“Nike” ลดคนรอบใหม่ ยอดขายหด ดึง “ลิซ่า” ฟื้นแบรนด์ สู้ On–Hoka–Adidas

Share on Line Share on Facebook Share on X

ไนกี้ (Nike) แบรนด์รองเท้าและเครื่องแต่งกายกีฬาระดับโลก กำลังเผชิญแรงกดดันจากยอดขายที่ลดลงและการแข่งขันในตลาดรองเท้ากีฬาที่รุนแรงขึ้น จนต้องเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรอีกครั้ง ทั้งการเตรียมลดพนักงาน ปรับห่วงโซ่อุปทาน และโยกการลงทุนไปสู่นวัตกรรมสินค้า

ขณะเดียวกัน ไนกี้ยังเร่งสร้างความสนใจจากผู้บริโภคผ่านความร่วมมือกับ “ลิซ่า” (LISA) ศิลปินไทยระดับโลกจาก BLACKPINK ในแคมเปญรองเท้า Moon Shoe ท่ามกลางการแข่งขันจาก On, Hoka และ Adidas ที่กำลังเข้ามาชิงพื้นที่ในตลาด

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนว่า ชื่อเสียงของแบรนด์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะรักษาความได้เปรียบอีกต่อไป ไนกี้จึงต้องปรับทั้งสินค้า เทคโนโลยี ต้นทุน และวิธีเข้าถึงผู้บริโภค เพื่อกลับมาสร้างการเติบโตในระยะยาว

Nike เตรียมลดพนักงานรอบใหม่ ตั้งเป้าลดต้นทุน 2,500 ล้านดอลลาร์

ไนกี้ประกาศเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2026 ว่า บริษัทเตรียมปรับลดพนักงานเพิ่มเติมภายใต้แผนปรับโครงสร้างองค์กรที่เรียกว่า Pace แต่ยังไม่ได้ระบุจำนวนตำแหน่งที่จะได้รับผลกระทบ โดยจะมีการตัดสินใจเกี่ยวกับจำนวนพนักงานที่จะปรับลดอีกครั้งในปีหน้า

สำนักข่าวรอยเตอร์ส (Reuters) รายงานว่า ภายใต้แผนปรับโครงสร้างดังกล่าว ไนกี้ตั้งเป้าลดต้นทุนรวม 2,500 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2031 โดยผลประหยัดส่วนใหญ่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีบัญชี 2029 และ 2030

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การฟื้นฟูองค์กรต้องใช้เวลา และผลประหยัดจากการปรับโครงสร้างไม่ได้เกิดขึ้นทันทีพร้อมกับการประกาศลดพนักงาน

ที่ผ่านมา ไนกี้ปรับลดจำนวนพนักงานมาแล้วหลายครั้ง โดยรอยเตอร์สรายงานว่า

  • มกราคม 2026: ลดพนักงาน 775 ตำแหน่ง ส่วนใหญ่อยู่ในศูนย์กระจายสินค้าในสหรัฐฯ ควบคู่กับการนำระบบอัตโนมัติมาใช้
  • เมษายน 2026: ลดพนักงานอีก 1,400 ตำแหน่ง ในฝ่ายปฏิบัติการทั่วโลก โดยเฉพาะงานด้านเทคโนโลยี ครอบคลุมอเมริกาเหนือ เอเชีย และยุโรป
  • ตุลาคม 2026: ประกาศเตรียมลดพนักงานเพิ่มเติมภายใต้แผน Pace โดยยังไม่ระบุจำนวน

การลดพนักงานจึงเกิดขึ้นในหลายส่วนขององค์กร ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะร้านค้าหรือช่องทางจำหน่ายสินค้า

นอกจากนี้ ไนกี้ยังมีแผนปรับห่วงโซ่อุปทาน จัดพื้นที่บริหารธุรกิจใหม่ และตั้งสำนักงานแห่งใหม่ในเมืองเบงกาลูรู ประเทศอินเดีย พร้อมโยกการลงทุนไปสู่นวัตกรรมสินค้าและการเข้าถึงผู้บริโภค

