เวียดนาม ใช้ "ไลฟ์ขายของ" บุกตลาดโลก หวังเพิ่มยอดส่งออกสินค้าออนไลน์
“เวียดนาม” ปั้นไลฟ์ขายของออนไลน์ เป็นอาวุธส่งออก บุกตลาดโลก
เวียดนามเดินเกมใหม่ ดัน “ไลฟ์ขายของ” และคอนเทนต์ออนไลน์เป็นเครื่องมือผลักดันสินค้าออกสู่ตลาดโลก จับมือ TikTok Shop เปิดตัวโครงการ Beyond Vietnam หวังพาธุรกิจเวียดนาม โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็ก ออกไปเจอลูกค้าต่างประเทศโดยตรง
แนวคิดสำคัญคือการใช้ทั้งคลิปสั้น ไลฟ์สด ครีเอเตอร์ และแพลตฟอร์มดิจิทัล เป็นทางลัดพาสินค้าจากเวียดนามไปถึงมือลูกค้าทั่วโลก ผ่านสิ่งที่เรียกว่า Cross-border E-commerce หรือการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน โดยเวียดนามตั้งเป้าเริ่มจากตลาดสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่และมีพฤติกรรมซื้อสินค้าผ่านคอนเทนต์ออนไลน์สูง
จาก “ส่งออก” สู่ “ขายตรงถึงคนซื้อ”
สิ่งที่น่าสนใจคือ เกมการส่งออกกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่สินค้าต้องผ่านผู้นำเข้า ตัวแทนจำหน่าย หรือร้านค้าในต่างประเทศ กลายเป็นการใช้หน้าจอมือถือและแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นตัวกลาง เชื่อมผู้ขายกับคนซื้อโดยตรง
เทรนด์นี้เรียกว่า Discovery Commerce หรือการซื้อสินค้าจากการ “ค้นพบ” ผ่านคอนเทนต์
พูดง่าย ๆ คือ ผู้บริโภคอาจไม่ได้ตั้งใจซื้อสินค้านั้นตั้งแต่แรก ไม่ได้เซิร์ชหา และไม่ได้คิดถึงสินค้านั้นด้วยซ้ำ แต่แค่เลื่อนฟีดมาเจอคลิป รีวิว หรือไลฟ์ แล้วเกิดความสนใจ ก่อนตัดสินใจซื้อทันที
สำหรับแบรนด์ นี่หมายความว่าไม่จำเป็นต้องรอให้ลูกค้ามาค้นหา แต่สามารถสร้างคอนเทนต์ขึ้นมาอยู่ตรงหน้าผู้บริโภคได้เลย ทั้งวิดีโอสั้น รีวิวสินค้า หรือไลฟ์สด
และคนที่มีบทบาทสำคัญในเกมนี้ก็คือ Creators เพราะไม่ได้ทำหน้าที่แค่สร้างความบันเทิง แต่กลายเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
เวียดนามเห็น “ช่องว่าง” ในการส่งออกออนไลน์
เวียดนามถือเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกอย่างมาก โดยในปี 2025 มีมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมประมาณ 475,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นราว 17% จากปีก่อน
แต่ถ้ามองเฉพาะการส่งออกผ่านช่องทางออนไลน์ กลับมีสัดส่วนเพียงประมาณ 0.4% ของการส่งออกทั้งหมด หรือราว 2,000 ล้านดอลลาร์
ตัวเลขนี้อาจดูเล็ก แต่สำหรับเวียดนามกลับมองว่าเป็น “โอกาส” เพราะหมายความว่ายังมีพื้นที่อีกมากให้ธุรกิจเติบโต
รัฐบาลจึงไม่ได้มองโซเชียลมีเดียหรือแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นเพียงช่องทางขายของ แต่กำลังมองให้เป็นช่องทางพาธุรกิจขนาดเล็กในประเทศออกไปหาลูกค้าระดับโลก
ทำไมต้อง “สหรัฐฯ”?
