การที่สภาพัฒน์ออกมาเตือนว่าเริ่มเห็นสัญญาณการแจ้งเลิกกิจการที่เพิ่มขึ้นทั้งในธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กมากขึ้น โดยจากรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่สองปี 2026 และแนวโน้มปี 2026 ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้วิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจจัดตั้งใหม่และเลิกประกอบกิจการของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ โดยมีธุรกิจจัดตั้งใหม่มีจำนวนทั้งสิ้น 44,773 ราย เพิ่มขึ้น 2.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ทุนจดทะเบียนธุรกิจจัดตั้งใหม่อยู่ที่ 1.112 แสนล้านบาท ปรับตัวลดลงจาก 1.491 แสนล้านบาท หรือลดลง 25.4% จากช่วงครึ่งแรกของปีก่อน
ขณะที่ธุรกิจแจ้งเลิกประกอบกิจการ มีจำนวนทั้งสิ้น 7,024 ราย เพิ่มขึ้น 12.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการอยู่ที่ 9.89 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นในเกณฑ์สูงถึง 224.1% เทียบกับทุนจดทะเบียนเลิกกิจการ 3.05 หมื่นล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
ภาวะดังกล่าสะท้อนให้เห็นว่าแม้จำนวนธุรกิจจัดตั้งใหม่จะขยายตัวต่อเนื่องตามธุรกิจขนาดเล็ก แต่เริ่มเห็นสัญญาณการแจ้งเลิกกิจการที่เพิ่มขึ้นทั้งในธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กมากขึ้น
สรุปข่าว
การที่สภาพัฒน์ออกมาเตือนว่าเริ่มเห็นสัญญาณการแจ้งเลิกกิจการที่เพิ่มขึ้นทั้งในธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กมากขึ้น โดยจากรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่สองปี 2026 และแนวโน้มปี 2026 ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้วิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจจัดตั้งใหม่และเลิกประกอบกิจการของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ โดยมีธุรกิจจัดตั้งใหม่มีจำนวนทั้งสิ้น 44,773 ราย เพิ่มขึ้น 2.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ทุนจดทะเบียนธุรกิจจัดตั้งใหม่อยู่ที่ 1.112 แสนล้านบาท ปรับตัวลดลงจาก 1.491 แสนล้านบาท หรือลดลง 25.4% จากช่วงครึ่งแรกของปีก่อน
ขณะที่ธุรกิจแจ้งเลิกประกอบกิจการ มีจำนวนทั้งสิ้น 7,024 ราย เพิ่มขึ้น 12.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการอยู่ที่ 9.89 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นในเกณฑ์สูงถึง 224.1% เทียบกับทุนจดทะเบียนเลิกกิจการ 3.05 หมื่นล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
ภาวะดังกล่าสะท้อนให้เห็นว่าแม้จำนวนธุรกิจจัดตั้งใหม่จะขยายตัวต่อเนื่องตามธุรกิจขนาดเล็ก แต่เริ่มเห็นสัญญาณการแจ้งเลิกกิจการที่เพิ่มขึ้นทั้งในธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กมากขึ้น
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจากทุนจดทะเบียนธุรกิจ พบว่า ทุนจดทะเบียนในธุรกิจจัดตั้งใหม่ลดลงในทุกขนาดธุรกิจ ขณะที่ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการเพิ่มขึ้นในทุกขนาดธุรกิจ สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการมีความระมัดระวังในการดำเนินธุรกิจใหม่มากขึ้น ส่วนหนึ่งเนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยหากพิจารณาการจัดตั้งธุรกิจใหม่ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ พบว่า ภาคอุตสาหกรรม มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร เคมีภัณฑ์ เครื่องจักร ผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก อุปกรณ์ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ‘มากกว่าการเลิกกิจการ’
ขณะที่ในภาคบริการ มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในกิจกรรมการขายปลีก การบริการด้านอาหารและเครื่องดื่ม การให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและซอฟต์แวร์ รวมถึงกิจกรรมการบริการสารสนเทศ (รวม Data Center) ‘เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง’ สอดคล้องกับการขยายตัวของการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยเฉพาะกิจกรรมการบริการแบบรับฝากเซิร์ฟเวอร์ อินเทอร์เน็ตดาตาเซนเตอร์ (Data Center) ซึ่งสิงคโปร์เป็นนักลงทุนสัญชาติหลักที่เข้ามาลงทุน มีสัดส่วนการลงทุนสูงถึง 78.0% ของการลงทุนทั้งหมดในกิจกรรมบริการดังกล่าว
สิ่งที่น่ากังวลคือขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณของการเลิกกิจการของธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ โดยเฉพาะ ‘ธุรกิจขนาดเล็ก’ สะท้อนจากจำนวนธุรกิจและทุนจดทะเบียนเลิกกิจการในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ที่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.5% และ 16.1% โดยพบว่าอยู่ในกลุ่มธุรกิจในอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมการผลิตเสื้อผ้า อุตสาหกรรมการผลิตโลหะ การให้บริการงานวิศวกรรมโยธา และกิจกรรมงานสถาปัตยกรรม ซึ่งสอดคล้องกับการชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยว ภาคการก่อสร้างและภาคอสังหาริมทรัพย์
ทางสภาพัฒน์ยังแนะด้วยว่าท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงและความท้าทายในการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในการสนับสนุนด้านการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อรักษาสภาพคล่องทางธุรกิจ ประกอบกับการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านธุรกิจด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เพื่อลดต้นทุนธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะต่อไป
ส่วนตัวเลขการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมไตรมาส 2 ปี 2026 ที่ขยายตัวเพียง 0.1% ชะลอลงจากไตรมาสแรกที่โต 1% และภาคอุคสาหกรรมมีการใช้อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 57.47% ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 24 ไตรมาส ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเข้าสู่วิกฤตหรือไม่ แต่กระทรวงการคลังมองว่า เรื่องนี้อาจต้องกลับมาดูที่ “วิธีวัดตัวเลข” กันใหม่
เพราะขณะนี้พบความไม่สอดคล้องระหว่างตัวเลขเศรษฐกิจบางตัวเพราะแม้การส่งออกของไทยจะเติบโตถึง 17.2%แต่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม หรือ MPI กลับชะลอตัวลงอย่างมาก คำถามคือ ไทยส่งออกเพิ่ม แล้วสินค้าที่ส่งออกผลิตจากที่ไหน?
