ราคาทองดิ่งรับวิกฤตฮอร์มุซ MTS Gold ชี้แนวรับ 4,000 เหรียญ

Share on Line Share on Facebook Share on X

ราคาทองคำปรับตัวลดลงมาเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 4,000 เหรียญสหรัฐฯ ท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา ทางด้าน นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก (MTS Gold) ได้ประเมินทิศทางและกลยุทธ์การลงทุนในรายการ WEALTH LIVE

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซและผลกระทบต่อราคา

สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวพุ่งขึ้นมาประมาณ 5-6% โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ขยับมาอยู่ที่ระดับ 78-79 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ประมาณ 74 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

จากกระแสข่าวดังกล่าว ส่งผลให้ในช่วงดึกวันศุกร์ ราคาทองคำได้เปิดแก๊ปร่วงลงมาที่บริเวณ 4,120 เหรียญสหรัฐฯ และลงไปทำจุดต่ำสุดของวันศุกร์ที่ 4,085 เหรียญสหรัฐฯ ก่อนที่ในช่วงเช้ามืดวันจันทร์ ราคาทองคำจะปรับตัวลดลงทำจุดต่ำสุดบริเวณ 4,060 เหรียญสหรัฐฯ และมีแรงซื้อดีดกลับมาที่บริเวณ 4,071 เหรียญสหรัฐฯ

สรุปข่าว

ราคาทองคำตลาดโลกปรับฐานลงใกล้ระดับ 4,000 เหรียญสหรัฐฯ ท่ามกลางความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น โดย MTS Gold ประเมินว่าแนวรับ 4,000 เหรียญฯ และฐานราคาทองไทยที่ 62,700 บาทยังคงแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาความเสี่ยงหากสงครามยืดเยื้อจนน้ำมันแตะ 100 เหรียญฯ ซึ่งจะกระตุ้นเงินเฟ้อและอาจกดดันให้เฟดต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ย กลยุทธ์ในช่วงนี้จึงแนะนำให้นักลงทุนระยะสั้นตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) อย่างเคร่งครัดเพื่อรับมือความผันผวน ขณะที่นักลงทุนระยะยาวสามารถใช้จังหวะที่ราคาย่อตัวนี้ทยอยเข้าซื้อสะสมได้

ราคาทองคำปรับตัวลดลงมาเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 4,000 เหรียญสหรัฐฯ ท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา ทางด้าน นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก (MTS Gold) ได้ประเมินทิศทางและกลยุทธ์การลงทุนในรายการ WEALTH LIVE

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซและผลกระทบต่อราคา

สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวพุ่งขึ้นมาประมาณ 5-6% โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ขยับมาอยู่ที่ระดับ 78-79 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ประมาณ 74 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

จากกระแสข่าวดังกล่าว ส่งผลให้ในช่วงดึกวันศุกร์ ราคาทองคำได้เปิดแก๊ปร่วงลงมาที่บริเวณ 4,120 เหรียญสหรัฐฯ และลงไปทำจุดต่ำสุดของวันศุกร์ที่ 4,085 เหรียญสหรัฐฯ ก่อนที่ในช่วงเช้ามืดวันจันทร์ ราคาทองคำจะปรับตัวลดลงทำจุดต่ำสุดบริเวณ 4,060 เหรียญสหรัฐฯ และมีแรงซื้อดีดกลับมาที่บริเวณ 4,071 เหรียญสหรัฐฯ

แนวรับสำคัญของราคาทองคำ

นพ.กฤชรัตน์ ประเมินว่าระดับ 4,000 เหรียญสหรัฐฯ ยังคงเป็นฐานแนวรับที่แข็งแกร่ง (Strong Support) ในขณะนี้ โดยก่อนหน้านี้ราคาทองคำตลาดโลกเคยปรับตัวลงไปทำจุดต่ำสุดบริเวณ 3,960 เหรียญสหรัฐฯ

สำหรับราคาทองคำในประเทศ (ทองไทย) ปัจจุบันเคลื่อนไหวอยู่ที่บริเวณ 64,400 บาท โดยมีฐานแนวรับที่แข็งแกร่งอยู่ที่บริเวณ 62,700 บาท ซึ่งสอดคล้องกับแนวรับ 4,000 เหรียญสหรัฐฯ ในตลาดโลก

ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ หากสงครามยืดเยื้อและส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งไปแตะระดับ 100 เหรียญสหรัฐฯ จะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ และในกรณีที่เงินเฟ้อสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องเปลี่ยนนโยบายและกลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างชัดเจน 1-3 ครั้ง

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะกดดันราคาทองคำให้ปรับตัวลดลง หากเกิดสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst-case scenario) ราคาทองคำอาจหลุดระดับ 4,000 เหรียญสหรัฐฯ และมีแนวรับถัดไปที่บริเวณ 3,800 เหรียญสหรัฐฯ และ 3,600 เหรียญสหรัฐฯ ตามลำดับ

กลยุทธ์การลงทุน

  • นักลงทุนระยะสั้น ตลาดยังมีความผันผวนสูงและมีความไม่แน่นอนจากภาวะสงคราม ทำให้ราคามีความเสี่ยงที่จะเหวี่ยงตัวในทิศทางขาลง จึงควรเน้นกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงให้มากที่สุด แนะนำให้ตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) อย่างเคร่งครัด และไม่ควรใช้เลเวอเรจ (Leverage) มากเกินไป เพื่อให้สามารถทนทานต่อแรงเหวี่ยงของตลาดได้

  • นักลงทุนระยะยาว ภาพรวมของราคาทองคำในระยะยาวยังคงมีมุมมองเชิงบวก นักลงทุนระยะยาวหรือผู้ที่ซื้อทองคำแท่ง สามารถใช้จังหวะที่ราคาปรับตัวลดลงจากข่าวร้ายในการทยอยเข้าซื้อสะสมได้

จากอดีตช่างภาพภาคสนาม ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นโปรดิวเซอร์สายเศรษฐกิจ แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญการลงทุน แต่ถนัดย่อยกราฟหุ้นยากๆ ให้เป็นคอนเทนต์เข้าใจง่าย ขับเคลื่อนชีวิตด้วยอเมริกาโน่เย็นไม่หวาน