หนึ่งในตลาดเป้าหมายของเวียดนามคือสหรัฐฯ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปิดรับแบรนด์ใหม่ ๆ ที่ปรากฏขึ้นบนฟีด
ข้อมูลจาก TikTok และ GlobalData ระบุว่า ผู้ใช้ TikTok Shop ในสหรัฐฯ ประมาณ 2 ใน 3 เคยค้นพบแบรนด์ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนผ่านแพลตฟอร์ม และประมาณ 72% ของแบรนด์ใหม่ที่ถูกค้นพบเป็นธุรกิจขนาดเล็ก
นั่นสะท้อนว่าเกมนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแบรนด์ใหญ่ที่มีงบโฆษณามหาศาล แต่ธุรกิจเล็กก็สามารถใช้คอนเทนต์และครีเอเตอร์เข้าถึงผู้บริโภคได้
ที่น่าสนใจคือ เกือบ 90% ของผู้ใช้ที่ค้นพบแบรนด์ใหม่ผ่านแพลตฟอร์ม ระบุว่ามีการซื้อสินค้าของแบรนด์นั้นภายในหนึ่งเดือน
สรุปข่าว
“เวียดนาม” ปั้นไลฟ์ขายของออนไลน์ เป็นอาวุธส่งออก บุกตลาดโลก
เวียดนามเดินเกมใหม่ ดัน “ไลฟ์ขายของ” และคอนเทนต์ออนไลน์เป็นเครื่องมือผลักดันสินค้าออกสู่ตลาดโลก จับมือ TikTok Shop เปิดตัวโครงการ Beyond Vietnam หวังพาธุรกิจเวียดนาม โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็ก ออกไปเจอลูกค้าต่างประเทศโดยตรง
แนวคิดสำคัญคือการใช้ทั้งคลิปสั้น ไลฟ์สด ครีเอเตอร์ และแพลตฟอร์มดิจิทัล เป็นทางลัดพาสินค้าจากเวียดนามไปถึงมือลูกค้าทั่วโลก ผ่านสิ่งที่เรียกว่า Cross-border E-commerce หรือการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน โดยเวียดนามตั้งเป้าเริ่มจากตลาดสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่และมีพฤติกรรมซื้อสินค้าผ่านคอนเทนต์ออนไลน์สูง
จาก “ส่งออก” สู่ “ขายตรงถึงคนซื้อ”
สิ่งที่น่าสนใจคือ เกมการส่งออกกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่สินค้าต้องผ่านผู้นำเข้า ตัวแทนจำหน่าย หรือร้านค้าในต่างประเทศ กลายเป็นการใช้หน้าจอมือถือและแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นตัวกลาง เชื่อมผู้ขายกับคนซื้อโดยตรง
เทรนด์นี้เรียกว่า Discovery Commerce หรือการซื้อสินค้าจากการ “ค้นพบ” ผ่านคอนเทนต์
พูดง่าย ๆ คือ ผู้บริโภคอาจไม่ได้ตั้งใจซื้อสินค้านั้นตั้งแต่แรก ไม่ได้เซิร์ชหา และไม่ได้คิดถึงสินค้านั้นด้วยซ้ำ แต่แค่เลื่อนฟีดมาเจอคลิป รีวิว หรือไลฟ์ แล้วเกิดความสนใจ ก่อนตัดสินใจซื้อทันที
สำหรับแบรนด์ นี่หมายความว่าไม่จำเป็นต้องรอให้ลูกค้ามาค้นหา แต่สามารถสร้างคอนเทนต์ขึ้นมาอยู่ตรงหน้าผู้บริโภคได้เลย ทั้งวิดีโอสั้น รีวิวสินค้า หรือไลฟ์สด
และคนที่มีบทบาทสำคัญในเกมนี้ก็คือ Creators เพราะไม่ได้ทำหน้าที่แค่สร้างความบันเทิง แต่กลายเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
เวียดนามเห็น “ช่องว่าง” ในการส่งออกออนไลน์
เวียดนามถือเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกอย่างมาก โดยในปี 2025 มีมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมประมาณ 475,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นราว 17% จากปีก่อน
แต่ถ้ามองเฉพาะการส่งออกผ่านช่องทางออนไลน์ กลับมีสัดส่วนเพียงประมาณ 0.4% ของการส่งออกทั้งหมด หรือราว 2,000 ล้านดอลลาร์
ตัวเลขนี้อาจดูเล็ก แต่สำหรับเวียดนามกลับมองว่าเป็น “โอกาส” เพราะหมายความว่ายังมีพื้นที่อีกมากให้ธุรกิจเติบโต
รัฐบาลจึงไม่ได้มองโซเชียลมีเดียหรือแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นเพียงช่องทางขายของ แต่กำลังมองให้เป็นช่องทางพาธุรกิจขนาดเล็กในประเทศออกไปหาลูกค้าระดับโลก
ทำไมต้อง “สหรัฐฯ”?
