โซลาร์ล้านหลัง 50,000 ล้านบาท ปลุกตลาดติดตั้ง จับตาปมเอื้อทุนใหญ่

Share on Line Share on Facebook Share on X

โครงการโซลาร์ภาคประชาชนกำลังเปิดโอกาสทางธุรกิจครั้งสำคัญให้กับผู้ผลิตอุปกรณ์และบริษัทรับติดตั้งโซลาร์เซลล์ทั่วประเทศ หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 อนุมัติแพ็กเกจเปลี่ยนผ่านพลังงานวงเงินรวมประมาณ 72,568 ล้านบาท

มาตรการดังกล่าวครอบคลุมโครงการโซลาร์ภาคประชาชน การปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ การพัฒนาระบบสมาร์ทมิเตอร์ (Smart Meter) และการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์

รัฐบาลประเมินว่า มาตรการทั้งหมดจะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนได้ประมาณ 24,000 ล้านบาท และลดการรับซื้อไฟฟ้าจากระบบเดิมในปีแรกได้ประมาณ 6,323 ล้านหน่วย

หัวใจสำคัญอยู่ที่ โครงการโซลาร์ภาคประชาชน วงเงิน 50,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนค่าอุปกรณ์และติดตั้งสูงสุด 50,000 บาทต่อครัวเรือน ตั้งเป้าครอบคลุม 1 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดยกำหนดช่วงลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2569 ถึง 31 มกราคม 2570

เงินสนับสนุนดังกล่าวอาจช่วยให้ครัวเรือนที่เคยลังเลเรื่องต้นทุนตัดสินใจติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ง่ายขึ้น พร้อมสร้างความต้องการแผงโซลาร์ อินเวอร์เตอร์ อุปกรณ์ระบบไฟฟ้า งานติดตั้ง และบริการบำรุงรักษา

นอกจากนี้ การลงทุนโครงข่ายไฟฟ้าและสมาร์ทมิเตอร์อีกกว่า 20,000 ล้านบาท ยังมีโอกาสกระตุ้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้าอัจฉริยะและพลังงานสะอาดของไทยในระยะยาว

เปิดรายชื่อผู้รับติดตั้ง 665 ราย รายเล็กมีโอกาสแข่งขันแค่ไหน

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือ จำนวนผู้ประกอบการรับติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการ โดยข้อมูลการไฟฟ้านครหลวง (MEA) ระบุว่า มีผู้รับติดตั้งขึ้นทะเบียนทั้งหมด 665 ราย

การขึ้นทะเบียนแบ่งผู้ประกอบการตามขนาดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ ได้แก่

ขนาดผู้ประกอบการ

ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ

S

500,000 บาท

M

1,000,000 บาท

L

3,000,000 บาท

XL

5,000,000 บาท

เกณฑ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้ประกอบการหลายขนาดสามารถเข้าสู่ระบบขึ้นทะเบียนได้ แต่ยังต้องผ่านข้อกำหนดด้านคุณสมบัติและมาตรฐานของการไฟฟ้า

อุปกรณ์ที่นำมาติดตั้ง เช่น แผงโซลาร์เซลล์และอินเวอร์เตอร์ ต้องผ่านมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ทั้งมาตรฐาน IEC และมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)

ด้านการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ให้ความสำคัญกับความพร้อมของวิศวกรที่มีใบประกอบวิชาชีพ ช่างที่ผ่านการอบรม และประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา

ในเชิงธุรกิจ ผู้ประกอบการรายเล็กอาจใช้ความเชี่ยวชาญและบริการในพื้นที่เป็นจุดแข่งขัน ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่มีความได้เปรียบด้านกำลังติดตั้งและเงินทุนหมุนเวียน

อย่างไรก็ตาม การมีชื่ออยู่ในทะเบียนเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะความสามารถรับงานจำนวนมากยังขึ้นอยู่กับภาระทางการเงินและความรับผิดชอบหลังส่งมอบ


สรุปข่าว

ครม. อนุมัติโครงการ "โซลาร์ภาคประชาชน" 1 ล้านหลัง วงเงิน 50,000 ล้านบาท สนับสนุนค่าอุปกรณ์และติดตั้งสูงสุด 50,000 บาทต่อครัวเรือน เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าและกระตุ้นตลาดพลังงานสะอาด โดยมีผู้รับติดตั้งขึ้นทะเบียน 665 ราย ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่าไม่มีการล็อกสเปกและเปิดให้ผู้ประกอบการทุกขนาดแข่งขันได้ตามศักยภาพ อย่างไรก็ตาม โครงการมีเงื่อนไขเรื่องหลักประกัน (Bank Guarantee) 50,000 บาทต่อโครงการ และต้องดูแลรักษาระยะยาว 7 ปี ซึ่งสร้างความกังวลเรื่องภาระสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ สำหรับประชาชน การติดตั้งระบบขนาด 5 กิโลวัตต์ จะได้รับเงินสนับสนุน 50,000 บาท เหลือส่วนที่ต้องลงทุนเพิ่มประมาณ 90,000 บาท โดยมีความคุ้มค่าสุทธิเฉลี่ยประมาณ 600 บาทต่อเดือนในช่วงระยะเวลาผ่อน 7 ปี ทั้งนี้ ความสำเร็จของโครงการจะวัดจากการลดค่าใช้จ่ายของประชาชน การแข่งขันที่เป็นธรรมของผู้ประกอบการ และมาตรฐานการบริการในระยะยาว

โครงการโซลาร์ภาคประชาชนกำลังเปิดโอกาสทางธุรกิจครั้งสำคัญให้กับผู้ผลิตอุปกรณ์และบริษัทรับติดตั้งโซลาร์เซลล์ทั่วประเทศ หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 อนุมัติแพ็กเกจเปลี่ยนผ่านพลังงานวงเงินรวมประมาณ 72,568 ล้านบาท

มาตรการดังกล่าวครอบคลุมโครงการโซลาร์ภาคประชาชน การปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ การพัฒนาระบบสมาร์ทมิเตอร์ (Smart Meter) และการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์

รัฐบาลประเมินว่า มาตรการทั้งหมดจะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนได้ประมาณ 24,000 ล้านบาท และลดการรับซื้อไฟฟ้าจากระบบเดิมในปีแรกได้ประมาณ 6,323 ล้านหน่วย

หัวใจสำคัญอยู่ที่ โครงการโซลาร์ภาคประชาชน วงเงิน 50,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนค่าอุปกรณ์และติดตั้งสูงสุด 50,000 บาทต่อครัวเรือน ตั้งเป้าครอบคลุม 1 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดยกำหนดช่วงลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2569 ถึง 31 มกราคม 2570

เงินสนับสนุนดังกล่าวอาจช่วยให้ครัวเรือนที่เคยลังเลเรื่องต้นทุนตัดสินใจติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ง่ายขึ้น พร้อมสร้างความต้องการแผงโซลาร์ อินเวอร์เตอร์ อุปกรณ์ระบบไฟฟ้า งานติดตั้ง และบริการบำรุงรักษา

นอกจากนี้ การลงทุนโครงข่ายไฟฟ้าและสมาร์ทมิเตอร์อีกกว่า 20,000 ล้านบาท ยังมีโอกาสกระตุ้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้าอัจฉริยะและพลังงานสะอาดของไทยในระยะยาว

เปิดรายชื่อผู้รับติดตั้ง 665 ราย รายเล็กมีโอกาสแข่งขันแค่ไหน

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือ จำนวนผู้ประกอบการรับติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการ โดยข้อมูลการไฟฟ้านครหลวง (MEA) ระบุว่า มีผู้รับติดตั้งขึ้นทะเบียนทั้งหมด 665 ราย

การขึ้นทะเบียนแบ่งผู้ประกอบการตามขนาดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ ได้แก่

ขนาดผู้ประกอบการ

ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ

S

500,000 บาท

M

1,000,000 บาท

L

3,000,000 บาท

XL

5,000,000 บาท

เกณฑ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้ประกอบการหลายขนาดสามารถเข้าสู่ระบบขึ้นทะเบียนได้ แต่ยังต้องผ่านข้อกำหนดด้านคุณสมบัติและมาตรฐานของการไฟฟ้า

อุปกรณ์ที่นำมาติดตั้ง เช่น แผงโซลาร์เซลล์และอินเวอร์เตอร์ ต้องผ่านมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ทั้งมาตรฐาน IEC และมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)

ด้านการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ให้ความสำคัญกับความพร้อมของวิศวกรที่มีใบประกอบวิชาชีพ ช่างที่ผ่านการอบรม และประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา

ในเชิงธุรกิจ ผู้ประกอบการรายเล็กอาจใช้ความเชี่ยวชาญและบริการในพื้นที่เป็นจุดแข่งขัน ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่มีความได้เปรียบด้านกำลังติดตั้งและเงินทุนหมุนเวียน

อย่างไรก็ตาม การมีชื่ออยู่ในทะเบียนเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะความสามารถรับงานจำนวนมากยังขึ้นอยู่กับภาระทางการเงินและความรับผิดชอบหลังส่งมอบ


ปมร้อนโซลาร์ล้านหลัง ค้ำประกัน 50,000 บาท ดูแลยาว 7 ปี

หลัง ครม.อนุมัติโครงการ เกิดข้อวิจารณ์ว่าเงื่อนไขบางประการอาจทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้เปรียบ โดยมีรายงานว่าบริษัทเอกชนบางรายประกาศไม่เข้าร่วม ขณะที่บางรายจำกัดจำนวนงานรับติดตั้ง เช่น ไม่เกิน 20 หลัง

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ภาระหลักประกันตามเงื่อนไขโครงการ ได้แก่ หนังสือค้ำประกันธนาคาร (Bank Guarantee) 50,000 บาทต่องาน เพื่อค้ำประกันการส่งมอบเป็นเวลา 6 เดือน และหลักประกันอีก 10,000 บาทสำหรับการดูแลรักษาระยะเวลา 7 ปี

แม้เงินค้ำประกันไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่สูญไปทั้งหมด แต่ผู้ประกอบการอาจต้องใช้วงเงินสินเชื่อหรือทรัพย์สินรองรับ รวมถึงมีค่าธรรมเนียมธนาคารตามเงื่อนไข จึงอาจกระทบสภาพคล่องและจำนวนงานที่รับพร้อมกันได้

ตัวอย่างเช่น หากบริษัทต้องรับงาน 20 หลัง และต้องจัดหาหนังสือค้ำประกันหลังละ 50,000 บาท จะมีภาระวงเงินค้ำประกันรวม 1 ล้านบาท โดยยังไม่รวมภาระหลักประกันบำรุงรักษาและต้นทุนดำเนินงานอื่น

ภาระดังกล่าวจึงเป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการต้องประเมินก่อนตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ

รัฐบาลยืนยันไม่มีล็อกสเปก เปิดให้รายเล็กเข้าร่วมตามกำลัง

วันที่ 28 ตุลาคม 2569 พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงว่า หลักประกันมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองประชาชน หากผู้รับเหมาทิ้งงาน ติดตั้งไม่เสร็จ หรือเลิกกิจการหลังส่งมอบ

เนื่องจากผู้รับติดตั้งยังมีหน้าที่ดูแลอุปกรณ์ ทำความสะอาดแผง และตรวจสอบระบบเชื่อมต่อตลอดระยะเวลา 7 ปี หลักประกันจึงเป็นกลไกลดความเสี่ยงไม่ให้เจ้าของบ้านต้องรับภาระความเสียหายทั้งหมด

รัฐมนตรีช่วยมหาดไทยยืนยันว่า ประชาชนสามารถเลือกบริษัทจากบัญชีผู้ประกอบการขึ้นทะเบียนได้เอง โดยการไฟฟ้าจะตรวจสอบทั้งฐานะทางการเงิน บุคลากร วิศวกร และประสบการณ์

บริษัทขนาดเล็กที่มีกำลังติดตั้งเพียง 5 ครัวเรือน สามารถเริ่มรับงานตามศักยภาพก่อน แล้วจึงขยายจำนวนงานเมื่อส่งมอบงานเดิมแล้วเสร็จ

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่า ไม่มีการล็อกสเปกบริษัทรับติดตั้ง และต้องกำหนดคุณสมบัติอย่างเป็นธรรม พร้อมเปิดช่องให้ผู้ประกอบการที่เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมร้องเรียนหรืออุทธรณ์ได้

ข้อชี้แจงของรัฐบาลให้น้ำหนักกับความปลอดภัยและการคุ้มครองประชาชน ขณะที่ข้อกังวลของผู้ประกอบการอยู่ที่ความสามารถรับภาระตามสัญญา

สิ่งที่ต้องติดตามจึงไม่ใช่เพียงจำนวนบริษัทขึ้นทะเบียน แต่รวมถึงจำนวนบริษัทที่รับงานจริง ความสามารถในการส่งมอบ และคุณภาพบริการหลังการขาย

ติดโซลาร์บ้าน 5 กิโลวัตต์ คุ้มไหม หลังรัฐช่วย 50,000 บาท

สำหรับประชาชนที่สนใจติดตั้งโซลาร์เซลล์ ความคุ้มค่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินสนับสนุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาต้นทุนส่วนที่เหลือ ค่างวดเงินกู้ และผลประหยัดค่าไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริง

ตัวอย่างการติดตั้งระบบขนาด 5 กิโลวัตต์ มีรายละเอียดดังนี้

รายการ

จำนวนเงิน

ราคาติดตั้งระบบ

140,000 บาท

เงินสนับสนุนจากรัฐ

50,000 บาท

เงินลงทุนส่วนที่เหลือ

90,000 บาท

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตัวอย่าง

2.5% ต่อปี

ระยะเวลาผ่อน

7 ปี

ค่างวดโดยประมาณ

1,200 บาท/เดือน

ผลประหยัดค่าไฟ-รายรับขายไฟ               

1,800 บาท/เดือน

ประโยชน์สุทธิระหว่างผ่อน

600 บาท/เดือน

ตามตัวอย่างธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และประมาณการประโยชน์จากกระทรวงการคลัง หากครัวเรือนมีค่างวดประมาณ 1,200 บาทต่อเดือน และได้รับประโยชน์จากการลดค่าไฟรวมถึงการขายไฟส่วนเกินประมาณ 1,800 บาทต่อเดือน จะเหลือผลประโยชน์สุทธิประมาณ 600 บาทต่อเดือน

สำหรับบ้านที่เดิมมีค่าไฟฟ้า 4,000 บาทต่อเดือน หากได้รับประโยชน์สุทธิตามตัวอย่าง ภาระค่าไฟและค่างวดรวมกันจะเทียบเท่าประมาณ 3,400 บาทต่อเดือน

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างประมาณการ ไม่ใช่ผลตอบแทนที่ทุกครัวเรือนจะได้รับเท่ากัน เพราะขึ้นอยู่กับปริมาณแสงแดด การใช้ไฟฟ้าระหว่างวัน ประสิทธิภาพระบบ และเงื่อนไขการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน

นอกจากนี้ ราคาติดตั้งมาตรฐานอาจไม่รวมแบตเตอรี่ งานเสริมโครงสร้างหลังคา หรือการปรับปรุงระบบไฟฟ้าเพิ่มเติม ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนจริงสูงขึ้น


ตลาดโซลาร์โต ใครจะได้ประโยชน์จากเงินลงทุนครั้งใหญ่

โครงการโซลาร์ภาคประชาชน 1 ล้านครัวเรือนมีโอกาสสร้างความต้องการสินค้าและบริการด้านพลังงานสะอาดจำนวนมาก ตั้งแต่การจำหน่ายอุปกรณ์ งานออกแบบและติดตั้ง ไปจนถึงการตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบระยะยาว

สำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ จุดแข็งอาจอยู่ที่เงินทุน กำลังติดตั้ง และความสามารถรองรับงานหลายพื้นที่ ขณะที่รายเล็กอาจแข่งขันด้วยความชำนาญเฉพาะทาง ความใกล้ชิดลูกค้า และความรวดเร็วในการให้บริการ

แต่การแข่งขันจะเกิดขึ้นอย่างทั่วถึงเพียงใด ยังต้องดูว่าเงื่อนไขทางการเงินเปิดโอกาสให้บริษัทหลายขนาดรับงานได้จริงหรือไม่

ในฝั่งประชาชน เงินสนับสนุน 50,000 บาทช่วยลดต้นทุนเริ่มต้น แต่ความคุ้มค่าระยะยาวยังขึ้นอยู่กับคุณภาพอุปกรณ์ ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า และบริการหลังการขายตลอดอายุการใช้งาน

ดังนั้น ความสำเร็จของโซลาร์ล้านหลังจึงไม่ได้วัดเพียงจำนวนบ้านที่ติดตั้งได้ แต่ต้องดูว่าประชาชนลดค่าไฟได้จริง ผู้ประกอบการหลายขนาดแข่งขันได้ และระบบยังได้รับการดูแลอย่างมีมาตรฐานในระยะยาวหรือไม่