น้ำท่วมยังไม่จบ “เอลนีโญ” จ่อซ้ำเกษตรไทย เสี่ยงเสียหายแสนล้าน ฝนทิ้งช่วงยาวถึงปีหน้า

Share on Line Share on Facebook Share on X

น้ำท่วมที่กำลังสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทย อาจตามมาด้วยความเสี่ยงจากฝนน้อยและภัยแล้ง เมื่อปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) มีแนวโน้มรุนแรงต่อเนื่องข้ามปี ทำให้ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือทั้งผลผลิตที่เสียหายในปัจจุบัน และปริมาณน้ำสำหรับการเพาะปลูกรอบต่อไป

ความแปรปรวนของสภาพอากาศอาจส่งแรงกดดันต่อรายได้เกษตรกร ต้นทุนวัตถุดิบ และธุรกิจอาหาร โดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกที่พึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก

ข้อมูลประเมินจาก Krungthai COMPASS ระบุว่า ความเสี่ยงจากเอลนีโญในช่วงปี 2026–2027 อาจสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทยตั้งแต่ 38,551 ล้านบาท ไปจนถึง 100,789 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะเวลาของฝนทิ้งช่วง รวมถึงต้นทุนการผลิตที่อาจเพิ่มขึ้น

ขณะที่ SCB EIC ประเมินว่าประเทศไทยต้องเฝ้าระวังฝนน้อยและฝนทิ้งช่วงต่อเนื่องถึงไตรมาสแรกของปี 2027 โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตก

เอลนีโญจ่อรุนแรงข้ามปี เสี่ยงฝนน้อย–ภัยแล้งตามหลังน้ำท่วม

สถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยแม้จะเริ่มคลี่คลายในบางพื้นที่ แต่หลายจังหวัดยังเผชิญปัญหาน้ำท่วมขังและความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรม

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงปลายฤดูฝนและต้นฤดูหนาว ท่ามกลางการประเมินว่าช่วงปลายปี 2026 อาจเผชิญความเสี่ยงภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่ทวีความรุนแรงขึ้น

การวางแผนธุรกิจและการเพาะปลูกจึงต้องมองต่อไปถึงฤดูแล้งปี 2027 เพราะความเสี่ยงจากสภาพอากาศไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับน้ำท่วม

หากต้องเผชิญอุณหภูมิสูงและปริมาณฝนที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง การฟื้นตัวของเกษตรกรและธุรกิจที่เพิ่งผ่านน้ำท่วมก็อาจยากขึ้น

สำนักข่าวรอยเตอร์ส (Reuters) รายงานเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2026 โดยอ้างข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: WMO) ว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังก่อตัวชัดเจนและมีแนวโน้มทวีความรุนแรง

รายงานดังกล่าวระบุว่า เอลนีโญอาจมีความรุนแรงสูงสุดในเดือนธันวาคม 2026 และมีโอกาสเกือบ 100% ที่จะคงอยู่จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2027

WMO ประเมินว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในบริเวณแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรที่ใช้ติดตามเอลนีโญ อาจสูงกว่าค่าปกติเฉลี่ยประมาณ 3.7 องศาเซลเซียส ในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม

ความร้อนที่เพิ่มขึ้นในมหาสมุทรส่งผลต่อรูปแบบสภาพอากาศ ทำให้หลายพื้นที่ทั่วโลกมีโอกาสเผชิญอุณหภูมิสูงกว่าปกติ และการกระจายตัวของฝนเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมในแต่ละภูมิภาค

ด้านศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศสหรัฐฯ (Climate Prediction Center: CPC) ประเมินในวันเดียวกันว่า มีโอกาสมากกว่า 83% ที่เอลนีโญจะอยู่ในระดับรุนแรงถึงรุนแรงมาก ต่อเนื่องถึงช่วงเดือนมกราคม–มีนาคม 2027

ข้อมูลยังระบุว่า ในเดือนกันยายน อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบางส่วนของแปซิฟิกตะวันออกสูงกว่าปกติเกิน 4 องศาเซลเซียส พร้อมสัญญาณด้านลมและการกระจายตัวของฝนที่สอดคล้องกับการทวีความรุนแรงของเอลนีโญ

อย่างไรก็ตาม WMO ย้ำว่า การคาดการณ์ระดับโลกต้องพิจารณาร่วมกับพยากรณ์ระดับประเทศและระดับพื้นที่ จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าทุกภูมิภาคของประเทศไทยจะเผชิญภัยแล้งรุนแรงเท่ากัน

สำหรับภาคเกษตรและธุรกิจที่พึ่งพาน้ำ ความเสี่ยงดังกล่าวสะท้อนว่าการเตรียมรับมือฝนทิ้งช่วงควรครอบคลุมถึงไตรมาสแรกของปี 2027 ทั้งแผนเพาะปลูก การจัดหาวัตถุดิบ และความต่อเนื่องของการผลิต

ในทางธุรกิจ สิ่งที่ต้องเตรียมจึงกว้างกว่าการซ่อมแซมความเสียหายหลังน้ำลด เพราะหากผลผลิตได้รับผลกระทบจากภัยแล้งซ้ำ ความเสี่ยงอาจส่งต่อจากสวนและไร่นาไปถึงต้นทุนโรงงานและการส่งมอบสินค้า


สรุปข่าว

ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตสภาพอากาศต่อเนื่อง โดยหลังปัญหาน้ำท่วมคลี่คลาย จะต้องเผชิญกับปรากฏการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะทวีความรุนแรงลากยาวไปจนถึงต้นปี 2027 ส่งผลให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้ง โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตก ศูนย์วิจัยกรุงไทย ประเมินว่าพื้นที่เกษตรกรรมกว่า 80% ที่อยู่นอกเขตชลประทานและต้องพึ่งพาน้ำฝนจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก สร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทยสูงสุดถึงแสนล้านบาท (ประมาณ 38,551 - 100,789 ล้านบาท) สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่ทำให้ผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรลดลงเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังต้นทุนวัตถุดิบของโรงงานแปรรูปและธุรกิจอาหาร ตลอดจนค่าครองชีพของผู้บริโภค เกตรกรและผู้ประกอบการจึงต้องเร่งวางแผนบริหารจัดการน้ำ กระจายแหล่งวัตถุดิบสำรอง และเตรียมรับมือกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นล่วงหน้า

น้ำท่วมที่กำลังสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทย อาจตามมาด้วยความเสี่ยงจากฝนน้อยและภัยแล้ง เมื่อปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) มีแนวโน้มรุนแรงต่อเนื่องข้ามปี ทำให้ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือทั้งผลผลิตที่เสียหายในปัจจุบัน และปริมาณน้ำสำหรับการเพาะปลูกรอบต่อไป

ความแปรปรวนของสภาพอากาศอาจส่งแรงกดดันต่อรายได้เกษตรกร ต้นทุนวัตถุดิบ และธุรกิจอาหาร โดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกที่พึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก

ข้อมูลประเมินจาก Krungthai COMPASS ระบุว่า ความเสี่ยงจากเอลนีโญในช่วงปี 2026–2027 อาจสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทยตั้งแต่ 38,551 ล้านบาท ไปจนถึง 100,789 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะเวลาของฝนทิ้งช่วง รวมถึงต้นทุนการผลิตที่อาจเพิ่มขึ้น

ขณะที่ SCB EIC ประเมินว่าประเทศไทยต้องเฝ้าระวังฝนน้อยและฝนทิ้งช่วงต่อเนื่องถึงไตรมาสแรกของปี 2027 โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตก

เอลนีโญจ่อรุนแรงข้ามปี เสี่ยงฝนน้อย–ภัยแล้งตามหลังน้ำท่วม

สถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยแม้จะเริ่มคลี่คลายในบางพื้นที่ แต่หลายจังหวัดยังเผชิญปัญหาน้ำท่วมขังและความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรม

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงปลายฤดูฝนและต้นฤดูหนาว ท่ามกลางการประเมินว่าช่วงปลายปี 2026 อาจเผชิญความเสี่ยงภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่ทวีความรุนแรงขึ้น

การวางแผนธุรกิจและการเพาะปลูกจึงต้องมองต่อไปถึงฤดูแล้งปี 2027 เพราะความเสี่ยงจากสภาพอากาศไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับน้ำท่วม

หากต้องเผชิญอุณหภูมิสูงและปริมาณฝนที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง การฟื้นตัวของเกษตรกรและธุรกิจที่เพิ่งผ่านน้ำท่วมก็อาจยากขึ้น

สำนักข่าวรอยเตอร์ส (Reuters) รายงานเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2026 โดยอ้างข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: WMO) ว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังก่อตัวชัดเจนและมีแนวโน้มทวีความรุนแรง

รายงานดังกล่าวระบุว่า เอลนีโญอาจมีความรุนแรงสูงสุดในเดือนธันวาคม 2026 และมีโอกาสเกือบ 100% ที่จะคงอยู่จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2027

WMO ประเมินว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในบริเวณแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรที่ใช้ติดตามเอลนีโญ อาจสูงกว่าค่าปกติเฉลี่ยประมาณ 3.7 องศาเซลเซียส ในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม

ความร้อนที่เพิ่มขึ้นในมหาสมุทรส่งผลต่อรูปแบบสภาพอากาศ ทำให้หลายพื้นที่ทั่วโลกมีโอกาสเผชิญอุณหภูมิสูงกว่าปกติ และการกระจายตัวของฝนเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมในแต่ละภูมิภาค

ด้านศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศสหรัฐฯ (Climate Prediction Center: CPC) ประเมินในวันเดียวกันว่า มีโอกาสมากกว่า 83% ที่เอลนีโญจะอยู่ในระดับรุนแรงถึงรุนแรงมาก ต่อเนื่องถึงช่วงเดือนมกราคม–มีนาคม 2027

ข้อมูลยังระบุว่า ในเดือนกันยายน อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบางส่วนของแปซิฟิกตะวันออกสูงกว่าปกติเกิน 4 องศาเซลเซียส พร้อมสัญญาณด้านลมและการกระจายตัวของฝนที่สอดคล้องกับการทวีความรุนแรงของเอลนีโญ

อย่างไรก็ตาม WMO ย้ำว่า การคาดการณ์ระดับโลกต้องพิจารณาร่วมกับพยากรณ์ระดับประเทศและระดับพื้นที่ จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าทุกภูมิภาคของประเทศไทยจะเผชิญภัยแล้งรุนแรงเท่ากัน

สำหรับภาคเกษตรและธุรกิจที่พึ่งพาน้ำ ความเสี่ยงดังกล่าวสะท้อนว่าการเตรียมรับมือฝนทิ้งช่วงควรครอบคลุมถึงไตรมาสแรกของปี 2027 ทั้งแผนเพาะปลูก การจัดหาวัตถุดิบ และความต่อเนื่องของการผลิต

ในทางธุรกิจ สิ่งที่ต้องเตรียมจึงกว้างกว่าการซ่อมแซมความเสียหายหลังน้ำลด เพราะหากผลผลิตได้รับผลกระทบจากภัยแล้งซ้ำ ความเสี่ยงอาจส่งต่อจากสวนและไร่นาไปถึงต้นทุนโรงงานและการส่งมอบสินค้า


กรุงไทย COMPASS ประเมินเอลนีโญกระทบเกษตรไทยสูงสุด 100,789 ล้านบาท

ความรุนแรงของเอลนีโญจะกลายเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ฝนทิ้งช่วง และปริมาณน้ำที่เกษตรกรสามารถนำมาใช้ในการเพาะปลูก