หนึ่งในตลาดเป้าหมายของเวียดนามคือสหรัฐฯ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปิดรับแบรนด์ใหม่ ๆ ที่ปรากฏขึ้นบนฟีด
ข้อมูลจาก TikTok และ GlobalData ระบุว่า ผู้ใช้ TikTok Shop ในสหรัฐฯ ประมาณ 2 ใน 3 เคยค้นพบแบรนด์ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนผ่านแพลตฟอร์ม และประมาณ 72% ของแบรนด์ใหม่ที่ถูกค้นพบเป็นธุรกิจขนาดเล็ก
นั่นสะท้อนว่าเกมนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแบรนด์ใหญ่ที่มีงบโฆษณามหาศาล แต่ธุรกิจเล็กก็สามารถใช้คอนเทนต์และครีเอเตอร์เข้าถึงผู้บริโภคได้
ที่น่าสนใจคือ เกือบ 90% ของผู้ใช้ที่ค้นพบแบรนด์ใหม่ผ่านแพลตฟอร์ม ระบุว่ามีการซื้อสินค้าของแบรนด์นั้นภายในหนึ่งเดือน
จีนคืออีกสนามที่เวียดนามจับตา
นอกจากสหรัฐฯ เวียดนามยังมองไปที่จีน เพราะตลาดจีนคุ้นเคยกับการซื้อสินค้าผ่านไลฟ์คอมเมิร์ซอยู่แล้ว
ในปี 2025 มูลค่าการซื้อขายผ่านไลฟ์คอมเมิร์ซของจีนมีมากกว่า 5 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 740,000 ล้านดอลลาร์ และคิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของยอดค้าปลีกออนไลน์ทั้งหมดของจีน
แม้จีนจะใช้แพลตฟอร์ม Douyin เป็นหลัก ไม่ใช่ TikTok แต่สิ่งที่เวียดนามกำลังมองคือ “โมเดล” ของการขายผ่านคอนเทนต์ ไลฟ์ ครีเอเตอร์ และการทำให้ผู้บริโภคเห็นสินค้าแล้วตัดสินใจซื้อทันที
พูดง่าย ๆ คือ เวียดนามกำลังเรียนรู้จากทั้งสองฝั่ง
สหรัฐฯ คือ ตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ ขณะที่ จีน คือ ตลาดไลฟ์คอมเมิร์ซขนาดมหาศาล แล้วนำบทเรียนมาสร้างโอกาสให้ธุรกิจของตัวเอง
ไม่ใช่แค่เปิดร้าน แต่กำลัง “ฝึกผู้ส่งออก”
อีกจุดที่น่าสนใจคือ เวียดนามไม่ได้คิดแค่ “เปิดร้านออนไลน์แล้วขายของ” แต่กำลังวางระบบเพื่อฝึกธุรกิจให้พร้อมเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ
โครงการตั้งเป้าในปี 2026 จะฝึกธุรกิจประมาณ 500 ราย ก่อนคัดเลือกประมาณ 50 รายที่มีความพร้อมมาให้คำปรึกษาแบบ 1 ต่อ 1
จากนั้นตั้งเป้าให้มีอย่างน้อย 10 บริษัท สามารถสร้าง 1,000 ออเดอร์แรกจากต่างประเทศ และภายในปี 2028 จะขยายการฝึกอบรมไปถึง 2,000 ธุรกิจ
เนื้อหาที่ฝึกไม่ได้มีแค่การเปิดร้าน แต่ครอบคลุมตั้งแต่การทำคอนเทนต์ การเล่าเรื่องสินค้า การจับมือกับครีเอเตอร์ การทำตลาดในประเทศปลายทาง การบริหารออเดอร์ ไปจนถึงการสร้างแบรนด์
เพราะการขายของให้คนต่างประเทศ ไม่ใช่แค่แปลภาษาแล้วจบ
แล้วไทยอยู่ตรงไหน?
จริง ๆ แล้วไทยไม่ได้ช้าขนาดนั้น เพราะตลาด Social Commerce และ TikTok Shop ในไทยเติบโตอย่างมาก
ข้อมูลที่ระบุในต้นฉบับชี้ว่า TikTok Shop ไทยโต 66% ในปี 2025 ขณะที่ภาครัฐเคยร่วมมือกับ TikTok และ SME D Bank ผลักดัน Live Commerce จนสร้างยอดขายราว 302 ล้านบาท จากกว่า 2,200 ร้าน
ดังนั้นโจทย์ของไทยอาจไม่ใช่ “ไลฟ์ขายของเป็นหรือไม่” แต่เป็นคำถามว่า
“เราไลฟ์ขายของให้คนต่างประเทศได้แค่ไหน?”
เพราะวันนี้ผู้ขายไทยไม่ได้แข่งกันแค่ร้านข้างบ้านอีกต่อไป แต่กำลังแข่งกับผู้ขายจากทั่วโลก
เมื่อสินค้าไทยจำนวนมากอยู่บน Shopee, Lazada และ TikTok และมีผู้ขายบนแพลตฟอร์มเหล่านี้รวมกันราว 3 ล้านราย พร้อมสินค้ากว่า 300 ล้านรายการ การมีสินค้าดีอย่างเดียวอาจไม่พอ
ถ้าไม่มีใครเห็น ก็ขายไม่ได้
และนี่คือเกมใหม่ของการส่งออก ที่เวียดนามกำลังใช้ “ไลฟ์” เป็นประตูพาสินค้าของตัวเองออกไปสู่ตลาดโลก
คำถามที่น่าสนใจสำหรับไทยคือ ถ้าสินค้าไทยกับเวียดนามมาอยู่บนหน้าจอเดียวกัน แล้วคนซื้อทั่วโลกจะเลือกของใคร?
ที่มารูปภาพ : OpenAI
รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ
