"เอลนีโญ" 2026 เขย่าความมั่นคงอาหารโลก ไทยพร้อมรับมือแค่ไหน?
วิกฤตที่กำลังคืบคลานเข้ามาในปี 2569 อาจไม่ใช่วิกฤตการเงินหรือสงครามการค้า แต่เป็น "เอลนีโญ" ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สามารถเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจ และความมั่นคงด้านอาหารของโลกได้พร้อมกัน
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ส่งสัญญาณเตือนว่า เอลนีโญที่เริ่มก่อตัวในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ มีแนวโน้มรุนแรงกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา โดยสภาพอากาศแปรปรวนจะเริ่มชัดเจนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ก่อนจะทวีความรุนแรงในช่วงปลายปีและฤดูหนาว จากนั้นจึงค่อย ๆ อ่อนกำลังลงในปี 2570 อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและราคาอาหารอาจลากยาวไปจนถึงปี 2571
สิ่งที่น่ากังวลคือ เอลนีโญไม่ได้หมายถึงเพียงอากาศร้อนหรือภัยแล้ง แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อการเพาะปลูกทั่วโลก ซึ่งอาจกระทบต่อปริมาณอาหารและต้นทุนการผลิตในหลายประเทศ
ทำไมเอลนีโญจึงเป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก
สื่อและนักวิชาการหลายแห่งเรียกเอลนีโญปีนี้ว่า "ซูเปอร์เอลนีโญ" หรือแม้แต่ "ก๊อดซิลลา เอลนีโญ" เพื่อสะท้อนถึงระดับความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น
เหตุผลที่ทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่สภาพอากาศ แต่เชื่อมโยงไปถึงสินค้าเกษตรหลักของโลก ได้แก่ ข้าวสาลี ข้าว ข้าวโพด และถั่วเหลือง ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานคิดเป็นประมาณ 60% ของแคลอรีที่ประชากรโลกบริโภค
หากผลผลิตของพืชเหล่านี้ลดลงเพียงบางภูมิภาค ก็สามารถส่งผลต่อราคาสินค้าเกษตรทั่วโลกได้ทันที เนื่องจากตลาดอาหารมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด
ผลกระทบยังลุกลามไปถึงภาคปศุสัตว์ เพราะอาหารสัตว์มีต้นทุนสูงขึ้น ขณะที่สภาพอากาศร้อนจัดยังทำให้ประสิทธิภาพการเลี้ยงสัตว์ลดลง ส่งผลให้ต้นทุนอาหารทั้งระบบปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
ข่าวดี โลกยังมีเสบียงอาหารจำนวนมาก
แม้ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น แต่สถานการณ์ปีนี้แตกต่างจากหลายครั้งในอดีต เนื่องจากโลกมีปริมาณสำรองอาหารอยู่ในระดับสูง ย้อนกลับไปในช่วงซูเปอร์เอลนีโญปี 2015-2016 โลกเผชิญภัยแล้ง น้ำท่วม และอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรในหลายทวีป
ก่อนหน้านั้น เอลนีโญปี 1997-1998 ก็สร้างความเสียหายอย่างหนัก ทั้งไฟป่า น้ำท่วม และผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลงในหลายประเทศ
แต่ในปี 2026 สถานการณ์แตกต่างออกไป รายงานของ Reuters อ้างคำให้สัมภาษณ์ของ Shirley Mustafa นักเศรษฐศาสตร์จากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า ปริมาณสำรองอาหารของโลกกำลังอยู่ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งจะช่วยรองรับผลกระทบจากเอลนีโญได้ในระดับหนึ่ง
ข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด และถั่วเหลือง มีสำรองสูง
ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ระบุว่า ปริมาณสำรองข้าวสาลีโลก ณ วันที่ 1 กรกฎาคม คาดว่าจะอยู่ที่ 279.95 ล้านเมตริกตัน สูงที่สุดในรอบ 5 ปี ส่วนปริมาณสำรองข้าวสารทั่วโลกอยู่ที่ 196.16 ล้านตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงต้นปี 2569
ขณะที่ปริมาณสำรองข้าวโพดทั่วโลกมีแนวโน้มแตะ 303.4 ล้านตัน สูงสุดในรอบ 3 ปี และถั่วเหลืองก็มีปริมาณสำรองอยู่ในระดับสูงเช่นกัน
สำหรับประเทศไทย Reuters ยังประเมินว่า ไทยยังคงมีความได้เปรียบในฐานะผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก เนื่องจากระดับน้ำในเขื่อนยังอยู่ในเกณฑ์ดี ช่วยลดความเสี่ยงต่อการผลิตเมื่อเทียบกับหลายประเทศคู่แข่ง
ไทยยังต้องจับตาผลกระทบอย่างใกล้ชิด
แม้โลกจะมีอาหารสำรองจำนวนมาก แต่ผลกระทบของเอลนีโญต่อประเทศไทยยังเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่า ความน่าจะเป็นของการเกิดเอลนีโญในช่วงครึ่งหลังของปีอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ไทยเสี่ยงเผชิญฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยและเกิดภัยแล้งต่อเนื่อง
พืชเศรษฐกิจสำคัญอย่างข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด รวมถึงผลไม้ที่ใช้น้ำมาก เช่น ทุเรียน มังคุด และลำไย มีโอกาสได้รับผลกระทบจากผลผลิตที่ลดลง ซึ่งจะกระทบต่อรายได้เกษตรกรและมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศ
สรุปข่าว
"เอลนีโญ" 2026 เขย่าความมั่นคงอาหารโลก ไทยพร้อมรับมือแค่ไหน?
วิกฤตที่กำลังคืบคลานเข้ามาในปี 2569 อาจไม่ใช่วิกฤตการเงินหรือสงครามการค้า แต่เป็น "เอลนีโญ" ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สามารถเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจ และความมั่นคงด้านอาหารของโลกได้พร้อมกัน
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ส่งสัญญาณเตือนว่า เอลนีโญที่เริ่มก่อตัวในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ มีแนวโน้มรุนแรงกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา โดยสภาพอากาศแปรปรวนจะเริ่มชัดเจนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ก่อนจะทวีความรุนแรงในช่วงปลายปีและฤดูหนาว จากนั้นจึงค่อย ๆ อ่อนกำลังลงในปี 2570 อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและราคาอาหารอาจลากยาวไปจนถึงปี 2571
สิ่งที่น่ากังวลคือ เอลนีโญไม่ได้หมายถึงเพียงอากาศร้อนหรือภัยแล้ง แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อการเพาะปลูกทั่วโลก ซึ่งอาจกระทบต่อปริมาณอาหารและต้นทุนการผลิตในหลายประเทศ
ทำไมเอลนีโญจึงเป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก
สื่อและนักวิชาการหลายแห่งเรียกเอลนีโญปีนี้ว่า "ซูเปอร์เอลนีโญ" หรือแม้แต่ "ก๊อดซิลลา เอลนีโญ" เพื่อสะท้อนถึงระดับความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น
เหตุผลที่ทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่สภาพอากาศ แต่เชื่อมโยงไปถึงสินค้าเกษตรหลักของโลก ได้แก่ ข้าวสาลี ข้าว ข้าวโพด และถั่วเหลือง ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานคิดเป็นประมาณ 60% ของแคลอรีที่ประชากรโลกบริโภค
หากผลผลิตของพืชเหล่านี้ลดลงเพียงบางภูมิภาค ก็สามารถส่งผลต่อราคาสินค้าเกษตรทั่วโลกได้ทันที เนื่องจากตลาดอาหารมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด
ผลกระทบยังลุกลามไปถึงภาคปศุสัตว์ เพราะอาหารสัตว์มีต้นทุนสูงขึ้น ขณะที่สภาพอากาศร้อนจัดยังทำให้ประสิทธิภาพการเลี้ยงสัตว์ลดลง ส่งผลให้ต้นทุนอาหารทั้งระบบปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
ข่าวดี โลกยังมีเสบียงอาหารจำนวนมาก
แม้ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น แต่สถานการณ์ปีนี้แตกต่างจากหลายครั้งในอดีต เนื่องจากโลกมีปริมาณสำรองอาหารอยู่ในระดับสูง ย้อนกลับไปในช่วงซูเปอร์เอลนีโญปี 2015-2016 โลกเผชิญภัยแล้ง น้ำท่วม และอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรในหลายทวีป
ก่อนหน้านั้น เอลนีโญปี 1997-1998 ก็สร้างความเสียหายอย่างหนัก ทั้งไฟป่า น้ำท่วม และผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลงในหลายประเทศ
แต่ในปี 2026 สถานการณ์แตกต่างออกไป รายงานของ Reuters อ้างคำให้สัมภาษณ์ของ Shirley Mustafa นักเศรษฐศาสตร์จากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า ปริมาณสำรองอาหารของโลกกำลังอยู่ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งจะช่วยรองรับผลกระทบจากเอลนีโญได้ในระดับหนึ่ง
ข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด และถั่วเหลือง มีสำรองสูง
ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ระบุว่า ปริมาณสำรองข้าวสาลีโลก ณ วันที่ 1 กรกฎาคม คาดว่าจะอยู่ที่ 279.95 ล้านเมตริกตัน สูงที่สุดในรอบ 5 ปี ส่วนปริมาณสำรองข้าวสารทั่วโลกอยู่ที่ 196.16 ล้านตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงต้นปี 2569
ขณะที่ปริมาณสำรองข้าวโพดทั่วโลกมีแนวโน้มแตะ 303.4 ล้านตัน สูงสุดในรอบ 3 ปี และถั่วเหลืองก็มีปริมาณสำรองอยู่ในระดับสูงเช่นกัน
สำหรับประเทศไทย Reuters ยังประเมินว่า ไทยยังคงมีความได้เปรียบในฐานะผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก เนื่องจากระดับน้ำในเขื่อนยังอยู่ในเกณฑ์ดี ช่วยลดความเสี่ยงต่อการผลิตเมื่อเทียบกับหลายประเทศคู่แข่ง
ไทยยังต้องจับตาผลกระทบอย่างใกล้ชิด
