ผลกระทบสงครามเศรษฐกิจ 'สหรัฐฯ-อิหร่าน' ดันทองคำพุ่ง

Share on Line Share on Facebook Share on X

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านยังคงไร้ข้อยุติ ล่าสุดทางสหรัฐฯ ขู่เตรียมยกระดับสู่สงครามเศรษฐกิจ ซึ่งประเด็นนี้กำลังส่งผลกระทบต่อทิศทางการลงทุนทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บล. เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ WEALTH LIVE ประจำวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ประเมินถึงผลกระทบและทิศทางการลงทุนที่น่าสนใจ ดังนี้

ขู่ตัดวงจรดอลลาร์ ดันเงินไหลเข้าทองคำ

นายประกิต ระบุว่า การที่สหรัฐฯ ขู่จะตัดผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับอิหร่านออกจากระบบดอลลาร์ ถือเป็นมาตรการที่รุนแรงและทำให้หลายประเทศตระหนักถึงความเสี่ยงในการถือครองสกุลเงินดอลลาร์ เนื่องจากเงินทุนอาจถูกอายัด (Freeze) ได้ตลอดเวลา

ความกังวลดังกล่าวส่งผลให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่ "สินทรัพย์ทางเลือก" อย่างชัดเจน โดยเฉพาะ "ทองคำ" ที่ราคาปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ล่าสุดทะลุระดับ 4,700) นอกจากนี้ สินทรัพย์อย่าง ซิลเวอร์ (Silver) และ บิตคอยน์ (Bitcoin) ก็ได้รับอานิสงส์ปรับตัวขึ้นตามไปด้วย

สรุปข่าว

สหรัฐฯ ขู่ใช้มาตรการตัดผู้เกี่ยวข้องกับอิหร่านออกจากระบบดอลลาร์ ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์ทางเลือกจนราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันตลาดหุ้นสหรัฐฯ เกิดการสับเปลี่ยนกลุ่มลงทุน โดยมีแรงเทขายหุ้นเทคโนโลยีเพื่อโยกเงินเข้าสู่กลุ่มหุ้นคุณค่าและสินค้าอุปโภคบริโภค ด้านตลาดหุ้นไทยยังคงอ่อนแอและไม่ตอบรับกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ฟื้นตัว จึงแนะนำให้นักลงทุนรายย่อยลดพอร์ตหุ้นไทยและเลือกลงทุนในทองคำแทน

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านยังคงไร้ข้อยุติ ล่าสุดทางสหรัฐฯ ขู่เตรียมยกระดับสู่สงครามเศรษฐกิจ ซึ่งประเด็นนี้กำลังส่งผลกระทบต่อทิศทางการลงทุนทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บล. เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ WEALTH LIVE ประจำวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ประเมินถึงผลกระทบและทิศทางการลงทุนที่น่าสนใจ ดังนี้

ขู่ตัดวงจรดอลลาร์ ดันเงินไหลเข้าทองคำ

นายประกิต ระบุว่า การที่สหรัฐฯ ขู่จะตัดผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับอิหร่านออกจากระบบดอลลาร์ ถือเป็นมาตรการที่รุนแรงและทำให้หลายประเทศตระหนักถึงความเสี่ยงในการถือครองสกุลเงินดอลลาร์ เนื่องจากเงินทุนอาจถูกอายัด (Freeze) ได้ตลอดเวลา

ความกังวลดังกล่าวส่งผลให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่ "สินทรัพย์ทางเลือก" อย่างชัดเจน โดยเฉพาะ "ทองคำ" ที่ราคาปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ล่าสุดทะลุระดับ 4,700) นอกจากนี้ สินทรัพย์อย่าง ซิลเวอร์ (Silver) และ บิตคอยน์ (Bitcoin) ก็ได้รับอานิสงส์ปรับตัวขึ้นตามไปด้วย

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เกิดการสับเปลี่ยนกลุ่มลงทุน (Rotation)

สำหรับความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปัจจุบันอยู่ในภาวะการสับเปลี่ยนกลุ่มลงทุน (Rotation) โดยมีแรงเทขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและชิปที่มีมูลค่า (Valuation) แพง ตัวอย่างเช่น หุ้น Nvidia ที่ราคาร่วงลงติดต่อกันถึง 7 วัน ซึ่งเป็นภาพที่ไม่ได้เห็นมาตั้งแต่ปี 2565

ในทางกลับกัน เม็ดเงินได้ถูกโยกย้ายไปยังกลุ่มหุ้นเน้นคุณค่า (Value) กลุ่มการเงิน และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ส่งผลให้หุ้นขนาดใหญ่อย่าง Mastercard, Visa และ Coca-Cola สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ (New High) ได้อย่างโดดเด่น

ตลาดหุ้นไทยยังเหนื่อย แนะนำรายย่อยลดพอร์ต

ในส่วนของตลาดหุ้นไทย (SET) นายประกิตประเมินว่ายังคงอยู่ในสภาวะที่เหนื่อย แม้ว่าในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทจดทะเบียนหลายแห่งจะประกาศผลกำไรออกมาดีมาก และมีการปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) อย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่มีแรงซื้อตอบรับ ซ้ำยังมีแรงเทขายออกมากดดันจนกราฟเสียทรง

จากสภาวะที่ตลาดหุ้นไทยยังขาดปัจจัยบวกในการขับเคลื่อนที่ชัดเจน นายประกิตจึงให้คำแนะนำแก่นักลงทุนรายย่อยว่า ในช่วงเวลานี้ควรพิจารณา "ลดพอร์ตการลงทุนในหุ้นไทย" ลงไปก่อน และมองว่า "ทองคำ" เป็นสินทรัพย์พระเอกสำหรับการลงทุนในจังหวะนี้

จากอดีตช่างภาพภาคสนาม ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นโปรดิวเซอร์สายเศรษฐกิจ แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญการลงทุน แต่ถนัดย่อยกราฟหุ้นยากๆ ให้เป็นคอนเทนต์เข้าใจง่าย ขับเคลื่อนชีวิตด้วยอเมริกาโน่เย็นไม่หวาน