่อาจเป็นคำถามที่สำคัญกว่าเรื่อง “จะตกงานหรือไม่”
เพราะในโลกที่ AI เข้ามา การแข่งขันจากต่างประเทศแรงขึ้น ห่วงโซ่การผลิตเปลี่ยน และธุรกิจต้องลดต้นทุน งานอาจไม่ได้หายไปทั้งหมด
แต่งานแบบเดิมที่เราเคยทำ หรือเราเรียนมา อาจจะกำลังหายไปจากโลก หรือเปลี่ยนไปเร็วกว่าที่เราคิด
คำถามไม่ได้อยู่แค่ว่า “จะตกงานหรือไม่”
เลิกจ้างพุ่ง แต่ก็ยังมีตำแหน่งงานว่างอีกเพียบ นี่คือโจทย์ใหญ่ของสิงคโปร์ ที่น่าสนใจสำหรับไทยเช่นกัน
เพราะแม้ตัวเลขจ้างงานเราจะยังไม่พุ่งแรง แต่สุดท้ายแล้วไทยเราก็หนีการเปลี่ยนผ่านของโลกไม่ได้เช่นกัน
อาชีพเปลี่ยนไป งานเก่าหายไป งานใหม่เกิดขึ้นมา ถามตัวเองอีกครั้ง เราอยู่ตรงไหน พร้อมแล้วหรือยัง
ที่มารูปภาพ : OpenAI
รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ
