'ประกิต' ชี้ GDP ไตรมาสแรกโตทะลุเป้า 2.8% แนะถือเงินสด-ลุยหุ้นแบงก์ รับมือบอนด์ยีลด์พุ่ง

Share on Line Share on Facebook Share on X

คุณประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ให้สัมภาษณ์ในรายการ WEALTH LIVE ถึงทิศทางเศรษฐกิจและกลยุทธ์การลงทุน โดยระบุว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยในไตรมาสแรกที่ 2.8% ถือว่าเติบโตได้ดีและเซอร์ไพรส์ตลาด จากเดิมที่คาดการณ์ไว้เพียง 2.3-2.5%

คาด GDP ช่วงที่เหลือของปีชะลอตัว - จับตา พ.ร.ก. 4 แสนล้าน

คุณประกิต ประเมินว่านักลงทุนต้องเตรียมรับมือกับการเติบโตที่อาจแผ่วลงในไตรมาสถัดๆ ไป โดยอ้างอิงข้อมูลจากบลูมเบิร์ก คาดว่าไตรมาส 2 จะขยายตัวต่ำที่ระดับ 1.3% ไตรมาส 3 ที่ 1.6% และไตรมาส 4 อาจเหลือเพียง 0.1% ส่งผลให้ภาพรวมทั้งปีอาจขยายตัวที่ 1.5-2% ขณะที่สภาพัฒน์ประเมินตัวเลขไว้ค่อนข้างบวกที่ 2%

เมื่อวิเคราะห์ถึงปัจจัยขับเคลื่อน นายประกิตระบุว่า แม้เดือนมกราคมจะเป็นช่วงสูญญากาศจากการเลือกตั้ง (8 กุมภาพันธ์) ที่รัฐบาลทำได้เพียงประคองสถานการณ์ และเดือนมีนาคมมีปัจจัยกดดันจากสงครามสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน รวมถึงราคาพลังงานที่แพงขึ้น แต่ GDP ยังเติบโตได้ ซึ่งถูกชดเชยด้วยการทำงานที่เต็มเวลามากขึ้น โดยมีตัวผลักดันหลักคือการลงทุน (Investment) ทั้งจากภาครัฐและเอกชน

ส่วนประเด็น "พ.ร.ก. 4 แสนล้าน" ที่มีการคาดการณ์ว่าจะช่วยหนุน GDP ได้อีกประมาณ 0.4-0.5% นั้น นายประกิตระบุว่ายังต้องรอดูวัตถุประสงค์ในการใช้งานและจำนวนเงินกู้ที่แท้จริง โดยปัจจุบันเรื่องดังกล่าวยังอยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

สรุปข่าว

คุณประกิต มองภาพรวมเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 1 โตเกินคาด GDP ขยายตัว 2.8% ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 2.3-2.5% ปัจจัยที่ต้องติดตาม พ.ร.ก. 4 แสนล้าน ปัจจุบันอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญ ยังต้องรอความชัดเจนเรื่องจำนวนเงินและวัตถุประสงค์ กลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุน กลยุทธ์หลัก บอนด์ยีลด์ (Bond Yield) ทั่วโลกพุ่งสูง แนะนำให้ "ลดพอร์ตการลงทุน" และ "ถือเงินสด" ตลาดหุ้น เลือกลงทุนบางตัว โดยกลุ่มที่น่าสนใจในภาวะบอนด์ยีลด์สูงคือ "หุ้นกลุ่มธนาคาร"

คุณประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ให้สัมภาษณ์ในรายการ WEALTH LIVE ถึงทิศทางเศรษฐกิจและกลยุทธ์การลงทุน โดยระบุว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยในไตรมาสแรกที่ 2.8% ถือว่าเติบโตได้ดีและเซอร์ไพรส์ตลาด จากเดิมที่คาดการณ์ไว้เพียง 2.3-2.5%

คาด GDP ช่วงที่เหลือของปีชะลอตัว - จับตา พ.ร.ก. 4 แสนล้าน

คุณประกิต ประเมินว่านักลงทุนต้องเตรียมรับมือกับการเติบโตที่อาจแผ่วลงในไตรมาสถัดๆ ไป โดยอ้างอิงข้อมูลจากบลูมเบิร์ก คาดว่าไตรมาส 2 จะขยายตัวต่ำที่ระดับ 1.3% ไตรมาส 3 ที่ 1.6% และไตรมาส 4 อาจเหลือเพียง 0.1% ส่งผลให้ภาพรวมทั้งปีอาจขยายตัวที่ 1.5-2% ขณะที่สภาพัฒน์ประเมินตัวเลขไว้ค่อนข้างบวกที่ 2%