ส่วนหนึ่งอาจสะท้อนข้อจำกัดของเครื่องชี้วัดแบบเดิม ที่อาจตามโครงสร้างอุตสาหกรรมยุคใหม่ไม่ทันเพราะ MPI เป็นดัชนีรายเดือนที่ใช้การสุ่มสำรวจจากกลุ่มโรงงานเดิมที่กำหนดไว้ เมื่อมีโรงงานใหม่ นักลงทุนรายใหม่ หรืออุตสาหกรรมใหม่เข้ามา แต่ยังไม่ได้ถูกนำเข้าไปอยู่ในกลุ่มตัวอย่าง ตัวเลขก็อาจไม่สามารถสะท้อนกิจกรรมการผลิตที่เกิดขึ้นจริงได้ทันที
ดังนั้น การที่ส่งออกโต แต่ MPI ติดลบหรือโตต่ำ จึงยังไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่า ไทยไม่มีการผลิตจริง หรือเกิดการสวมสิทธิ์ส่งออกเพราะเมื่อเข้าไปดูในอุตสาหกรรมใหม่ ก็ยังพบว่ามีการผลิตจริง มีการจ้างงาน และมีทั้งแรงงานไทยและวิศวกรไทยเพิ่มขึ้น
แต่ปัญหาคือ หากตัวเลขทางสถิติไม่สะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง ก็อาจทำให้รัฐบาลประเมินสถานการณ์ผิด และออกนโยบายไม่ตรงจุด เรื่องนี้กระทรวงการคลัง สศช. และกระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมหารือร่วมกัน เพื่อปรับวิธีการจัดเก็บข้อมูลให้ยืดหยุ่นและครอบคลุมอุตสาหกรรมใหม่มากขึ้น
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง จึงได้สั่งการด่วนให้หน่วยงานเศรษฐกิจร่วมกันปรับปรุงฐานข้อมูลดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) ให้สอดคล้องกับสภาพจริงของการผลิตในประเทศ หลังจากการติดตามตัวเลขพบว่ากลุ่มตัวอย่าง 2,000 บริษัทที่ใช้คำนวณผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไม่สะท้อนภาพจริงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเพราะไม่ได้รวมกลุ่มโรงงานส่งออกในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ซึ่งหลายแห่งมีมูลค่าผลิตและส่งออกกว่าแสนล้านบาทต่อปี เช่น โรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า โรงงานผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ โรงงานผลิตอุปกรณ์รับส่งข้อมูลด้วยแสง โดยเป้าหมายปรับปรุงให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3 ปีนี้ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ดัชนีการผลิตไทยถูกต้องเป็นปัจจุบัน ยังช่วยลบล้างข้อกังขาของสหรัฐฯที่มองว่าไทยเป็นเพียงทางผ่านสินค้าจากจีน (Transhipmen)ด้วย
นอกจากนั้นปัญหาที่ไทยต้องเร่งแก้จริง ๆ คือ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง”โดยเฉพาะผลิตภาพการผลิต หรือ Productivity ที่ปัจจุบันอยู่เพียงประมาณ 2.3%หากไทยต้องการให้เศรษฐกิจโตได้มากกว่านี้ ต้องเพิ่มผลิตภาพให้ได้ทั้งระบบไม่ใช่แค่ภาคอุตสาหกรรม แต่ต้องทำทั้งภาคเกษตร ภาคบริการ และการยกระดับศักยภาพของประชากร ซึ่งสะท้อนจากตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ปีนี้ที่ออกมาขยายตัวเพียง 1.9% ชะลอลงจากไตรมาสแรกที่ 2.8% ส่วนทั้งปีแม้ว่าสศช.จะปรับเพิ่มคาดการณ์จาก 2% เป็น 2.2% แต่ตัวเลขนี้ก็ยังไม่ใช่ตัวเลขที่ฝ่ายบริหารพอใจเพราะทั้งนายกรัฐมนตรีและนายเอกนิติ ต้องการเห็นเศรษฐกิจไทยเติบโตได้มากกว่านี้ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้ ไม่ใช่แค่ตัวเลข MPI ว่าจะติดลบหรือบวกแต่คือไทยจะปรับ “เครื่องมือวัดเศรษฐกิจ” ให้ทันกับอุตสาหกรรมยุคใหม่ และแก้ปัญหา “ผลิตภาพต่ำ” เพื่อให้เศรษฐกิจโตได้จริงอย่างไร
- ฟื้นตัวในรอบ 4 เดือน! "ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรม" มิ.ย. 69 ไทยช่วยไทยพลัสหนุน
- โรงงานปิดตัวพุ่งแรงแซงหน้าเปิดกิจการใหม่ในรอบ 3 ปี
- ‘PIN’ ทำกำไรสุทธิไตรมาส 2/68 ที่ 176 ล้านบาท เติบโต 232%
- วิธีดูของแท้ “เหล็กเส้นข้ออ้อย” เหล็กสำคัญสร้างตึกสูง-คอนโดมีเนียม
- กนอ. จับมือ ส.อ.ท. ชู "Now Thailand" ดันเศรษฐกิจโตยั่งยืน
