เปิดสาเหตุ! ทำไมเงินไหลกลับไทย? ต่างชาติซื้อ "ตลาดหุ้นไทย" พุ่งสูงสุดในอาเซียน

Share on Line Share on Facebook Share on X

เงินไหลกลับ "ตลาดหุ้นไทย" ! ต่างชาติแห่ซื้อสินทรัพย์ไทยทะลักแสนล้านบาท สื่อต่างชาติชี้หุ้นไทยขึ้นแรงสุดอาเซียน จับตาแรงส่งสัญญาณฟื้นเศรษฐกิจ?


เงินต่างชาติกำลังไหลกลับเข้าสู่ประเทศไทยอีกครั้ง


ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงข่าวดีของนักลงทุนในตลาดหุ้น แต่เป็นสัญญาณที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกจับตามอง เพราะเม็ดเงินจากต่างประเทศมักสะท้อน "ความเชื่อมั่น" ที่มีต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต


ล่าสุด Bloomberg รายงานว่า ตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในภูมิภาคอาเซียนในปี 2569 ขณะที่นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร รวมมูลค่ากว่า 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 100,000 ล้านบาท


ตัวเลขดังกล่าวนับเป็นการพลิกภาพจากช่วงหลายปีที่ผ่านมา ที่ไทยเผชิญแรงขายสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง


คำถามสำคัญคือ...อะไรทำให้ประเทศไทยกลับมาอยู่ในสายตาของนักลงทุนโลกอีกครั้ง


เงินทุนไหลเข้า บอกอะไรได้มากกว่าตลาดหุ้น


หลายคนอาจมองว่าตลาดหุ้นเป็นเรื่องของนักลงทุน แต่ในความเป็นจริง การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความเชื่อมั่นที่สำคัญที่สุด


เมื่อกองทุนขนาดใหญ่เลือกเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในประเทศใด นั่นหมายถึงพวกเขาคาดหวังว่าเศรษฐกิจของประเทศนั้นจะมีแนวโน้มเติบโต ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจะดีขึ้น และความเสี่ยงโดยรวมลดลง


ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีทิศทางดีขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย การฟื้นตัวของการส่งออก และการลงทุนภาคเอกชนที่เริ่มขยายตัว


จากตลาดที่ถูกขาย สู่ตลาดที่ต่างชาติกลับมาซื้อ


หากย้อนกลับไปเพียง 2-3 ปีก่อน ตลาดหุ้นไทยถูกกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ความไม่แน่นอนทางการเมือง และกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ฟื้นตัวช้า


แต่ปี 2569 ภาพเริ่มเปลี่ยนไป


เศรษฐกิจไทยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการส่งออก การท่องเที่ยวที่ทยอยกลับมา รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ขณะที่ประมาณการ GDP ของหลายสำนักถูกปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงต้นปี


สิ่งสำคัญคือ นักลงทุนเริ่มมองเห็น "ธีมการเติบโตใหม่" ของประเทศไทย มากกว่าการพึ่งพาการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว


AI และ Data Center กลายเป็นจุดขายใหม่ของไทย


หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาไทย คือการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล


ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับคำขอส่งเสริมการลงทุนด้าน Data Center และ Cloud Service เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด


สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยว่า โครงการด้านดิจิทัลและศูนย์ข้อมูลกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีมูลค่าการลงทุนสูงที่สุด โดยมีบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกหลายแห่งเลือกไทยเป็นฐานรองรับการเติบโตของ AI และบริการคลาวด์ในอาเซียน


การลงทุนเหล่านี้ไม่ได้หมายถึงเพียงอาคารเก็บข้อมูล แต่รวมถึงระบบไฟฟ้า โครงข่ายอินเทอร์เน็ต พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั้งหมด ซึ่งกลายเป็นหัวใจของเศรษฐกิจยุคใหม่


ไทยเริ่มมีบทบาทในห่วงโซ่อุตสาหกรรม AI


อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจ คือการที่ประเทศไทยเริ่มมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม AI


กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เคยระบุว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทสำคัญด้านการผลิตและส่งออกฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ เซมิคอนดักเตอร์ และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล


แม้ไทยจะยังไม่ใช่ผู้นำด้านการพัฒนาโมเดล AI เหมือนสหรัฐฯ หรือจีน แต่กลับมีบทบาทสำคัญในฐานการผลิตอุปกรณ์ที่รองรับอุตสาหกรรม AI ทั่วโลก


จุดแข็งดังกล่าวทำให้ประเทศไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่กำลังมองหาฐานการผลิตและศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ในภูมิภาค

เงินในตลาดการเงิน จะเปลี่ยนเป็นการลงทุนจริงหรือไม่


แม้เงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นจะเป็นสัญญาณบวก แต่สิ่งที่เศรษฐกิจไทยต้องการมากกว่าคือ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)


เพราะหากเม็ดเงินเหล่านี้เปลี่ยนจากการซื้อขายหลักทรัพย์ ไปสู่การสร้างโรงงาน ศูนย์ข้อมูล หรือศูนย์วิจัย ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์มากกว่าหลายเท่า


การก่อสร้าง Data Center หนึ่งแห่งต้องใช้วิศวกร ผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่าย ผู้รับเหมาก่อสร้าง ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น และผู้ให้บริการด้านพลังงาน


นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทย ทั้งผู้ผลิตวัสดุ ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ บริษัทซอฟต์แวร์ ผู้พัฒนาระบบรักษาความปลอดภัย และผู้ประกอบการ SME เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน


เม็ดเงินจึงไม่ได้กระจุกอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ แต่สามารถกระจายสู่ธุรกิจในประเทศและการจ้างงานได้ด้วย


ไทยยังต้องแข่งขันกับทั้งภูมิภาค


อย่างไรก็ตาม การแข่งขันดึงดูดเงินลงทุนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน


รายงาน ASEAN Investment Report ของ UNCTAD ระบุว่า อาเซียนยังเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมากที่สุดของโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัล พลังงานสะอาด และการผลิตขั้นสูง


ประเทศที่จะได้เปรียบ คือประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม บุคลากรมีทักษะ และนโยบายที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน


สรุปข่าว

* เงินทุนต่างชาติไหลกลับตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทยรวมกว่า 1 แสนล้านบาท หลังความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว * ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดในอาเซียนในปี 2569 จากแรงหนุนการลงทุน เทคโนโลยี AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล * ผู้เชี่ยวชาญชี้ บททดสอบสำคัญไม่ใช่ดัชนีหุ้น แต่คือการเปลี่ยนเงินทุนให้กลายเป็นการลงทุนจริง การจ้างงาน และการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว

เงินไหลกลับ "ตลาดหุ้นไทย" ! ต่างชาติแห่ซื้อสินทรัพย์ไทยทะลักแสนล้านบาท สื่อต่างชาติชี้หุ้นไทยขึ้นแรงสุดอาเซียน จับตาแรงส่งสัญญาณฟื้นเศรษฐกิจ?


เงินต่างชาติกำลังไหลกลับเข้าสู่ประเทศไทยอีกครั้ง


ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงข่าวดีของนักลงทุนในตลาดหุ้น แต่เป็นสัญญาณที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกจับตามอง เพราะเม็ดเงินจากต่างประเทศมักสะท้อน "ความเชื่อมั่น" ที่มีต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต


ล่าสุด Bloomberg รายงานว่า ตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในภูมิภาคอาเซียนในปี 2569 ขณะที่นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร รวมมูลค่ากว่า 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 100,000 ล้านบาท


ตัวเลขดังกล่าวนับเป็นการพลิกภาพจากช่วงหลายปีที่ผ่านมา ที่ไทยเผชิญแรงขายสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง


คำถามสำคัญคือ...อะไรทำให้ประเทศไทยกลับมาอยู่ในสายตาของนักลงทุนโลกอีกครั้ง


เงินทุนไหลเข้า บอกอะไรได้มากกว่าตลาดหุ้น


หลายคนอาจมองว่าตลาดหุ้นเป็นเรื่องของนักลงทุน แต่ในความเป็นจริง การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความเชื่อมั่นที่สำคัญที่สุด


เมื่อกองทุนขนาดใหญ่เลือกเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในประเทศใด นั่นหมายถึงพวกเขาคาดหวังว่าเศรษฐกิจของประเทศนั้นจะมีแนวโน้มเติบโต ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจะดีขึ้น และความเสี่ยงโดยรวมลดลง


ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีทิศทางดีขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย การฟื้นตัวของการส่งออก และการลงทุนภาคเอกชนที่เริ่มขยายตัว


จากตลาดที่ถูกขาย สู่ตลาดที่ต่างชาติกลับมาซื้อ


หากย้อนกลับไปเพียง 2-3 ปีก่อน ตลาดหุ้นไทยถูกกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ความไม่แน่นอนทางการเมือง และกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ฟื้นตัวช้า


แต่ปี 2569 ภาพเริ่มเปลี่ยนไป


เศรษฐกิจไทยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการส่งออก การท่องเที่ยวที่ทยอยกลับมา รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ขณะที่ประมาณการ GDP ของหลายสำนักถูกปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงต้นปี


สิ่งสำคัญคือ นักลงทุนเริ่มมองเห็น "ธีมการเติบโตใหม่" ของประเทศไทย มากกว่าการพึ่งพาการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว


AI และ Data Center กลายเป็นจุดขายใหม่ของไทย


หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาไทย คือการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล


ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับคำขอส่งเสริมการลงทุนด้าน Data Center และ Cloud Service เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด


สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยว่า โครงการด้านดิจิทัลและศูนย์ข้อมูลกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีมูลค่าการลงทุนสูงที่สุด โดยมีบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกหลายแห่งเลือกไทยเป็นฐานรองรับการเติบโตของ AI และบริการคลาวด์ในอาเซียน


