ธุรกิจเปิดใหม่จำนวนลดลง ปิดกิจการยังพุ่งรายเล็กวิกฤตหนัก
ภาพเศรษฐกิจไทยในวันนี้ แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของภาคธุรกิจ แต่ตัวเลขการเปิดและปิดกิจการกำลังสะท้อนโจทย์สำคัญว่า การฟื้นตัวครั้งนี้ยังไม่ได้เกิดขึ้นอย่างทั่วถึง ข้อมูลการจดทะเบียนธุรกิจในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่สะสม 68,286 ราย เพิ่มขึ้นเพียง 1.40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนมูลค่าทุนจดทะเบียนรวมลดลงเหลือ 203,400 ล้านบาท ลดลง 5.05 ซึ่งแสดงว่าขนาดการลงทุนต่อรายเล็กลง
ขณะที่ข้อมูลสรุปอีกชุดระบุว่า ยอดเลิกกิจการเพิ่มขึ้นประมาณ 16% สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากเศรษฐกิจและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ
โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการจ้างงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เพราะแม้จะมีความต้องการสินค้าและบริการอยู่ แต่หากรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย หรือขายสินค้าแล้วไม่สามารถเก็บเงินจากคู่ค้าได้ตามกำหนด ธุรกิจก็อาจขาดเงินหมุนเวียนจนต้องหยุดกิจการในที่สุด
ส่วนตัวเลขการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในเดือนกันยายนอยู่ที่ 8,088 ราย เพิ่มขึ้น 2.21% ขณะที่ทุนจดทะเบียนรวมอยู่ที่ 21,742 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 29.33% โดยมีแรงหนุนจากการจัดตั้งธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีทุนจดทะเบียนมากกว่า 1,000 ล้านบาท จำนวน 3 ราย
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของทุนจดทะเบียนไม่ได้หมายความว่าธุรกิจทุกขนาดกำลังฟื้นตัวดีขึ้นในระดับเดียวกัน เพราะเงินลงทุนจากธุรกิจขนาดใหญ่เพียงไม่กี่รายสามารถทำให้ตัวเลขรวมเพิ่มขึ้นได้ ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กยังต้องรับมือกับยอดขายที่ผันผวนและต้นทุนที่สูงขึ้น
หากพิจารณาประเภทธุรกิจที่เติบโตโดดเด่นในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ จะพบว่าธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ตมีการจัดตั้งใหม่ 2,039 ราย เพิ่มขึ้น 47.97% ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหารมี 3,343 ราย เพิ่มขึ้น 19.39% ส่วนธุรกิจร้านขายปลีกเสื้อผ้ามี 843 ราย เพิ่มขึ้น 89.86%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการยังมองเห็นโอกาสในตลาดออนไลน์ การบริโภค และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้คน แต่การเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่ก็หมายถึงการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะร้านอาหารและธุรกิจค้าปลีกที่ต้องแข่งขันทั้งด้านราคา ทำเล โปรโมชั่น และต้นทุนการขายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
ขณะเดียวกัน ด้านการเลิกกิจการ เดือนกันยายนมีธุรกิจจดทะเบียนเลิก 2,365 ราย เพิ่มขึ้น 5.39% ส่งผลให้ยอดเลิกกิจการสะสม 9 เดือนอยู่ที่ 13,785 ราย เพิ่มขึ้น 16.05% โดยมีทุนจดทะเบียนเลิกรวม 120,740 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 76.03%
กลุ่มธุรกิจที่มีการจดทะเบียนเลิกสูง ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคารหรือร้านอาหาร นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่ระบุว่าธุรกิจโรงแรมและที่พักที่เลิกกิจการเพิ่มขึ้น 42% หรือจำนวน 148 แห่งซึ่งเป็นอีกสัญญาณที่ต้องติดตามในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว
สำหรับธุรกิจร้านอาหาร แม้ภาพรวมตลาดจะมีมูลค่ามากกว่า 6.82 แสนล้านบาท และมีอัตราการเติบโตประมาณ 3.9% แต่การเติบโตของมูลค่าตลาดไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการทุกรายจะมีกำไรเพิ่มขึ้น เพราะธุรกิจยังต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค และค่าธรรมเนียมจากช่องทางจำหน่ายต่าง ๆ