เมื่อวิเคราะห์ถึงปัจจัยขับเคลื่อน นายประกิตระบุว่า แม้เดือนมกราคมจะเป็นช่วงสูญญากาศจากการเลือกตั้ง (8 กุมภาพันธ์) ที่รัฐบาลทำได้เพียงประคองสถานการณ์ และเดือนมีนาคมมีปัจจัยกดดันจากสงครามสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน รวมถึงราคาพลังงานที่แพงขึ้น แต่ GDP ยังเติบโตได้ ซึ่งถูกชดเชยด้วยการทำงานที่เต็มเวลามากขึ้น โดยมีตัวผลักดันหลักคือการลงทุน (Investment) ทั้งจากภาครัฐและเอกชน

ส่วนประเด็น "พ.ร.ก. 4 แสนล้าน" ที่มีการคาดการณ์ว่าจะช่วยหนุน GDP ได้อีกประมาณ 0.4-0.5% นั้น นายประกิตระบุว่ายังต้องรอดูวัตถุประสงค์ในการใช้งานและจำนวนเงินกู้ที่แท้จริง โดยปัจจุบันเรื่องดังกล่าวยังอยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ผันผวนสูง คาดเดายาก

ในด้านสถานการณ์ต่างประเทศ นายประกิตมองว่ายังคงมีความไม่แน่นอนสูงและมีความสุ่มเสี่ยง โดยมีประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังคือ การที่ยูเครนใช้โดรนกว่า 600 ลำ ถล่มโรงกลั่นและท่อส่งน้ำมันรอบกรุงมอสโก ซึ่งตามหลักควรจะกดดันราคาน้ำมันให้พุ่งสูงขึ้น แต่ดัชนีตลาดหุ้นรัสเซียกลับปรับตัวเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงคาดเดาไม่ได้ หลังจากอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social เพื่อยุติสถานการณ์ชั่วคราว โดยอ้างว่าอิหร่านได้ส่งเงื่อนไขใหม่ไปยังปากีสถาน ซึ่งท่าทีดังกล่าวถูกมองว่าอาจเป็นไปเพื่อการปั่นหุ้น ในขณะเดียวกัน การประชุมอย่างเคร่งเครียดของเจ้าหน้าที่ทหารสหรัฐฯ ก็สะท้อนถึงความเสี่ยงที่อาจมีการยกระดับความรุนแรงในอนาคต

แนะลดพอร์ต ถือเงินสด และเลือกลงทุนกลุ่มธนาคาร

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ปัจจัยกดดันสำคัญคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงทั่วโลก ทั้งในสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และไทย ซึ่งจะกดดันสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท

คุณประกิตจึงแนะนำให้ "ลดพอร์ตการลงทุน" และเน้น "ถือครองเงินสด" เป็นหลัก สำหรับทองคำ แนะนำว่าหากไม่มีสถานะถือครองอยู่ถือว่าดี ส่วนน้ำมันควรมีไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยง (Hedging) สำหรับการลงทุนในหุ้น แนะนำให้เลือกเพียงบางตัวเท่านั้น โดยกลุ่มที่ได้เปรียบและเป็นผู้ชนะในภาวะบอนด์ยีลด์สูงคือ "หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์" ในส่วนของการลงทุนในตราสารหนี้หรือพันธบัตร แม้ระยะยาวจะมีโอกาสได้ราคาดี แต่ในระยะสั้นยังแนะนำให้หลีกเลี่ยงและเฝ้าดูสถานการณ์ไปก่อน

จากอดีตช่างภาพภาคสนาม ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นโปรดิวเซอร์สายเศรษฐกิจ แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญการลงทุน แต่ถนัดย่อยกราฟหุ้นยากๆ ให้เป็นคอนเทนต์เข้าใจง่าย ขับเคลื่อนชีวิตด้วยอเมริกาโน่เย็นไม่หวาน