หากน้ำไม่เพียงพอ ผลกระทบอาจลุกลามจากผลผลิตในไร่นาไปถึงรายได้ครัวเรือนและต้นทุนของธุรกิจอาหาร

ศูนย์วิจัยกรุงไทย (Krungthai COMPASS) ประเมินความเสี่ยงต่อภาคเกษตรไทยในช่วงปี 2026–2027 ไว้ 3 กรณี ได้แก่

สถานการณ์

มูลค่าความเสียหาย

กรณีดีที่สุด (Best Case)

38,551 ล้านบาท

กรณีฐาน (Base Case)

62,000 ล้านบาท

กรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case)

100,789 ล้านบาท

ในกรณีฐาน คาดว่าจะเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2026 ต่อเนื่องถึงกลางปี 2027

ส่วนกรณีเลวร้ายที่สุด ความเสี่ยงไม่ได้มาจากภัยแล้งเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงฝนทิ้งช่วงยาวไปถึงครึ่งหลังของปี 2027 และราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 100% ซึ่งอาจทำให้เกษตรกรเผชิญทั้งผลผลิตลดลงและต้นทุนการผลิตสูงขึ้นพร้อมกัน

เหตุที่ภาคเกษตรไทยมีความเปราะบางเป็นพิเศษ เพราะ Krungthai COMPASS ระบุว่า ภาคเกษตรใช้น้ำประมาณ 75% ของปริมาณการใช้น้ำทั้งประเทศ ขณะที่พื้นที่เพาะปลูกมากกว่า 80% อยู่นอกเขตชลประทาน และต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก

เมื่อฝนตกน้อยลงหรือทิ้งช่วงเป็นเวลานาน พื้นที่เพาะปลูกเหล่านี้จึงมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำมากขึ้น

ผลกระทบทางธุรกิจอาจเกิดขึ้นพร้อมกันสองด้าน

ด้านแรก หากเกษตรกรขายผลผลิตได้น้อยลง รายได้และกำลังซื้อของครัวเรือนในพื้นที่เกษตรกรรมก็อาจอ่อนตัวตามไปด้วย

อีกด้านหนึ่ง โรงสีและโรงงานแปรรูปอาจต้องแข่งขันรับซื้อวัตถุดิบที่มีปริมาณลดลง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น

แม้เกษตรกรบางส่วนที่ยังมีผลผลิตขายอาจได้รับประโยชน์จากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่สำหรับผู้ที่ผลผลิตเสียหาย ราคาที่เพิ่มขึ้นก็อาจไม่เพียงพอชดเชยรายได้ที่สูญเสียไป

ผู้ประกอบการจึงควรนำทั้งสามกรณีมาทดสอบความพร้อมของธุรกิจ ตั้งแต่ปริมาณวัตถุดิบที่จำเป็น แหล่งจัดหาสำรอง ไปจนถึงเงินทุนหมุนเวียนที่ต้องใช้หากต้นทุนรับซื้อเพิ่มขึ้น

สิ่งสำคัญคือการติดตามว่าฝนจะลดลงในพื้นที่ใด และฝนทิ้งช่วงจะตรงกับฤดูเพาะปลูกมากน้อยเพียงใด เพราะจะเป็นปัจจัยกำหนดระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

SCB EIC เตือนไทยเสี่ยงฝนทิ้งช่วงถึงต้นปี 2027 จับตาพื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทาน

เมื่อฝนเริ่มลดลง สิ่งที่ต้องมองต่อคือปริมาณน้ำที่มีอยู่จะเพียงพอสำหรับการเพาะปลูกและการผลิตในเดือนข้างหน้าหรือไม่

หากฝนทิ้งช่วงตรงกับระยะที่พืชต้องการน้ำ ความเสียหายอาจส่งต่อจากไร่นาไปถึงโรงสี โรงงานแปรรูป และธุรกิจที่ใช้ผลผลิตเกษตรเป็นวัตถุดิบ

