
การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นักลงทุนย่อมคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุน ซึ่งส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับราคาซื้อขาย หรือเก็งกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้น เพราะสามารถหมุนเงินทำกำไรได้ไวกว่าการคาดหวังผลตอบแทนจาก "เงินปันผล"
สรุปข่าว
การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นักลงทุนย่อมคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุน ซึ่งส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับราคาซื้อขาย หรือเก็งกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้น เพราะสามารถหมุนเงินทำกำไรได้ไวกว่าการคาดหวังผลตอบแทนจาก "เงินปันผล"
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผลตอบแทนในรูปแบบของเงินปันผลนั้นมีความสำคัญต่อการวางแผนการลงทุน เพราะสามารถทำให้นักลงทุนสามารถประมาณการผลตอบแทนเฉลี่ยในแต่ละปีได้ และยังสามารถนำผลตอบแทนจากเงินปันผลนั้นมาลงทุนต่อ หรือ Reinvestment เพื่อสร้างผลตอแทนที่เพิ่มขึ้นได้อีกด้วย
ซึ่งเมื่อพูดถึง "หุ้นปันผล" นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะนึกถึง "หุ้นธนาคาร" โดยเฉพาะหุ้นธนาคารของไทยที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลที่สูงอย่่างต่อเนื่อง และยังเป็นธุรกิจที่มีความมั่นคงสูง และสภาวะการแข่งขันที่ไม่รุนแรงมากนัก เราจึงเห็นธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยรายงานกำไรสุทธิที่อยู่ในระดับที่สูงอย่างต่อเนื่อง แล้วทำไม่ถึงเป็นเช่นนั้น
ธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยนั้นมีความใกล้ชิดกับเศรษฐกิจไทยมาอย่่างยาวนาน และยังคงเป็นศูนย์กลางทางการเงินให้กับประชาชน และกลุ่มธุรกิจ ด้วยธรรมชาติของคนไทยที่มักจะให้ความสำคัญกับการฝากเงิน มากกว่าที่จะลงทุน เพราะเชื่อว่าธนาคารเป็นแหล่งฝากเงินที่ปลอดภัยที่สุด ถึงแม้จะให้ผลตอบแทนที่ต่ำมากก็ไม่เป็นไร
ส่วนการแข่งขันนั้นก็ไม่รุนแรงมากนัก ด้วยกฎระเบียบ การบริหารความเสี่ยงต่าง ๆ ทำให้ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นเงินฝาก หรือสินเชื่อมีอัตราดอกเบี้ยที่ใกล้เคียงกัน และที่สำคํญในประเทศไทยมีจำนวนแบรนด์ของธนาคารที่น้อยเมื่อเทียบกับในต่างประเทศ
โดยในประเทศไทยมีธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 11 แห่ง (ไม่รวมธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ) น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรมากกว่า 70 ล้านคน ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีธนาคารเกือบ 4,500 ธนาคารเมื่อเทียบกับประชากรประมาณ 342 ล้านคน ทำให้การแข่งขันนั้นสูงกว่าในประเทศไทยมาก
และเมื่อการแข่งขันไม่สูงธนาคารของไทยจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อแย่งฐานลูกค้า ไม่จำเป็นต้องแบกรับความเสี่ยงเพิ่มเพื่อแลกกับส่วนแบ่งการตลาด หุ้นธนาคารของไทยจึงสามารถสร้างผลประกอบการได้อย่างมั่นคงต่อเนื่อง
และเมื่อธุรกิจมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มั่นคง ผลกำไรอยู่ในระดับที่สูง ก็สามารถที่จะจ่ายเงินปันผลในระดับที่สูงได้ตามไปได้ ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า 4 ธนาคารใหญ่ของไทยที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลเพิ่มสูงขึ้นตลอด 3 ปี ที่ผ่านมา ประกอบไปด้วย
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL มีอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน ในปี 2566-2568 อยู่ที่ 2.88%, 4.64% และ 5.01% ตามลำดับ คิดเป็นอัตราการจ่ายปันผลเพิ่มขึ้น 22.03%, 61.11% และ 7.97% ตามลำดับ
ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK มีอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน ในปี 2566-2568 อยู่ที่ 2.96%, 4.18% และ 6.20% ตามลำดับ คิดเป็นอัตราการจ่ายปันผลเพิ่มขึ้น 34.55%, 41.22% และ 48.33% ตามลำดับ
ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB มีอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน ในปี 2566-2568 อยู่ที่ 3.71%, 4.13% และ 5.47% ตามลำดับ คิดเป็นอัตราการจ่ายปันผลเพิ่มขึ้น 57.20%, 11.32% และ 32.45% ตามลำดับ
ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB มีอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน ในปี 2566-2568 อยู่ที่ 4.35%, 5.62% และ 6.59% ตามลำดับ คิดเป็นอัตราการจ่ายปันผลเพิ่มขึ้น 61.71%, 29.20% และ 17.26% ตามลำดับ
- บจ. mai กำไร Q1/69 โต 25.3% เน้นคุมต้นทุน ปรับโครงสร้างธุรกิจ
- หุ้นไทยวันนี้ 26 พฤษภาคม 2569 ปิดบวก 3.03 จุด หุ้นแบงก์-DELTA ประคองตลาด
- ชี้หุ้นไทยเม็ดเงินจำกัด เก็งกำไรกระจุกตัว แนะจับตาข้อตกลง Abraham Accords พลิกโฉมตะวันออกกลาง
- เปิด 5 เทคนิคสแกนหุ้น "สภาพคล่อง" การเงินสูง ลดความเสี่ยงราคาหุ้นดิ่ง เพราะบจ.ผิดนัดชำระหนี้
- IMH พลิกกำไร 1Q69 ที่ 28.3 ล้านบาท รุก “Medical Tourism” ล็อกเป้ารายได้ปี 70 แตะ 1,500 ล้านบาท
Content สายการเงินตัวจริง รอบด้าน ด้วยประสบการณ์แนะนำการลงทุนบล.ชั้นนำ รู้ลึกด้วย Certificate วางแผนการเงิน และวิเคราะห์การลงทุน