แม้โลกจะมีอาหารสำรองจำนวนมาก แต่ผลกระทบของเอลนีโญต่อประเทศไทยยังเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่า ความน่าจะเป็นของการเกิดเอลนีโญในช่วงครึ่งหลังของปีอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ไทยเสี่ยงเผชิญฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยและเกิดภัยแล้งต่อเนื่อง
พืชเศรษฐกิจสำคัญอย่างข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด รวมถึงผลไม้ที่ใช้น้ำมาก เช่น ทุเรียน มังคุด และลำไย มีโอกาสได้รับผลกระทบจากผลผลิตที่ลดลง ซึ่งจะกระทบต่อรายได้เกษตรกรและมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศ
ไม่ใช่แค่เกษตร แต่กระทบทั้งเศรษฐกิจ
ภาคเกษตรของไทยมีสัดส่วนประมาณ 8-9% ของ GDP แม้จะไม่ใช่ภาคเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด แต่มีประชาชนหลายล้านครัวเรือนพึ่งพารายได้จากภาคส่วนนี้ หากผลผลิตลดลง รายได้เกษตรกรก็จะหดตัว ส่งผลต่อกำลังซื้อภายในประเทศ กระทบภาคธุรกิจต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ราคาอาหารที่สูงขึ้นยังอาจเร่งเงินเฟ้อ ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเผชิญความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างการดูแลเงินเฟ้อกับการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายอัตราดอกเบี้ย
ผลกระทบยังขยายไปถึงภาคอุตสาหกรรมและภาคพลังงาน เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ทั้งในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานของประเทศสูงขึ้นตามไปด้วย
รัฐเร่งวางแผนรับมือ
รัฐบาลไทยประกาศเดินหน้ามาตรการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก เพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงจากเอลนีโญ มาตรการสำคัญประกอบด้วย การเร่งกักเก็บน้ำในอ่างเก็บน้ำ การปรับแผนระบายน้ำ และการติดตามสถานการณ์อากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรมตลอดฤดูแล้ง
ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังส่งเสริมให้เกษตรกรปรับแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน สนับสนุนการปลูกพืชใช้น้ำน้อย พร้อมเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ ระบบชลประทาน แหล่งเก็บน้ำ เครื่องสูบน้ำ และระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อลดความเสียหายจากภัยแล้งและจำกัดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
วิกฤตที่อาจกลายเป็นโอกาสของไทย
เอลนีโญไม่ใช่เพียงเรื่องของฝนฟ้าอากาศ แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในช่วงหลายปีข้างหน้า ทั้งด้านราคาอาหาร เงินเฟ้อ การค้า และความมั่นคงทางอาหาร
แม้หลายประเทศจะต้องเผชิญความท้าทายจากผลผลิตที่ลดลง แต่สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายสำคัญของโลก วิกฤตครั้งนี้ก็อาจกลายเป็นโอกาส หากสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ รักษาระดับผลผลิต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ท้ายที่สุด ความสำเร็จในการรับมือเอลนีโญจะไม่ได้ส่งผลดีเฉพาะต่อภาคเกษตรเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความมั่นคงทางอาหาร รายได้ของประเทศ และคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งประเทศด้วย
- มาแล้ว “โซลาร์ภาคประชาชน” รัฐรับซื้อไฟส่วนเกิน เช็กรายละเอียดที่นี่!
- "เอลนีโญ" 2026 เขย่ามั่นคงอาหารโลก ไทยพร้อมหรือยัง?
- เอลนีโญปลุก “ทะเลเดือด” เสี่ยงคุกคามชีวิตสัตว์ทะเลทั่วแปซิฟิก
- วิกฤตแล้งโคโลราโด! อ่างเก็บน้ำแห้งสนิท ไฟป่าจ่อปะทุทั้งรัฐ
- จับตา "เอลนีโญ" เสี่ยงดันเงินเฟ้อ-ค่าครองชีพพุ่ง! กระทบปากท้องคนไทยแบบไม่รู้ตัว?
ที่มาข้อมูล : Reuters USDA FAO สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)
ที่มารูปภาพ : GPT Image Magnific
รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ
