3 กลยุทธ์ลงทุน รับดอกเบี้ยโลกขาขึ้น

Share on Line Share on Facebook Share on X
3 กลยุทธ์ลงทุน รับดอกเบี้ยโลกขาขึ้น

หลายปีที่ผ่านมา ภาพของอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลง ถือเป็นหนึ่งในแรงสนับสนุนสำคัญให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยงหลายประเภทปรับตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง แต่วันนี้สภาพแวดล้อมการลงทุนกำลังเปลี่ยนไปอีกครั้ง เมื่อธนาคารกลางหลักของโลกทั้งสหรัฐฯ ยุโรปและญี่ปุ่น เริ่มดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดผ่านการ “ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย” อีกครั้ง อันเนื่องมาจากเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนจึงอาจไม่ใช่เพียงแค่ว่า “ดอกเบี้ยจะขึ้นอีกกี่ครั้ง” แต่คือ “เราควรจัดพอร์ตอย่างไร เพื่อรับมือกับวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น” 

1. ปรับพอร์ตหุ้นจากสไตล์ Growth สู่หุ้นสไตล์ Value เมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้น อัตราคิดลด (Discount Rate) ที่ใช้ประเมินมูลค่าหุ้นก็เพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้หุ้น Growth ที่พึ่งพากำไรในอนาคตและซื้อขายบนค่า P/E ที่สูงกว่าตลาดมักจะมีความอ่อนไหวต่อการขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าหุ้น Value ที่มีผลกำไรและกระแสเงินสดรองรับแข็งแกร่งและยังซื้อขายบน P/E ที่ต่ำกว่าตลาด ทำให้หุ้นกลุ่ม Value สามารถทนทานต่อการหดตัวของมูลค่าหุ้น (Valuation Compression) ได้มากกว่าหุ้น Growth

นอกจากนี้ ในโลกที่ต้นทุนเงินสูงขึ้น นักลงทุนอาจเปลี่ยนจากคำถามว่า “บริษัทโตเร็วแค่ไหน” มาเป็น “การเติบโตนั้นสามารถสร้างกระแสเงินสดได้จริงหรือไม่” ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของตลาดในปัจจุบันที่นักลงทุนเริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพของกระแสเงินสดมากขึ้น โดยข้อมูลผลประกอบการไตรมาส 2/2026 ของบริษัทใน S&P 500 พบว่า บริษัทที่ถูกปรับประมาณการกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) เพิ่มขึ้น สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาด เช่น หุ้นในกลุ่ม Energy, Financials และ Healthcare 

ดังนั้น กลยุทธ์การเลือกหุ้นที่เหมาะสมในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น จึงเป็นการลดน้ำหนักหุ้น Growth ที่มี Valuation สูง และเพิ่มน้ำหนักหุ้น Value คุณภาพสูง ที่มี Valuation สมเหตุสมผล งบดุลแข็งแกร่ง และที่สำคัญคือสามารถสร้าง Free Cash Flow ได้อย่างสม่ำเสมอ 


สรุปข่าว

3 กลยุทธ์ลงทุน รับดอกเบี้ยโลกขาขึ้น โดย ภาคภูมิ พีรยวัฒนา AFPT™ Senior Wealth Manager ธนาคารทิสโก้

หลายปีที่ผ่านมา ภาพของอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลง ถือเป็นหนึ่งในแรงสนับสนุนสำคัญให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยงหลายประเภทปรับตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง แต่วันนี้สภาพแวดล้อมการลงทุนกำลังเปลี่ยนไปอีกครั้ง เมื่อธนาคารกลางหลักของโลกทั้งสหรัฐฯ ยุโรปและญี่ปุ่น เริ่มดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดผ่านการ “ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย” อีกครั้ง อันเนื่องมาจากเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนจึงอาจไม่ใช่เพียงแค่ว่า “ดอกเบี้ยจะขึ้นอีกกี่ครั้ง” แต่คือ “เราควรจัดพอร์ตอย่างไร เพื่อรับมือกับวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น” 

1. ปรับพอร์ตหุ้นจากสไตล์ Growth สู่หุ้นสไตล์ Value เมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้น อัตราคิดลด (Discount Rate) ที่ใช้ประเมินมูลค่าหุ้นก็เพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้หุ้น Growth ที่พึ่งพากำไรในอนาคตและซื้อขายบนค่า P/E ที่สูงกว่าตลาดมักจะมีความอ่อนไหวต่อการขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าหุ้น Value ที่มีผลกำไรและกระแสเงินสดรองรับแข็งแกร่งและยังซื้อขายบน P/E ที่ต่ำกว่าตลาด ทำให้หุ้นกลุ่ม Value สามารถทนทานต่อการหดตัวของมูลค่าหุ้น (Valuation Compression) ได้มากกว่าหุ้น Growth

