แจกเงินหรือสร้างแรงจูงใจ? รู้จัก Negative Income Tax แนวคิดแก้จนที่คนจับตา

Share on Line Share on Facebook Share on X
แจกเงินหรือสร้างแรงจูงใจ?  รู้จัก Negative Income Tax  แนวคิดแก้จนที่คนจับตา

แม้หลายประเทศทั่วโลกจะใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลไปกับโครงการสวัสดิการและการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย แต่ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลหลายแห่งต้องเผชิญ คำถามที่ตามมาคือ การช่วยเหลือประชาชนควรอยู่ในรูปแบบของการ "แจกเงิน" หรือควรออกแบบระบบที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้คนยังคงทำงานและสร้างรายได้ต่อไป

 

หนึ่งในแนวคิดที่ถูกพูดถึงมาอย่างยาวนานในแวดวงเศรษฐศาสตร์ คือ Negative Income Tax (NIT) หรือ ภาษีเงินได้ติดลบ ซึ่งเสนอว่า แทนที่รัฐจะเก็บภาษีจากทุกคน ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าระดับที่กำหนดควรได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐผ่านระบบภาษี เพื่อให้มีรายได้ขั้นต่ำเพียงพอต่อการดำรงชีพ

 

แนวคิดนี้ได้รับความสนใจจากนักเศรษฐศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก เพราะถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่อาจช่วยลดความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็ยังรักษาแรงจูงใจในการทำงานเอาไว้ แตกต่างจากสวัสดิการบางรูปแบบที่อาจทำให้ผู้ได้รับสิทธิสูญเสียผลประโยชน์ทันทีเมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น

 

Negative Income Tax จึงไม่ใช่เพียงแนวคิดเรื่องการแจกเงิน แต่เป็นความพยายามออกแบบระบบช่วยเหลือที่สร้างสมดุลระหว่างการดูแลผู้มีรายได้น้อยกับการส่งเสริมให้ประชาชนยังคงมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจ และนั่นคือเหตุผลที่แนวคิดนี้ยังคงถูกจับตามองในฐานะหนึ่งในทางเลือกสำคัญของการแก้ปัญหาความยากจนในโลกยุคใหม่

สรุปข่าว

Negative Income Tax คืออะไร และเหตุใดจึงถูกมองว่าเป็นมากกว่าการแจกเงิน? นี่คือแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่พยายามช่วยเพิ่มรายได้ให้ผู้มีรายได้น้อย พร้อมรักษาแรงจูงใจในการทำงานไปพร้อมกัน แม้จะยังเป็นประเด็นถกเถียงในหลายประเทศ แต่ Negative Income Tax ก็เป็นหนึ่งในแนวคิดสวัสดิการที่ถูกจับตา ในฐานะทางเลือกในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับประชาชน.

แม้หลายประเทศทั่วโลกจะใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลไปกับโครงการสวัสดิการและการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย แต่ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลหลายแห่งต้องเผชิญ คำถามที่ตามมาคือ การช่วยเหลือประชาชนควรอยู่ในรูปแบบของการ "แจกเงิน" หรือควรออกแบบระบบที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้คนยังคงทำงานและสร้างรายได้ต่อไป

 

หนึ่งในแนวคิดที่ถูกพูดถึงมาอย่างยาวนานในแวดวงเศรษฐศาสตร์ คือ Negative Income Tax (NIT) หรือ ภาษีเงินได้ติดลบ ซึ่งเสนอว่า แทนที่รัฐจะเก็บภาษีจากทุกคน ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าระดับที่กำหนดควรได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐผ่านระบบภาษี เพื่อให้มีรายได้ขั้นต่ำเพียงพอต่อการดำรงชีพ

 

แนวคิดนี้ได้รับความสนใจจากนักเศรษฐศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก เพราะถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่อาจช่วยลดความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็ยังรักษาแรงจูงใจในการทำงานเอาไว้ แตกต่างจากสวัสดิการบางรูปแบบที่อาจทำให้ผู้ได้รับสิทธิสูญเสียผลประโยชน์ทันทีเมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น

 