การลงทุนเหล่านี้ไม่ได้หมายถึงเพียงอาคารเก็บข้อมูล แต่รวมถึงระบบไฟฟ้า โครงข่ายอินเทอร์เน็ต พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั้งหมด ซึ่งกลายเป็นหัวใจของเศรษฐกิจยุคใหม่


ไทยเริ่มมีบทบาทในห่วงโซ่อุตสาหกรรม AI


อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจ คือการที่ประเทศไทยเริ่มมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม AI


กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เคยระบุว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทสำคัญด้านการผลิตและส่งออกฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ เซมิคอนดักเตอร์ และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล


แม้ไทยจะยังไม่ใช่ผู้นำด้านการพัฒนาโมเดล AI เหมือนสหรัฐฯ หรือจีน แต่กลับมีบทบาทสำคัญในฐานการผลิตอุปกรณ์ที่รองรับอุตสาหกรรม AI ทั่วโลก


จุดแข็งดังกล่าวทำให้ประเทศไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่กำลังมองหาฐานการผลิตและศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ในภูมิภาค

เงินในตลาดการเงิน จะเปลี่ยนเป็นการลงทุนจริงหรือไม่


แม้เงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นจะเป็นสัญญาณบวก แต่สิ่งที่เศรษฐกิจไทยต้องการมากกว่าคือ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)


เพราะหากเม็ดเงินเหล่านี้เปลี่ยนจากการซื้อขายหลักทรัพย์ ไปสู่การสร้างโรงงาน ศูนย์ข้อมูล หรือศูนย์วิจัย ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์มากกว่าหลายเท่า


การก่อสร้าง Data Center หนึ่งแห่งต้องใช้วิศวกร ผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่าย ผู้รับเหมาก่อสร้าง ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น และผู้ให้บริการด้านพลังงาน


นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทย ทั้งผู้ผลิตวัสดุ ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ บริษัทซอฟต์แวร์ ผู้พัฒนาระบบรักษาความปลอดภัย และผู้ประกอบการ SME เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน


เม็ดเงินจึงไม่ได้กระจุกอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ แต่สามารถกระจายสู่ธุรกิจในประเทศและการจ้างงานได้ด้วย


ไทยยังต้องแข่งขันกับทั้งภูมิภาค


อย่างไรก็ตาม การแข่งขันดึงดูดเงินลงทุนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน


รายงาน ASEAN Investment Report ของ UNCTAD ระบุว่า อาเซียนยังเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมากที่สุดของโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัล พลังงานสะอาด และการผลิตขั้นสูง


ประเทศที่จะได้เปรียบ คือประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม บุคลากรมีทักษะ และนโยบายที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน


หุ้นขึ้น ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจแข็งแรงทันที


แม้ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวโดดเด่น แต่หลายองค์กรระหว่างประเทศยังเตือนว่า ประเทศไทยยังมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้


OECD ระบุว่า ไทยจำเป็นต้องเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ยกระดับทักษะด้านดิจิทัล เร่งการลงทุนของภาคเอกชน และพัฒนานวัตกรรม เพื่อหลุดพ้นจากกับดักการเติบโตต่ำในระยะยาว


ขณะที่ World Bank ชี้ว่า ไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่การเติบโตต้องพึ่งพาการลงทุนมากกว่าการบริโภค เนื่องจากกำลังเผชิญสังคมสูงวัย แรงงานลดลง และการส่งออกแบบเดิมอาจไม่เพียงพอเหมือนในอดีต


นั่นทำให้การดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในทศวรรษหน้า


สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้


หลังจากนี้ ตัวเลขที่สำคัญอาจไม่ใช่เพียงดัชนี SET Index จะไปถึงระดับใด แต่เป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การสร้างโรงงานใหม่ การลงทุนใน Data Center การจ้างงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี รวมถึงกำไรของบริษัทไทยว่าจะเติบโตต่อเนื่องหรือไม่


หากตัวเลขเหล่านี้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ก็จะสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากการฟื้นตัวระยะสั้น ไปสู่การเติบโตที่มีคุณภาพและยั่งยืนมากขึ้น




เงินทุนต่างชาติกว่าแสนล้านบาทที่ไหลกลับเข้าสู่ประเทศไทย ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก


แต่ความสำเร็จที่แท้จริงจะไม่ได้วัดจากดัชนีหุ้นเพียงอย่างเดียว หากวัดจากความสามารถของประเทศไทยในการเปลี่ยน "เงินทุน" ให้กลายเป็น "การลงทุนจริง" สร้างโรงงาน สร้างนวัตกรรม สร้างงาน และเพิ่มรายได้ให้คนไทย


หากทำได้ การกลับมาของเงินทุนในครั้งนี้ อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการยกระดับเศรษฐกิจไทยครั้งสำคัญ และทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนในอนาคต


รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