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่า ประเทศไทยต้องจับตาความเสี่ยงจากฝนน้อยและฝนทิ้งช่วงในช่วงปลายไตรมาส 3 ปี 2026 ต่อเนื่องถึงไตรมาสแรกของปี 2027

ความเสี่ยงดังกล่าวครอบคลุมทั้งช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตปลายปี และการเตรียมเพาะปลูกในช่วงต้นปีถัดไป

เกษตรกรจึงต้องวางแผนจัดการน้ำให้เพียงพอตลอดฤดูกาล ขณะที่ผู้รับซื้อและโรงงานแปรรูปต้องประเมินว่าจะมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดตามแผนหรือไม่

พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตก โดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกที่พึ่งพาน้ำฝน

เมื่อฝนขาดช่วง ความชื้นในดินจะลดลง และพืชอาจได้รับน้ำไม่เพียงพอ ส่งผลให้ปริมาณและคุณภาพผลผลิตมีความเสี่ยงลดลง

หากผลผลิตลดลงหรือมีคุณภาพไม่สม่ำเสมอ โรงสีและโรงงานแปรรูปที่รับซื้อจากพื้นที่เหล่านี้ก็อาจต้องปรับแผนจัดหาวัตถุดิบ เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการผลิต

ขณะเดียวกัน SCB EIC ยังเตือนว่า ความเสี่ยงไม่ได้มาจากปริมาณฝนเพียงด้านเดียว แต่ยังรวมถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้น ซึ่งเร่งให้ดินสูญเสียความชื้น

เมื่ออากาศร้อนเกิดขึ้นพร้อมกับฝนน้อย พืชจึงเสี่ยงขาดน้ำมากขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการซื้อน้ำ การขนส่งน้ำ และการใช้ระบบทำความเย็นเพื่อรักษาคุณภาพสินค้า

สำหรับผู้ประกอบการ ความเสี่ยงจึงอาจเกิดพร้อมกันทั้งวัตถุดิบที่จัดหาได้ยากขึ้นและต้นทุนดำเนินงานที่สูงขึ้น

หากธุรกิจไม่สามารถปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ อัตรากำไรก็อาจถูกกดดัน

การเตรียมรับมือจึงควรเริ่มจากการตรวจสอบความพร้อมของแหล่งน้ำ ทั้งของกิจการและผู้ส่งมอบวัตถุดิบ พร้อมประเมินแหล่งจัดหาสำรองก่อนเข้าสู่ฤดูแล้ง

เกษตรไทยกว่า 80% อยู่นอกเขตชลประทาน เสี่ยงขาดน้ำกระทบรายได้

เมื่อฝนน้อยและฝนทิ้งช่วงกระทบพื้นที่เพาะปลูก ความเสียหายจะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับว่าเกษตรกรมีน้ำจากแหล่งอื่นมาทดแทนได้มากแค่ไหน

สำหรับประเทศไทย การพึ่งพาน้ำฝนในสัดส่วนสูงทำให้ความแปรปรวนของสภาพอากาศส่งผลโดยตรงต่อการผลิตและรายได้ของเกษตรกร

Krungthai COMPASS ระบุว่า พื้นที่เพาะปลูกมากกว่า 80% อยู่นอกเขตชลประทาน และพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก

เมื่อฝนตกไม่สม่ำเสมอ พื้นที่เหล่านี้จึงมีความเปราะบางต่อภัยแล้ง ขณะที่เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นรายย่อย และมีข้อจำกัดด้านเงินทุนสำหรับลงทุนในระบบบริหารจัดการน้ำ

ด้านความต้องการใช้น้ำ พบว่าภาคเกษตรใช้น้ำประมาณ 3 ใน 4 ของปริมาณการใช้น้ำทั้งหมดของประเทศ สะท้อนว่าการรักษาระดับผลผลิตจำเป็นต้องอาศัยทรัพยากรน้ำจำนวนมาก

หากปริมาณฝนและน้ำที่สามารถนำมาใช้ได้ลดลงพร้อมกัน ก็อาจกระทบทั้งการตัดสินใจเพาะปลูกและปริมาณผลผลิตที่จะเก็บเกี่ยวได้

ความเสี่ยงจากฝนทิ้งช่วงจึงเชื่อมโยงไปสู่ผลผลิตที่อาจลดลง รายได้เกษตรกรที่หดตัว และต้นทุนอาหารที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

เมื่อเกษตรกรขายผลผลิตได้น้อยลง รายได้และกำลังซื้อของครัวเรือนอาจลดลงตามไปด้วย

ขณะที่ธุรกิจอาหารและเกษตรแปรรูปอาจเผชิญต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น หากต้นทุนดังกล่าวถูกส่งต่อไปยังราคาขาย ผู้บริโภคก็อาจได้รับผลกระทบผ่านค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น

สำหรับเกษตรกร แนวทางรับมือสำคัญคือการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและลดต้นทุนการผลิต ส่วนผู้ประกอบการเกษตรแปรรูปควรให้ความสำคัญกับการบริหารวัตถุดิบและติดตามความพร้อมของแหล่งผลิตตั้งแต่ก่อนฤดูเก็บเกี่ยว

การทราบล่วงหน้าว่าแหล่งผลิตมีน้ำเพียงพอมากน้อยเพียงใด จะช่วยให้ธุรกิจวางแผนรับซื้อและส่งมอบสินค้าได้รัดกุมขึ้น

ขณะที่เกษตรกรควรประเมินปริมาณน้ำที่มีอยู่จริงก่อนลงทุนเพาะปลูกรอบใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการจ่ายต้นทุนไปแล้ว แต่ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เพียงพอ


น้ำท่วมซ้ำภัยแล้ง โจทย์ใหญ่เกษตรไทยและธุรกิจอาหารปี 2027

ความเสี่ยงสำคัญของภาคเกษตรไทยในช่วงปลายปี 2026 ต่อเนื่องถึงปี 2027 จึงไม่ได้มีเพียงความเสียหายจากน้ำท่วม แต่ยังรวมถึงภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นตามมาในช่วงที่เกษตรกรกำลังฟื้นฟูพื้นที่เพาะปลูก

หากเอลนีโญรุนแรงตามการคาดการณ์ เกษตรกรอาจต้องเผชิญปัญหาผลผลิตลดลง ขณะที่ต้นทุนปุ๋ย น้ำ และการดูแลพืชเพิ่มขึ้น

ผลกระทบดังกล่าวอาจขยายจากภาคเกษตรไปสู่โรงสี โรงงานแปรรูปอาหาร ผู้ประกอบการขนส่ง และผู้บริโภค ผ่านราคาวัตถุดิบและต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้น

สำหรับภาคธุรกิจ การเตรียมรับมือจึงควรมองทั้งการจัดการน้ำ การกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบ และการสำรองเงินทุนหมุนเวียน เพื่อรองรับความผันผวนของผลผลิตและต้นทุน

ประเด็นสำคัญคือ ไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสภาพอากาศสองด้านต่อเนื่องกัน ทั้งน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายในวันนี้ และเอลนีโญที่อาจกระทบการเพาะปลูกในปีหน้า

การฟื้นฟูภาคเกษตรจึงไม่ควรหยุดเพียงการซ่อมแซมความเสียหายหลังน้ำลด แต่ต้องเตรียมความพร้อมด้านน้ำและต้นทุนการผลิตสำหรับฤดูกาลถัดไปด้วย

เพราะหากเกษตรกรเพิ่งฟื้นตัวจากน้ำท่วม แต่กลับต้องเผชิญภัยแล้งซ้ำอีกครั้ง ความเสียหายอาจไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผลผลิตทางการเกษตรเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อรายได้ครัวเรือน ความมั่นคงของวัตถุดิบ และต้นทุนอาหารของประเทศในระยะยาว