Negative Income Tax จึงไม่ใช่เพียงแนวคิดเรื่องการแจกเงิน แต่เป็นความพยายามออกแบบระบบช่วยเหลือที่สร้างสมดุลระหว่างการดูแลผู้มีรายได้น้อยกับการส่งเสริมให้ประชาชนยังคงมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจ และนั่นคือเหตุผลที่แนวคิดนี้ยังคงถูกจับตามองในฐานะหนึ่งในทางเลือกสำคัญของการแก้ปัญหาความยากจนในโลกยุคใหม่

*Negative Income Tax คืออะไรทำไมแนวคิดนี้ถูกพูดถึงมากขึ้นในปัจจุบัน    

 

ในประเทศไทยรัฐบาลไทยมีแผนจะนำระบบ Negative Income Tax (ภาษีเงินได้เชิงลบ) มาใช้เป็นครั้งแรก ในปี 2571 โดยเปลี่ยนให้ประชาชนทุกคนต้องยื่นภาษีไม่ว่าจะมีรายได้ถึงเกณฑ์หรือไม่ก็ตาม แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงการจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่เท่านั้น แต่ยังมีจุดมุ่งหมายในการลดความซ้ำซ้อนของโครงการช่วยเหลือและสวัสดิการต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายอยู่หลายโครงการให้เหลือเพียงระบบเดียวที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และตรงกลุ่มเป้าหมายมากกว่าเดิม

 

Negative Income Tax หรือ “ภาษีเงินได้เชิงลบ” เป็นแนวคิดด้านนโยบายภาษีและสวัสดิการสังคมที่ถูกเสนอโดยนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันชื่อดัง Milton Friedman เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ โดยมีหลักการตรงไปตรงมาว่า

 

หากมีรายได้สูงกว่าระดับขั้นต่ำที่รัฐกำหนด - จะต้องเสียภาษีตามปกติ

หากมีรายได้ต่ำกว่าระดับขั้นต่ำที่รัฐกำหนด -ไม่ต้องเสียภาษี และรัฐจะจ่าย “เงินช่วยเหลือ” ให้ 

 

*ทำไม Negative Income Tax ถูกมองว่าไม่ใช่แค่ "การแจกเงิน"

 

แม้ Negative Income Tax (NIT) จะมีหลักการที่รัฐโอนเงินให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่าระดับที่กำหนด แต่แนวคิดนี้ถูกมองว่าแตกต่างจากการ "แจกเงิน" ทั่วไป เพราะถูกออกแบบให้เป็นระบบที่ช่วยเหลือประชาชนควบคู่ไปกับการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน

 

หัวใจสำคัญของ NIT คือ ผู้ได้รับสิทธิจะยังคงได้รับประโยชน์จากการหารายได้เพิ่มขึ้น โดยเงินช่วยเหลือจากรัฐจะค่อย ๆ ลดลงตามระดับรายได้ที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้ถูกตัดสิทธิทันทีเมื่อเริ่มมีรายได้เหมือนสวัสดิการบางประเภท

 

นอกจากนี้ NIT ยังถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อยผ่านระบบภาษีโดยตรง แทนการจัดตั้งโครงการสวัสดิการจำนวนมากที่อาจมีความซ้ำซ้อนและต้นทุนการบริหารสูง

 

*ข้อดี–ข้อจำกัดของ Negative Income Tax

 

ข้อดี

ช่วยเพิ่มรายได้ให้ผู้มีรายได้น้อยได้ตรงกลุ่ม รักษาแรงจูงใจในการทำงาน เพราะรายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่ทำให้สูญเสียสิทธิทันที ลดความซับซ้อนและความซ้ำซ้อนของระบบสวัสดิการ

ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้

 

ข้อจำกัด

ต้องมีฐานข้อมูลรายได้ที่แม่นยำและตรวจสอบได้ อาจสร้างภาระงบประมาณจำนวนมากให้ภาครัฐ มีความเสี่ยงต่อการปกปิดรายได้เพื่อรับสิทธิ ดำเนินการได้ยากในประเทศที่มีแรงงานนอกระบบจำนวนมาก

 

*ย้อนแนวคิด Negative Income Tax ครั้งแรกช่วงปี ค.ศ. 1962

 

สำหรับ Negative Income Tax หรือภาษีเงินได้แบบติดลบ ถูกคิดค้นและนำเสนอเป็นครั้งแรกช่วงปีค.ศ. 1962 โดยศาสตราจารย์ Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน เจ้าของรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์

 

ช่วงทศวรรษ 1960-1970 มีการทดลองโครงการ Negative Income Tax ในหลายรัฐของสหรัฐฯ ผลการทดลอง พบว่า มีประชาชนเริ่มลดชั่วโมงการทำงานของตัวเองลง สื่อถึงผู้คนเริ่มรู้ว่า ทำงานน้อยก็ได้ เพราะมีเงินชดเชยจากรัฐเข้ามาช่วย จึงเป็นประเด็นที่ทำให้โครงการนี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้กันอย่างกว้างขวางมากขึ้น

 

แนวคิดของ Negative Income Tax ถูกเสนอขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน และการกระจายรายได้ อย่างไม่เท่าเทียมกัน นั่นหมายถึงคนที่ทำงานแต่มีรายได้น้อยควรได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มเติมจากรัฐ เริ่มจากการกำหนดระดับรายได้พื้นฐานขั้นต่ำ หากบุคคลใดมีรายได้น้อยกว่าระดับนี้ รัฐบาลจะจ่ายเงินชดเชยส่วนที่ขาด เพื่อให้รายได้ของพวกเขาเหล่านั้นเพิ่มขึ้นถึงระดับขั้นต่ำได้

 

หลักการของ Negative Income Tax รัฐบาลจะมีการกำหนดระดับรายได้พื้นฐาน “ขั้นต่ำ” ที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต ตัวอย่างเช่น “รายได้ 20,000 บาทต่อเดือน” หากบุคคลใดมีรายได้น้อยกว่าระดับนี้ รัฐบาลจะจ่ายเงินชดเชยให้ เพื่อให้รายได้ของบุคคลนั้นถึงระดับที่กำหนด นั่นหมายถึงหากบุคคลมีรายได้ 15,000 บาทต่อเดือน รัฐบาลอาจต้องจ่ายเพิ่ม 5,000 บาท เพื่อให้รายได้รวมเป็น 20,000 บาท และเมื่อรายได้ของบุคคลเพิ่มขึ้น การชดเชยจากรัฐบาลจะลดลงตามสัดส่วน จนกระทั่งรายได้ถึงระดับที่กำหนดและไม่ต้องการการชดเชยอีกต่อไป

 

สำหรับประเทศที่มีการดำเนินนโยบาย Negative Income Tax ตามชื่อเรียกขานที่แตกต่างกันไป เริ่มจากสหรัฐอเมริกา, อิสราเอล, เกาหลีใต้ และสวีเดน เรียกว่า Earned Income Tax Credit (EITC), ออสเตรเลีย เรียกว่า Family Tax Benefit (FTB), นิวซีแลนด์ เรียกว่า Independent Earner Tax Credit (IETC), สิงคโปร์ เรียกว่า Workfare Income Supplement (WIS), แคนาดา เรียกว่า Working Income Tax Benefit (WITB) และสหราชณาจักร Working Tax Credit (WTC)

 

*ระหว่าง "การแจกเงิน" กับ "การสร้างแรงจูงใจ"

 

Negative Income Tax อาจดูคล้ายกับการแจกเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้คือการออกแบบระบบที่ช่วยยกระดับรายได้ของผู้มีรายได้น้อย โดยไม่ลดทอนแรงจูงใจในการทำงาน เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น เงินสนับสนุนจะค่อย ๆ ลดลง ทำให้ผู้ได้รับสิทธิยังคงได้รับประโยชน์จากการสร้างรายได้ด้วยตนเอง

 

แม้จะยังมีข้อถกเถียงเรื่องภาระงบประมาณและความพร้อมของระบบภาษี แต่ Negative Income Tax สะท้อนความพยายามในการหาจุดสมดุลระหว่างการดูแลผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือกับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ และนั่นคือเหตุผลที่แนวคิดนี้ยังคงถูกจับตามองในฐานะหนึ่งในทางเลือกของนโยบายสวัสดิการแห่งอนาคต.

 

ที่มาข้อมูล : TNN Wealth

ที่มารูปภาพ : TNN Wealth

แท็กบทความ

NegativeIncomeTax
นักเศรษฐศาสตร์ กระทรวงการคลัง
NIT
กลุ่มเปราะบางผู้มีรายได้น้อย