แม้ผู้ประกอบการบางส่วนปรับราคาอาหารขึ้นประมาณ 10–15% แล้ว แต่ก็ไม่สามารถผลักภาระต้นทุนทั้งหมดไปให้ผู้บริโภคได้ เพราะกำลังซื้อของประชาชนยังมีข้อจำกัด หากขึ้นราคามากเกินไปก็เสี่ยงทำให้ลูกค้าลดการใช้จ่ายหรือหันไปเลือกร้านที่ราคาถูกกว่า
จึงเกิดแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน คือ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น แต่การขึ้นราคาสินค้ากลับทำได้จำกัด และเมื่อการแข่งขันสูงขึ้น ผู้ประกอบการบางรายจึงต้องยอมลดกำไรเพื่อรักษาฐานลูกค้า ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามไปถึงเงินทุนหมุนเวียนและความสามารถในการอยู่รอดของกิจการ
สรุปข่าว
ภาพเศรษฐกิจไทยในวันนี้ แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของภาคธุรกิจ แต่ตัวเลขการเปิดและปิดกิจการกำลังสะท้อนโจทย์สำคัญว่า การฟื้นตัวครั้งนี้ยังไม่ได้เกิดขึ้นอย่างทั่วถึง ข้อมูลการจดทะเบียนธุรกิจในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่สะสม 68,286 ราย เพิ่มขึ้นเพียง 1.40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนมูลค่าทุนจดทะเบียนรวมลดลงเหลือ 203,400 ล้านบาท ลดลง 5.05 ซึ่งแสดงว่าขนาดการลงทุนต่อรายเล็กลง
ขณะที่ข้อมูลสรุปอีกชุดระบุว่า ยอดเลิกกิจการเพิ่มขึ้นประมาณ 16% สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากเศรษฐกิจและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ
โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการจ้างงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เพราะแม้จะมีความต้องการสินค้าและบริการอยู่ แต่หากรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย หรือขายสินค้าแล้วไม่สามารถเก็บเงินจากคู่ค้าได้ตามกำหนด ธุรกิจก็อาจขาดเงินหมุนเวียนจนต้องหยุดกิจการในที่สุด
ส่วนตัวเลขการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในเดือนกันยายนอยู่ที่ 8,088 ราย เพิ่มขึ้น 2.21% ขณะที่ทุนจดทะเบียนรวมอยู่ที่ 21,742 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 29.33% โดยมีแรงหนุนจากการจัดตั้งธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีทุนจดทะเบียนมากกว่า 1,000 ล้านบาท จำนวน 3 ราย
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของทุนจดทะเบียนไม่ได้หมายความว่าธุรกิจทุกขนาดกำลังฟื้นตัวดีขึ้นในระดับเดียวกัน เพราะเงินลงทุนจากธุรกิจขนาดใหญ่เพียงไม่กี่รายสามารถทำให้ตัวเลขรวมเพิ่มขึ้นได้ ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กยังต้องรับมือกับยอดขายที่ผันผวนและต้นทุนที่สูงขึ้น
หากพิจารณาประเภทธุรกิจที่เติบโตโดดเด่นในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ จะพบว่าธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ตมีการจัดตั้งใหม่ 2,039 ราย เพิ่มขึ้น 47.97% ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหารมี 3,343 ราย เพิ่มขึ้น 19.39% ส่วนธุรกิจร้านขายปลีกเสื้อผ้ามี 843 ราย เพิ่มขึ้น 89.86%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการยังมองเห็นโอกาสในตลาดออนไลน์ การบริโภค และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้คน แต่การเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่ก็หมายถึงการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะร้านอาหารและธุรกิจค้าปลีกที่ต้องแข่งขันทั้งด้านราคา ทำเล โปรโมชั่น และต้นทุนการขายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
ขณะเดียวกัน ด้านการเลิกกิจการ เดือนกันยายนมีธุรกิจจดทะเบียนเลิก 2,365 ราย เพิ่มขึ้น 5.39% ส่งผลให้ยอดเลิกกิจการสะสม 9 เดือนอยู่ที่ 13,785 ราย เพิ่มขึ้น 16.05% โดยมีทุนจดทะเบียนเลิกรวม 120,740 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 76.03%
กลุ่มธุรกิจที่มีการจดทะเบียนเลิกสูง ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคารหรือร้านอาหาร นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่ระบุว่าธุรกิจโรงแรมและที่พักที่เลิกกิจการเพิ่มขึ้น 42% หรือจำนวน 148 แห่งซึ่งเป็นอีกสัญญาณที่ต้องติดตามในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว
สำหรับธุรกิจร้านอาหาร แม้ภาพรวมตลาดจะมีมูลค่ามากกว่า 6.82 แสนล้านบาท และมีอัตราการเติบโตประมาณ 3.9% แต่การเติบโตของมูลค่าตลาดไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการทุกรายจะมีกำไรเพิ่มขึ้น เพราะธุรกิจยังต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค และค่าธรรมเนียมจากช่องทางจำหน่ายต่าง ๆ
แม้ผู้ประกอบการบางส่วนปรับราคาอาหารขึ้นประมาณ 10–15% แล้ว แต่ก็ไม่สามารถผลักภาระต้นทุนทั้งหมดไปให้ผู้บริโภคได้ เพราะกำลังซื้อของประชาชนยังมีข้อจำกัด หากขึ้นราคามากเกินไปก็เสี่ยงทำให้ลูกค้าลดการใช้จ่ายหรือหันไปเลือกร้านที่ราคาถูกกว่า
จึงเกิดแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน คือ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น แต่การขึ้นราคาสินค้ากลับทำได้จำกัด และเมื่อการแข่งขันสูงขึ้น ผู้ประกอบการบางรายจึงต้องยอมลดกำไรเพื่อรักษาฐานลูกค้า ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามไปถึงเงินทุนหมุนเวียนและความสามารถในการอยู่รอดของกิจการ
นอกจากนั้นสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา ยังเป็นอีกปัจจัยที่เข้ามาซ้ำเติมผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ที่มีเงินสำรองไม่มาก ต้องหยุดขายชั่วคราว แต่ยังมีค่าใช้จ่ายประจำเดินหน้าต่อ ทั้งค่าแรง ค่าเช่า ค่าผ่อนชำระหนี้ และต้นทุนในการซ่อมแซมสถานประกอบการ
ข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรมระบุว่า มี SME ได้รับผลกระทบ 1,162 ราย ใน 40 จังหวัด ขณะที่ภาคธุรกิจประเมินว่าร้านค้ากว่า 5,000 แห่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑลต้องปิดชั่วคราว
ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ยอดขายที่หายไปในช่วงน้ำท่วม แต่ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูร้านค้า ความเสียหายของสินค้า ปัญหาการขนส่ง และการกลับมาเปิดกิจการที่ต้องใช้เงินทุนเพิ่มเติม ทั้งที่เงินสดในมืออาจลดลงจากการหยุดดำเนินธุรกิจไปแล้ว
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การช่วยให้ผู้ประกอบการกลับมาเปิดกิจการได้เร็ว และมีเงินทุนเพียงพอที่จะประคองธุรกิจในช่วงที่รายได้ยังไม่ฟื้นเต็มที่ โดยภาคธุรกิจเสนอให้รัฐบาลจัดตั้งทีมเฉพาะกิจเข้ามาประสานงานช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พร้อมมีมาตรการระยะสั้นภายใน 1–2 เดือน เพื่อให้ผู้ประกอบการประเมินความเสียหาย วางแผนฟื้นฟู และกำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น
แต่ปัญหาที่เรื้อรังและสำคัญไม่แพ้กัน คือการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน เพราะในช่วงที่ธุรกิจขาดสภาพคล่อง ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีเงินมาจ่ายค่าแรง ซื้อวัตถุดิบ และชำระค่าใช้จ่ายประจำระหว่างรอให้ยอดขายกลับมา
อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากช่วงโควิด-19 ทำให้เกิดข้อกังวลว่า มาตรการสินเชื่อบางส่วนอาจไม่ได้เข้าถึงผู้ประกอบการที่เดือดร้อนที่สุด เพราะสถาบันการเงินต้องบริหารความเสี่ยงจากหนี้เสีย จึงมักให้ความสำคัญกับลูกค้าที่มีประวัติการเงินและหลักประกันชัดเจน
ผลคือ SMEs รายย่อยที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไม่มีประวัติทางการเงินเพียงพอ หรือมีรายได้สะดุดจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด กลับเป็นกลุ่มที่เข้าถึงเงินกู้ได้ยากที่สุด ทั้งที่เป็นกลุ่มที่ต้องการเงินทุนเพื่อประคองธุรกิจอย่างเร่งด่วน
หากผู้ประกอบการกลุ่มนี้ไม่สามารถหาเงินมาหมุนเวียนได้ทันเวลา ก็อาจต้องกู้เงินนอกระบบ ลดการจ้างงาน ลดขนาดกิจการ หรือท้ายที่สุดคือปิดกิจการลง ซึ่งไม่เพียงกระทบเจ้าของธุรกิจ แต่ยังส่งผลต่อแรงงาน คู่ค้า และเศรษฐกิจในชุมชนด้วย
ท่ามกลางปัญหานี้ กระทรวงพาณิชย์กำลังผลักดันมาตรการสร้างความเป็นธรรมทางการค้า โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญคือหลักเกณฑ์ระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า หรือ Credit Term ซึ่งมุ่งแก้ปัญหาการที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ยืดเวลาชำระเงินให้กับ SME จนทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กขาดเงินทุนหมุนเวียนโดยมีการปรับเกณฑ์ใหม่มีผลบังคับใช้วันที่ 2 พฤศจิกายนนี้
หลักเกณฑ์ดังกล่าวกำหนดกรอบระยะเวลาชำระเงินไม่เกิน 30 วัน สำหรับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้นที่มีกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน และไม่เกิน 45 วัน สำหรับการค้า การผลิต และบริการทั่วไปที่อยู่ในขอบเขตของประกาศ
นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย มองว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ Credit Term ใหม่เป็นความก้าวหน้าสำคัญในการแก้ปัญหาสภาพคล่องของ SMEs โดยประเมินว่า หากลดระยะเวลาชำระเงินจาก 60 วันเหลือ 45 วัน จะช่วยให้มีเงินทุนหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของ SMEs ประมาณ 250,000 ล้านบาท และหากลดจาก 90 วันเหลือ 45 วัน อาจเพิ่มสภาพคล่องได้ประมาณ 750,000 ล้านบาท
เงินทุนที่กลับเข้าสู่ระบบจะช่วยให้ผู้ประกอบการนำไปจ่ายค่าวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ลดความจำเป็นในการพึ่งพาเงินกู้เพื่อประคองกิจการ และช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME กว่า 3 ล้านราย
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นการประเมินผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการลดระยะเวลาชำระเงิน ไม่ใช่เงินช่วยเหลือที่รัฐบาลจะจ่ายให้ผู้ประกอบการโดยตรง และผลลัพธ์จริงยังขึ้นอยู่กับขอบเขตการบังคับใช้ การปฏิบัติตามกติกา และการที่ SME สามารถเรียกเก็บเงินได้ตามกำหนดหรือไม่
รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า ระบุถึงความสำคัญของการกำหนดกรอบเวลาชำระเงินว่า การลดระยะเวลารอรับเงินจะช่วยลดโอกาสที่ผู้ประกอบการรายเล็กต้องเสียเปรียบจากเงื่อนไขทางการค้า และเพิ่มความสามารถในการบริหารเงินทุนหมุนเวียนด้วย
สำหรับภาพรวม ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 ประเทศไทยมีนิติบุคคลที่ยังดำเนินกิจการอยู่ประมาณ 1 ล้านราย มีมูลค่าทุนจดทะเบียนรวม 24.29 ล้านล้านบาท กลุ่มบริการมีจำนวนมากที่สุด 555,335 ราย รองลงมาคือกลุ่มค้าส่งและค้าปลีก 334,514 ราย และกลุ่มการผลิต 129,582 ราย โดยนิติบุคคลส่วนใหญ่จดทะเบียนในรูปแบบบริษัทจำกัด คิดเป็น 80.01%
ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าฐานธุรกิจของไทยมีขนาดใหญ่ แต่ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่จำนวนกิจการเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่ความสามารถในการดำเนินธุรกิจให้ต่อเนื่อง สร้างรายได้ และมีเงินทุนเพียงพอสำหรับรับมือกับความผันผวน
ปัจจัยบวกอย่างมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลและนโยบายลดภาระค่าใช้จ่ายอาจช่วยเพิ่มกำลังซื้อและสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ แต่ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมัน และผลกระทบจากภัยพิบัติที่อาจทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นหรือการดำเนินธุรกิจสะดุดได้อีกโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในช่วงต่อจากนี้ จึงไม่ใช่เพียงการผลักดันให้มีธุรกิจเปิดใหม่มากขึ้น แต่ต้องทำให้ธุรกิจที่มีอยู่สามารถอยู่รอด เติบโต และจ้างงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ SME ที่เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ
ที่มาข้อมูล : TNN รวบรวม
ที่มารูปภาพ : TNN
