
นายตรีวิทย์ วังวรวุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการรักษาการ รองหัวหน้าสายงานดูเเลตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกรรมการผุ้จัดการ บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) หรือ TFEX กล่าวในงาน Beat tha War กลยุทธ์ผู้ชนะ รับมือเกมลงทุนโลกเปลี่ยน ที่จัดขึ้นโดยสำนักข่าว TNN และ รายการชั่วโมงทำเงิน ในหัวข้อ " คว้าโอกาส บนโลกการลงทุนยุคใหม่"
ว่าในมุมมองการลงทุนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ยากขึ้น แต่เป็นเพราะ “บริบทการลงทุน” เปลี่ยนไปมากกว่าในอดีตนักลงทุนมักได้รับคำแนะนำว่า หากเจอหุ้นดีให้ซื้อและถือยาว หากราคาปรับตัวลงก็ทยอยซื้อเพิ่ม หรือที่เรียกว่าการถัวเฉลี่ยต้นทุน เพราะในหลายช่วงเวลาตลาดมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในระยะยาวไม่ว่าจะเป็นคำสอนจากอาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ หรือกูรูด้านการลงทุน หลายคนต่างแนะนำแนวทางคล้ายกัน คือเลือกสินทรัพย์ที่ดี ลงทุนระยะยาว และใช้จังหวะตลาดปรับฐานเป็นโอกาสในการสะสมเพิ่ม
แต่ในปัจจุบันบริบทการลงทุนที่เปลี่ยนไป มี 3 บริบทหลัก ได้แก่ 1.ทิศทางราคาเปลี่ยนรวดเร็วเพียงข้ามคืน , แนวคิดในอดีตตามตำราได้มีการเปลี่ยนแปลงไป และ ต้นทุนการรอที่สูงขึ้นจากสถานการณ์โลกในปัจจุบัน
เมื่อบริบทการลงทุนเปลี่ยนไป นักลงทุนก็ต้องมีเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงเช่นกันในอดีต การลงทุนอาจเน้นการเลือกสินทรัพย์ที่ดี ซื้อแล้วถือระยะยาว แต่ในปัจจุบันแค่การมองหาสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโตอาจไม่เพียงพออีกต่อไป สิ่งสำคัญคือต้องมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากพอหรือไม่ในการปกป้องทรัพย์สิน และรักษาความมั่งคั่งที่สร้างมาได้ในระยะยาว ดังนั้น การลงทุนในยุคใหม่ไม่ใช่แค่การมองหาโอกาสในการเติบโต แต่ต้องมองถึงการรักษาและปกป้องความมั่งคั่งควบคู่กันไปด้วย
สรุปข่าว
นายตรีวิทย์ วังวรวุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการรักษาการ รองหัวหน้าสายงานดูเเลตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกรรมการผุ้จัดการ บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) หรือ TFEX กล่าวในงาน Beat tha War กลยุทธ์ผู้ชนะ รับมือเกมลงทุนโลกเปลี่ยน ที่จัดขึ้นโดยสำนักข่าว TNN และ รายการชั่วโมงทำเงิน ในหัวข้อ " คว้าโอกาส บนโลกการลงทุนยุคใหม่"
ว่าในมุมมองการลงทุนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ยากขึ้น แต่เป็นเพราะ “บริบทการลงทุน” เปลี่ยนไปมากกว่าในอดีตนักลงทุนมักได้รับคำแนะนำว่า หากเจอหุ้นดีให้ซื้อและถือยาว หากราคาปรับตัวลงก็ทยอยซื้อเพิ่ม หรือที่เรียกว่าการถัวเฉลี่ยต้นทุน เพราะในหลายช่วงเวลาตลาดมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในระยะยาวไม่ว่าจะเป็นคำสอนจากอาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ หรือกูรูด้านการลงทุน หลายคนต่างแนะนำแนวทางคล้ายกัน คือเลือกสินทรัพย์ที่ดี ลงทุนระยะยาว และใช้จังหวะตลาดปรับฐานเป็นโอกาสในการสะสมเพิ่ม