นอกจากนี้ ในโลกที่ต้นทุนเงินสูงขึ้น นักลงทุนอาจเปลี่ยนจากคำถามว่า “บริษัทโตเร็วแค่ไหน” มาเป็น “การเติบโตนั้นสามารถสร้างกระแสเงินสดได้จริงหรือไม่” ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของตลาดในปัจจุบันที่นักลงทุนเริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพของกระแสเงินสดมากขึ้น โดยข้อมูลผลประกอบการไตรมาส 2/2026 ของบริษัทใน S&P 500 พบว่า บริษัทที่ถูกปรับประมาณการกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) เพิ่มขึ้น สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาด เช่น หุ้นในกลุ่ม Energy, Financials และ Healthcare 

ดังนั้น กลยุทธ์การเลือกหุ้นที่เหมาะสมในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น จึงเป็นการลดน้ำหนักหุ้น Growth ที่มี Valuation สูง และเพิ่มน้ำหนักหุ้น Value คุณภาพสูง ที่มี Valuation สมเหตุสมผล งบดุลแข็งแกร่ง และที่สำคัญคือสามารถสร้าง Free Cash Flow ได้อย่างสม่ำเสมอ 


2. ทยอยสะสมตราสารหนี้โลก (Global Bonds) เพื่อล๊อก Yield สูงในรอบเกือบ 2 ทศวรรษ แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกในครั้งนี้ ยังได้สะท้อนเข้ามาในตลาดตราสารหนี้โลกเช่นเดียวกัน โดย Global Bond Yield อายุ 10 ปีปรับตัวขึ้นมาแตะระดับ 4.5% ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 18 ปี นับตั้งแต่วิกฤต Subprime ปี 2008 หากเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีที่ราว 2.3% ส่วนต่างของ Yield ที่กว้างขึ้นทำให้ Global Bonds มีความน่าสนใจในการลงทุน จังหวะนี้จึงเป็นโอกาสทยอยสะสมตราสารหนี้โลกคุณภาพดี (Investment Grade) ระยะกลางถึงยาว เพื่อรับ Carry Yield ที่อยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ หากเงินเฟ้อเริ่มชะลอตัวลงจนเกิดการลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต นักลงทุนยังมีโอกาสได้รับ Capital Gain จากราคาพันธบัตรที่เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย ทั้งนี้ สำหรับนักลงทุนที่รับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้ การลงทุนตราสารหนี้โลกผ่านกองทุน Share Class แบบ Unhedged ก็เป็นอีกทางเลือกในการเพิ่มผลตอบแทนในช่วงที่เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า

3. กระจายพอร์ตสู่หุ้น Energy รับมือความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน การกลับมาของเงินเฟ้อและดอกเบี้ยขาขึ้นในรอบนี้ได้รับแรงกดดันสำคัญจาก Supply Shock และราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่มีข้อยุติถาวร ทำให้สมดุลอุปทานน้ำมันโลกยังคง “เปราะบาง” แม้บรรดาประเทศผู้ส่งออกน้ำมันจะอาศัยเส้นทางขนส่งทางเลือกเพื่อทดแทนช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิด รวมถึงมีการระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน แต่วิธีการเหล่านี้ยังมีข้อจำกัดและไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน

ประเด็นดังกล่าวส่งผลให้ความเสี่ยงของราคาน้ำมันในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2026 ยังคงโน้มเอียงไปทางขาขึ้น ดังนั้น นักลงทุนจึงควรกระจายพอร์ตไปยังหุ้นกลุ่มพลังงาน (Energy) ซึ่งนอกจากมีโอกาสได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงแล้ว ยังสามารถทำหน้าที่เป็น Natural Hedge ของพอร์ต หากอุปทานน้ำมันโลกยังคงตึงตัว ราคาพลังงานกลับมาเร่งตัวและผลักดันเงินเฟ้อรวมถึงอัตราดอกเบี้ยให้สูงกว่าที่ตลาดคาด


 

 

 

ในโลกที่ดอกเบี้ยกลับมาเป็นขาขึ้น กลยุทธ์สำคัญจึงไม่ใช่การ “หนีความเสี่ยง” แต่คือการ “บริหารความเสี่ยง” ให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ด้วยการเลือกหุ้นที่ Valuation สมเหตุสมผลและมีกระแสเงินสดรองรับ ทยอยล็อก Yield ตราสารหนี้โลกที่กลับมาอยู่ในระดับสูง และกระจายพอร์ตสู่หุ้นกลุ่ม Energy เพื่อรับมือกับความเสี่ยงเงินเฟ้อที่อาจสูงกว่าคาด เพราะเมื่อวัฏจักรการลงทุนเปลี่ยน “โอกาส” ไม่ได้หายไป เพียงแต่ย้ายจากสินทรัพย์หนึ่งไปสู่อีกสินทรัพย์หนึ่ง

บรรณาธิการ TNN WEALTH ผู้ดำเนินรายการเศรษฐกิจและการลงทุน นักเขียนหนังสือสูตรลับเซียนหุ้น