แต่ในปัจจุบันบริบทการลงทุนที่เปลี่ยนไป มี 3 บริบทหลัก ได้แก่ 1.ทิศทางราคาเปลี่ยนรวดเร็วเพียงข้ามคืน , แนวคิดในอดีตตามตำราได้มีการเปลี่ยนแปลงไป และ ต้นทุนการรอที่สูงขึ้นจากสถานการณ์โลกในปัจจุบัน
เมื่อบริบทการลงทุนเปลี่ยนไป นักลงทุนก็ต้องมีเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงเช่นกันในอดีต การลงทุนอาจเน้นการเลือกสินทรัพย์ที่ดี ซื้อแล้วถือระยะยาว แต่ในปัจจุบันแค่การมองหาสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโตอาจไม่เพียงพออีกต่อไป สิ่งสำคัญคือต้องมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากพอหรือไม่ในการปกป้องทรัพย์สิน และรักษาความมั่งคั่งที่สร้างมาได้ในระยะยาว ดังนั้น การลงทุนในยุคใหม่ไม่ใช่แค่การมองหาโอกาสในการเติบโต แต่ต้องมองถึงการรักษาและปกป้องความมั่งคั่งควบคู่กันไปด้วย
ในช่วงต้นปี 2569 ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งหลังปัจจัยบวกหลายด้าน โดยเฉพาะความคาดหวังหลังการเลือกตั้ง ทำให้ดัชนี SET ปรับขึ้นไปทดสอบระดับ 1,600 จุด นักลงทุนจำนวนมากมีความเชื่อมั่นและมองเห็นโอกาสในการสร้างผลตอบแทน แต่แล้ววันหนึ่ง สถานการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น เหตุการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการ โจมตีอิหร่าน เมื่อช่วงวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ได้เปลี่ยนบรรยากาศการลงทุนไปอย่างรวดเร็ว
*ยกตัวอย่างภาพนักลงทุน 3 คน ที่ลงทุนในหุ้นไทย 100,000 บาทเท่ากัน
ได้รับผลตอบแทนที่ดีในช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้น แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ดัชนี SET ปรับตัวลดลงประมาณ 10% ภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์ มูลค่าพอร์ตการลงทุนของทั้ง 3 คนก็ลดลงตามไปด้วย จาก 100,000 บาท เหลือประมาณ 90,000 บาท หรือขาดทุนทางบัญชี 10,000 บาท
นักลงทุน A : "ช้อนซื้อไปเรื่อยๆ" ข้อดีคือ หากตลาดฟื้นในที่สุดอาจได้ต้นทุนเฉลี่ยที่ต่ำลงและทำกำไรได้ดี แต่ข้อเสียคือ ระหว่างทางต้องรับแรงกดดันทางจิตใจสูงมาก เพราะไม่รู้ว่าตลาดจะลงอีกแค่ไหน และอาจเกิดความกังวลว่าต้อง "ช้อน" เพิ่มอีกหรือไม่
นักลงทุน B : "กลัวแล้วขายออกทั้งหมด" ข้อดีคือ หากตลาดลงต่อ ก็หลีกเลี่ยงการขาดทุนเพิ่มได้ แต่ข้อเสียคือ หากตลาดฟื้นเร็ว นักลงทุนอาจพลาดโอกาส กลับขึ้น เพราะการขายออกไปเท่ากับ "ออกจากเกม" และการรอคอยก็มีต้นทุน เช่น เงินฝากที่ให้ผลตอบแทนต่ำมาก
นักลงทุน C : "ยังลงทุนอยู่ แต่มีเครื่องมือ ป้องกันความเสี่ยง" แนวคิดคือไม่ได้หนีออกจากตลาด แต่ใช้เครื่องมือป้องกันความเสียง เช่น ประกันการลงทุน กองทุนป้องกันความเสี่ยง หรือสินทรัพย์ที่เคลื่อนไหวสวนตลาดบางส่วนผลคือ เมื่อขาดทุน เครื่องมือเหล่านี้ช่วยชดเชยบางส่วนและเมื่อถึงวันที่ตลาดฟื้น นักลงทุนก็ยัง "อยู่ในเกม" พร้อมรับการฟื้นตัวของพอร์ต
นักลงทุน C ในตัวอย่างก่อนหน้านี้ เลือกใช้สิ่งที่เรียกว่า “อนุพันธ์” (Derivatives) เป็นเครื่องมือช่วยบริหารความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน โดยในประเทศไทยมีการซื้อขายผ่าน ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (TFEX) ซึ่งเปิดดำเนินการมานานกว่า 20 ปีแล้ว หากเปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย อนุพันธ์มีบทบาทคล้ายกับการทำประกันภัย เราซื้อประกันรถยนต์หรือประกันชีวิตไม่ได้เพราะอยากใช้ แต่ซื้อไว้เพื่อสร้างความอุ่นใจ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น
ปัจจุบันตลาดอนุพันธ์แบ่งเครื่องมือออกเป็น 2 ประเภท คือ Futures และ Options
ประเภทแรกคือ Futures หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายในการซื้อหรือขายสินทรัพย์ที่ราคาและเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ Futures ก็คล้ายกับการจองตั๋วเครื่องบินหรือจองโรงแรมล่วงหน้าเพื่อเดินทางในอนาคต เราตกลงราคากันตั้งแต่วันนี้ แม้ว่าจะยังไม่ได้ใช้บริการในทันที
ส่วนอีกประเภทหนึ่งคือ Options ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับการทำประกัน โดยผู้ซื้อจะจ่ายค่าเบี้ยหรือค่าพรีเมียม เพื่อแลกกับ “สิทธิ” ในการซื้อหรือขายสินทรัพย์ในอนาคตตามเงื่อนไขที่กำหนด แต่ไม่มีภาระผูกพันว่าจะต้องใช้สิทธินั้นเสมอไป
สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจก่อนเกี่ยวกับอนุพันธ์ คือ “สินทรัพย์อ้างอิง” (Underlying Asset) อนุพันธ์เป็นการซื้อขาย “สัญญา” ไม่ใช่การซื้อสินทรัพย์โดยตรง ดังนั้นก่อนลงทุน เราต้องรู้ก่อนว่าสัญญาที่เราซื้อขายนั้นอ้างอิงกับสินทรัพย์ประเภทใด ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันความเสี่ยงหรือการเก็งกำไร สิ่งที่นักลงทุนสนใจจริง ๆ คือการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์อ้างอิงเหล่านั้น
สำหรับตลาดอนุพันธ์ของไทย หรือ Thailand Futures Exchange (TFEX) สามารถแบ่งสินทรัพย์อ้างอิงออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่
1. กลุ่มหุ้น (Equity Derivatives) เป็นอนุพันธ์ที่อ้างอิงกับตลาดหุ้นหรือหุ้นรายตัว เช่น SET50 - Stock Futures หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอ้างอิงหุ้นรายตัว และ SET50 Options เครื่องมือเหล่านี้สามารถใช้ทั้งเพื่อเก็งกำไรและป้องกันความเสี่ยงจากการถือหุ้นได้
2. กลุ่มสินทรัพย์ที่ไม่ใช่หุ้น (Non-Equity Derivatives) ซึ่งเป็นอนุพันธ์ที่อ้างอิงกับสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น ทองคำ, เงิน (Silver), ยางพารา หรือ อัตราแลกเปลี่ยน (FX) เป็นต้น
ซึ่งอนุพันธ์ หรือ TFEX ยังไม่เป็นที่นิยมมากนักสำหรับนักลงทุนไทย เนื่องจากหลายคนมักมีภาพจำเกี่ยวกับอนุพันธ์ว่าเป็นเรื่องซับซ้อน มีความเสี่ยงสูง และเหมาะสำหรับผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อว่าอนุพันธ์เป็นเครื่องมือสำหรับ “การเก็งกำไร” เป็นหลัก จึงยิ่งทำให้นักลงทุนจำนวนมากมองข้ามและไม่กล้าเข้ามาศึกษา แต่ในความเป็นจริง อนุพันธ์มีอีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการเป็น เครื่องมือบริหารความเสี่ยง (Risk Management Tool) ช่วยให้นักลงทุนสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การลงทุนในตลาดอนุพันธ์ (TFEX) มีเรื่องสำคัญที่นักลงทุนควรเข้าใจ 3 ประการ ได้แก่ มูลค่า 1 สัญญา , Leverage ผลลัพธ์ขยายตัว และมีวินัยจัดการ Margin
1. มูลค่า 1 สัญญา
ตัวอย่างเช่น Mini Gold Online Futures ซึ่งเป็นสัญญาอ้างอิงทองคำ โดย 1 สัญญามีมูลค่าเทียบเท่าทองคำประมาณ 1 ออนซ์ หรือราว 2 บาททองคำ หากราคาทองคำอยู่ที่ประมาณ 65,000 บาทต่อบาททองคำ มูลค่าทอง 2 บาทก็จะอยู่ที่ประมาณ 130,000 บาท นั่นหมายความว่า 1 สัญญามีมูลค่าอ้างอิงประมาณ 130,000 บาท ซึ่งผู้ลงทุนต้องเข้าใจว่า 1 สัญญา ที่เราซื้อ ขึ้น-ลง เท่ากับมูลค่าสัญญาทั้งหมดเท่าไหร่
2. Leverage ผลลัพธ์ขยายตัว
จุดเด่นของตลาดฟิวเจอร์ส เพราะนักลงทุนไม่จำเป็นต้องใช้เงินเต็ม 130,000 บาท เต็มจำนวนตามมูลค่าของสัญญา หากจะซื้อทอง 2 บาท แต่ใช้เพียง Margin (เงินวางหลักประกัน) เท่านั้น ซึ่งอาจอยู่ที่ประมาณ 10-15% ของมูลค่าสัญญา หรือประมาณ 13,000-15,000 บาทเท่านั้น
3.มีวินัยจัดการ Margin
นักลงทุนต้องมีวินัยในการบริหารเงินและบริหารความเสี่ยง เมื่อถึงเวลาที่ต้องเติมหลักประกัน (Margin) หรือลดความเสี่ยงของพอร์ต ก็ควรดำเนินการตามแผนที่วางไว้ ไม่ปล่อยให้อารมณ์เข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ แม้ว่าการลงทุนในฟิวเจอร์สจะใช้ Leverage แต่หากมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม เงินที่ใช้ลงทุนหรือเติมหลักประกันก็จะไม่เกินมูลค่าของสินทรัพย์อ้างอิงทั้งหมด
จะเห็นได้ว่าอนุพันธ์ไม่ได้มีไว้เพื่อเก็งกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับพอร์ตการลงทุนในโลกการลงทุนปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความผันผวน นักลงทุนจำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับการปกป้องเงินทุนควบคู่ไปกับการสร้างผลตอบแทน ซึ่งอนุพันธ์สามารถเข้ามามีบทบาทในส่วนนี้ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากการถือหุ้น การบริหารความเสี่ยงจากราคาทองคำ หรือการป้องกันความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ล้วนเป็นตัวอย่างของการใช้งานอนุพันธ์ในเชิงบริหารพอร์ตมากกว่าการเก็งกำไร
ปัจจุบันการเข้าถึงตลาดอนุพันธ์ก็สะดวกมากขึ้นกว่าในอดีต นักลงทุนสามารถเปิดบัญชีและซื้อขายผ่านแอปพลิเคชันของตลาดหลักทรัพย์ได้เช่นเดียวกับการซื้อขายหุ้นทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ก่อนเริ่มใช้งาน นักลงทุนควรทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานให้ครบถ้วน ทั้งเรื่องขนาดสัญญา Leverage เงินวางหลักประกัน (Margin) และการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้สามารถใช้เครื่องมือนี้ได้อย่างเหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนของตนเอง
- TFEX เปิดเทรด Mini Gold Online Futures หนุนเพิ่มสัญญาซื้อขาย
- TFEX เตรียมเปิดเทรด Mini Gold Online Futures ดึงรายย่อยลงทุนทอง
- ถึงเวลาคัดหุ้นเข้าพอร์ต! กำไร บจ. Q1/69 แกร่ง หนุน SET ติดเครื่องรอบใหม่
- หุ้นไทยวันนี้ 6 พฤษภาคม 2569 ปิดเพิ่ม 26.81 จุด ตลาดไร้ปัจจัยใหม่หนุน
- สรุปมุมมอง "ป็อก ยุวาน" เทรด TFEX อย่างไรให้ชนะ? ชี้เป้า SET50 มีโอกาสปรับขึ้น พร้อมแนะทริคบริหารหน้าตัก
ที่มาข้อมูล : TNN Wealth
ที่มารูปภาพ : TNN Wealth