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจเปิดโอกาสให้บุคลากรและพันธมิตรในพื้นที่ที่บริษัทเพิ่มการลงทุน ขณะที่พนักงานในตำแหน่งที่อาจถูกปรับลดต้องเผชิญความไม่แน่นอน

สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์กีฬาระดับโลก สิ่งที่ต้องจับตาคือการเปลี่ยนแปลงระบบจัดซื้อ การกระจายสินค้า และความต้องการทักษะแรงงานใหม่

ในเชิงธุรกิจ การลดต้นทุนอาจช่วยประคองกำไรและเปิดพื้นที่สำหรับการลงทุน แต่จะฟื้นความแข็งแกร่งได้เพียงใด ยังต้องพิจารณาความสามารถในการขายสินค้าควบคู่กันด้วย

รายได้ Nike ไตรมาสแรกปีบัญชี 2027 ลด 4% ยอดขายจีนทรุด 26%

การลดพนักงานช่วยให้บริษัทควบคุมค่าใช้จ่ายได้ แต่การฟื้นธุรกิจจำเป็นต้องทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าอีกครั้ง

ผลประกอบการที่ไนกี้เผยแพร่เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2026 ระบุว่า ไตรมาสแรกปีบัญชี 2027 ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 31 สิงหาคม 2026 บริษัทมีรายได้ 11,210 ล้านดอลลาร์ ลดลงประมาณ 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

หากไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน รายได้ลดลง 5% สะท้อนว่าแรงกดดันต่อธุรกิจไม่ได้เกิดจากความผันผวนของค่าเงินเพียงอย่างเดียว

จุดที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือ ยอดขายในตลาดจีนลดลง 26% เมื่อไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน

รอยเตอร์สรายงานว่า ยอดขายของไนกี้ในจีนลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 9 ท่ามกลางการแข่งขันจากทั้งแบรนด์ต่างประเทศและแบรนด์จีน

การฟื้นยอดขายในตลาดจีนจึงต้องอาศัยสินค้าที่ตอบความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่ มากกว่าการพึ่งพาชื่อเสียงเดิมของแบรนด์

แรงกดดันยังปรากฏในช่องทางจำหน่ายของบริษัท โดยรายได้จาก NIKE Direct ซึ่งรวมการขายผ่านช่องทางดิจิทัลและร้านค้าของบริษัท ลดลง 8% ขณะที่รายได้จากการขายส่งลดลง 1%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การมีช่องทางเข้าถึงลูกค้าโดยตรงไม่ได้รับประกันว่ายอดขายจะเติบโต หากสินค้ายังไม่สามารถดึงความต้องการซื้อกลับมาได้เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ไนกี้ไม่ได้อ่อนแอลงทุกด้าน เพราะอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 0.6 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 42.8% โดยบริษัทระบุว่า ส่วนสำคัญมาจากต้นทุนคลังสินค้าและการขนส่งที่ลดลง

ภาพนี้แสดงให้เห็นว่า การบริหารต้นทุนเริ่มช่วยผลประกอบการ แต่ยังไม่สามารถชดเชยแรงกดดันจากยอดขายที่ลดลงได้ทั้งหมด


สรุปข่าว

ไนกี้กำลังเผชิญกับยอดขายที่ลดลง โดยเฉพาะในตลาดจีนที่หดตัว 26% และการแข่งขันที่รุนแรงจาก On, Hoka และ Adidas จึงได้เดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรภายใต้แผน Pace เพื่อลดต้นทุน 2,500 ล้านดอลลาร์ ด้วยการลดพนักงานหลายระลอก พร้อมกันนี้ ไนกี้ยังดึง 'ลิซ่า BLACKPINK' มาร่วมแคมเปญ 'Moon Shoe' และเพิ่มงบการตลาดเพื่อฟื้นความสนใจในแบรนด์และขยายฐานลูกค้า แม้จะมีความพยายามทั้งลดต้นทุนและสร้างกระแส แต่ความท้าทายสำคัญของไนกี้คือการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์และเปลี่ยนความสนใจให้กลายเป็นยอดขายที่ยั่งยืน เพื่อกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง

ไนกี้ (Nike) แบรนด์รองเท้าและเครื่องแต่งกายกีฬาระดับโลก กำลังเผชิญแรงกดดันจากยอดขายที่ลดลงและการแข่งขันในตลาดรองเท้ากีฬาที่รุนแรงขึ้น จนต้องเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรอีกครั้ง ทั้งการเตรียมลดพนักงาน ปรับห่วงโซ่อุปทาน และโยกการลงทุนไปสู่นวัตกรรมสินค้า

ขณะเดียวกัน ไนกี้ยังเร่งสร้างความสนใจจากผู้บริโภคผ่านความร่วมมือกับ “ลิซ่า” (LISA) ศิลปินไทยระดับโลกจาก BLACKPINK ในแคมเปญรองเท้า Moon Shoe ท่ามกลางการแข่งขันจาก On, Hoka และ Adidas ที่กำลังเข้ามาชิงพื้นที่ในตลาด

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนว่า ชื่อเสียงของแบรนด์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะรักษาความได้เปรียบอีกต่อไป ไนกี้จึงต้องปรับทั้งสินค้า เทคโนโลยี ต้นทุน และวิธีเข้าถึงผู้บริโภค เพื่อกลับมาสร้างการเติบโตในระยะยาว

Nike เตรียมลดพนักงานรอบใหม่ ตั้งเป้าลดต้นทุน 2,500 ล้านดอลลาร์

ไนกี้ประกาศเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2026 ว่า บริษัทเตรียมปรับลดพนักงานเพิ่มเติมภายใต้แผนปรับโครงสร้างองค์กรที่เรียกว่า Pace แต่ยังไม่ได้ระบุจำนวนตำแหน่งที่จะได้รับผลกระทบ โดยจะมีการตัดสินใจเกี่ยวกับจำนวนพนักงานที่จะปรับลดอีกครั้งในปีหน้า

สำนักข่าวรอยเตอร์ส (Reuters) รายงานว่า ภายใต้แผนปรับโครงสร้างดังกล่าว ไนกี้ตั้งเป้าลดต้นทุนรวม 2,500 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2031 โดยผลประหยัดส่วนใหญ่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีบัญชี 2029 และ 2030

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การฟื้นฟูองค์กรต้องใช้เวลา และผลประหยัดจากการปรับโครงสร้างไม่ได้เกิดขึ้นทันทีพร้อมกับการประกาศลดพนักงาน

ที่ผ่านมา ไนกี้ปรับลดจำนวนพนักงานมาแล้วหลายครั้ง โดยรอยเตอร์สรายงานว่า

  • มกราคม 2026: ลดพนักงาน 775 ตำแหน่ง ส่วนใหญ่อยู่ในศูนย์กระจายสินค้าในสหรัฐฯ ควบคู่กับการนำระบบอัตโนมัติมาใช้
  • เมษายน 2026: ลดพนักงานอีก 1,400 ตำแหน่ง ในฝ่ายปฏิบัติการทั่วโลก โดยเฉพาะงานด้านเทคโนโลยี ครอบคลุมอเมริกาเหนือ เอเชีย และยุโรป
  • ตุลาคม 2026: ประกาศเตรียมลดพนักงานเพิ่มเติมภายใต้แผน Pace โดยยังไม่ระบุจำนวน

การลดพนักงานจึงเกิดขึ้นในหลายส่วนขององค์กร ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะร้านค้าหรือช่องทางจำหน่ายสินค้า

นอกจากนี้ ไนกี้ยังมีแผนปรับห่วงโซ่อุปทาน จัดพื้นที่บริหารธุรกิจใหม่ และตั้งสำนักงานแห่งใหม่ในเมืองเบงกาลูรู ประเทศอินเดีย พร้อมโยกการลงทุนไปสู่นวัตกรรมสินค้าและการเข้าถึงผู้บริโภค

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจเปิดโอกาสให้บุคลากรและพันธมิตรในพื้นที่ที่บริษัทเพิ่มการลงทุน ขณะที่พนักงานในตำแหน่งที่อาจถูกปรับลดต้องเผชิญความไม่แน่นอน

สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์กีฬาระดับโลก สิ่งที่ต้องจับตาคือการเปลี่ยนแปลงระบบจัดซื้อ การกระจายสินค้า และความต้องการทักษะแรงงานใหม่

ในเชิงธุรกิจ การลดต้นทุนอาจช่วยประคองกำไรและเปิดพื้นที่สำหรับการลงทุน แต่จะฟื้นความแข็งแกร่งได้เพียงใด ยังต้องพิจารณาความสามารถในการขายสินค้าควบคู่กันด้วย

รายได้ Nike ไตรมาสแรกปีบัญชี 2027 ลด 4% ยอดขายจีนทรุด 26%

การลดพนักงานช่วยให้บริษัทควบคุมค่าใช้จ่ายได้ แต่การฟื้นธุรกิจจำเป็นต้องทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าอีกครั้ง

ผลประกอบการที่ไนกี้เผยแพร่เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2026 ระบุว่า ไตรมาสแรกปีบัญชี 2027 ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 31 สิงหาคม 2026 บริษัทมีรายได้ 11,210 ล้านดอลลาร์ ลดลงประมาณ 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

หากไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน รายได้ลดลง 5% สะท้อนว่าแรงกดดันต่อธุรกิจไม่ได้เกิดจากความผันผวนของค่าเงินเพียงอย่างเดียว

จุดที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือ ยอดขายในตลาดจีนลดลง 26% เมื่อไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน

รอยเตอร์สรายงานว่า ยอดขายของไนกี้ในจีนลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 9 ท่ามกลางการแข่งขันจากทั้งแบรนด์ต่างประเทศและแบรนด์จีน

การฟื้นยอดขายในตลาดจีนจึงต้องอาศัยสินค้าที่ตอบความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่ มากกว่าการพึ่งพาชื่อเสียงเดิมของแบรนด์

แรงกดดันยังปรากฏในช่องทางจำหน่ายของบริษัท โดยรายได้จาก NIKE Direct ซึ่งรวมการขายผ่านช่องทางดิจิทัลและร้านค้าของบริษัท ลดลง 8% ขณะที่รายได้จากการขายส่งลดลง 1%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การมีช่องทางเข้าถึงลูกค้าโดยตรงไม่ได้รับประกันว่ายอดขายจะเติบโต หากสินค้ายังไม่สามารถดึงความต้องการซื้อกลับมาได้เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ไนกี้ไม่ได้อ่อนแอลงทุกด้าน เพราะอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 0.6 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 42.8% โดยบริษัทระบุว่า ส่วนสำคัญมาจากต้นทุนคลังสินค้าและการขนส่งที่ลดลง

ภาพนี้แสดงให้เห็นว่า การบริหารต้นทุนเริ่มช่วยผลประกอบการ แต่ยังไม่สามารถชดเชยแรงกดดันจากยอดขายที่ลดลงได้ทั้งหมด


Nike หลุดดัชนี S&P 100 หลังอยู่เกือบ 18 ปี แต่ยังอยู่ใน S&P 500

นอกจากแรงกดดันด้านยอดขาย ไนกี้ยังเผชิญความเปลี่ยนแปลงในตลาดทุนสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2026 ไนกี้ถูกถอดออกจากดัชนี S&P 100 ในการปรับองค์ประกอบดัชนีรายไตรมาส หลังอยู่ในดัชนีดังกล่าวมาเกือบ 18 ปี

อย่างไรก็ตาม ไนกี้ยังคงเป็นบริษัทในดัชนี S&P 500 ซึ่งครอบคลุมบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ

การหลุดจาก S&P 100 สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสถานะของไนกี้เมื่อเทียบกับบริษัทขนาดใหญ่รายอื่นในตลาดทุนสหรัฐฯ แต่ไม่ได้หมายความว่าบริษัทสูญเสียสถานะการเป็นแบรนด์กีฬาระดับโลก

สำหรับผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้ากีฬา สถานการณ์นี้ชี้ว่าควรติดตามยอดขายจริงแยกตามแบรนด์และประเภทสินค้า เพื่อวางแผนสต็อกให้เหมาะสม

เพราะการที่ไนกี้มียอดขายลดลง ไม่ได้ยืนยันว่าความต้องการสินค้ากีฬาทั้งตลาดลดลงตามไปด้วย ผู้บริโภคอาจกำลังเปลี่ยนไปเลือกสินค้าและเทคโนโลยีจากคู่แข่ง ซึ่งเข้ามาชิงพื้นที่บนชั้นวางมากขึ้น

On–Hoka รุกตลาดรองเท้าวิ่ง แย่งพื้นที่ขายจาก Nike

รายได้ที่ลดลงของไนกี้ไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาภายในบริษัท แต่ยังต้องพิจารณาการแข่งขันในตลาดรองเท้ากีฬาที่เปลี่ยนแปลงไป

รอยเตอร์สรายงานว่า ไนกี้กำลังสูญเสียพื้นที่บนชั้นวางสินค้าให้กับแบรนด์รองเท้าวิ่งอย่าง On จากสวิตเซอร์แลนด์ และ Hoka ซึ่งมีต้นกำเนิดในฝรั่งเศส ปัจจุบันอยู่ภายใต้เครือ Deckers Brands ของสหรัฐฯ

ส่วนหนึ่งของแรงกดดันเกี่ยวข้องกับการขาดรองเท้ารุ่นใหม่ที่สามารถดึงดูดผู้บริโภครุ่นใหม่ได้มากเพียงพอ

ในเชิงธุรกิจ พื้นที่ขายเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้ลูกค้าได้เห็นและทดลองสินค้า หากร้านค้าจัดพื้นที่ให้คู่แข่งมากขึ้น ไนกี้ก็อาจมีโอกาสเข้าถึงผู้ซื้อน้อยลง ขณะที่แบรนด์ผู้ท้าชิงมีโอกาสเปลี่ยนความสนใจของลูกค้าให้กลายเป็นยอดขาย

ผลประกอบการของ On ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2026 ช่วยให้เห็นการเติบโตของแบรนด์ผู้ท้าชิงชัดเจนขึ้น

โดยยอดขายรองเท้าของ On ในไตรมาสสองเพิ่มขึ้นกว่า 10% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หรือเพิ่มขึ้น 19% เมื่อไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ธุรกิจรองเท้ากีฬายังสามารถเติบโตได้ แม้ไนกี้กำลังเผชิญแรงกดดันจากยอดขายที่ลดลง

การแข่งขันจึงไม่ได้อยู่ที่ขนาดของแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการพัฒนาสินค้าใหม่ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภค

Adidas ชูรองเท้าวิ่ง 97 กรัม แข่งเทคโนโลยี ไม่ใช่แค่ชื่อแบรนด์

อีกด้านหนึ่ง Adidas กำลังแข่งขันในตลาดรองเท้าวิ่งด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสินค้า

บริษัทระบุว่า รองเท้าวิ่งรุ่น Adizero Adios Pro Evo 3 มีน้ำหนักเฉลี่ยเพียง 97 กรัม โดยใช้โฟม โครงสร้างคาร์บอน และวัสดุน้ำหนักเบาในการพัฒนารองเท้า

การออกแบบดังกล่าวสะท้อนว่า การแข่งขันในตลาดรองเท้าวิ่งกำลังลงลึกถึงคุณสมบัติของสินค้า ทั้งน้ำหนัก วัสดุ และเทคโนโลยีที่ตอบสนองความต้องการของนักวิ่ง

สำหรับผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพของรองเท้า ชื่อเสียงของแบรนด์อาจไม่ใช่ปัจจัยตัดสินใจเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

ไนกี้จึงต้องเผชิญการแข่งขันทั้งจากแบรนด์เฉพาะทางที่ขยายฐานลูกค้า และคู่แข่งรายใหญ่ที่เร่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรักษาความได้เปรียบ


Nike ดึง “ลิซ่า BLACKPINK” ร่วมแคมเปญ Moon Shoe ฟื้นความสนใจแบรนด์

เมื่อคู่แข่งกำลังแย่งพื้นที่ตลาดด้วยสินค้าใหม่ การฟื้นธุรกิจของไนกี้จึงต้องทำให้ผู้บริโภคกลับมาสนใจแบรนด์อีกครั้ง

ล่าสุด ไนกี้ประกาศความร่วมมือกับ ลิซ่า (LISA) ศิลปินไทยระดับโลก ผ่านแคมเปญรองเท้า Moon Shoe โดยใช้แนวคิด Moonshot เชื่อมโยงเส้นทางการทำตามความฝันของลิซ่ากับประวัติศาสตร์การพัฒนารองเท้าของไนกี้

ไนกี้อธิบายความร่วมมือครั้งนี้ว่าเป็นการเชื่อมโยง กีฬา แฟชั่น และอิทธิพลระดับโลก เพื่อขยายการเข้าถึงผู้บริโภค

การจับมือกับลิซ่าอาจช่วยให้ไนกี้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่เลือกรองเท้าจากสไตล์และการแสดงตัวตน ควบคู่กับการใช้งานด้านกีฬา

เว็บไซต์ไนกี้ประเทศไทยระบุว่า Moon Shoe รุ่นปัจจุบันนำดีไซน์ดั้งเดิมกลับมาพัฒนาใหม่ โดยยังคงเอกลักษณ์พื้นรองเท้าลายวาฟเฟิล ซึ่งเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์รองเท้าวิ่งของไนกี้ในยุค 1970

การนำสินค้าที่มีประวัติยาวนานกลับมาทำตลาดจึงอาจช่วยสร้างความแตกต่างด้านเรื่องราวและเอกลักษณ์ของแบรนด์ ขณะที่ลิซ่าช่วยเพิ่มโอกาสให้เรื่องราวดังกล่าวเข้าถึงผู้ชมกลุ่มใหม่

อย่างไรก็ตาม การสร้างกระแสความสนใจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะสิ่งที่ไนกี้ต้องการในท้ายที่สุดคือการเปลี่ยนความสนใจให้กลายเป็นยอดขายจริง

Nike เพิ่มงบการตลาด 1,300 ล้านดอลลาร์ แม้เดินหน้าลดต้นทุน

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ แม้ไนกี้กำลังปรับลดต้นทุนและเตรียมลดพนักงานเพิ่มเติม แต่บริษัทยังเพิ่มการลงทุนด้านการตลาด

ในไตรมาสแรกปีบัญชี 2027 ไนกี้มีค่าใช้จ่ายด้านการตลาดประมาณ 1,300 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

บริษัทระบุว่า การเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากการลงทุนด้านการตลาดในกิจกรรมกีฬาสำคัญ

ความร่วมมือกับลิซ่าจึงสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนเพื่อสร้างความสนใจและขยายการเข้าถึงผู้บริโภค แม้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าแคมเปญดังกล่าวมีสัดส่วนเท่าใดในงบการตลาดที่รายงาน

กลยุทธ์นี้สะท้อนว่า ไนกี้ไม่ได้มุ่งลดค่าใช้จ่ายทุกด้าน แต่กำลังพยายามลดต้นทุนในส่วนที่จำเป็น พร้อมรักษาการลงทุนที่อาจช่วยสร้างยอดขายในอนาคต

สำหรับไนกี้ ความสำเร็จของการจับมือกับลิซ่าจึงต้องวัดจากความสามารถในการเปลี่ยนกระแสความนิยมให้กลายเป็นยอดซื้อ การขายสินค้าโดยไม่ต้องพึ่งพาส่วนลดมากเกินไป และการดึงลูกค้าให้กลับมาซื้อซ้ำ

พลังของลิซ่าอาจช่วยเปิดทางให้ผู้บริโภคหันกลับมาสนใจไนกี้ แต่บริษัทต้องต่อยอดความสนใจนั้นด้วยสินค้าที่ลูกค้าต้องการและยินดีจ่ายเงินซื้อ

วิเคราะห์ Nike จะฟื้นแบรนด์ได้หรือไม่ เมื่อคู่แข่งรุกหนักและจีนยังฉุดยอดขาย

สถานการณ์ของไนกี้ในปี 2026 สะท้อนความท้าทายสำคัญของแบรนด์กีฬาระดับโลกที่ต้องเผชิญการแข่งขันจากทั้งแบรนด์เฉพาะทางและคู่แข่งรายใหญ่

ด้านหนึ่ง ไนกี้กำลังปรับโครงสร้างองค์กร ตั้งเป้าลดต้นทุน 2,500 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2031 และนำระบบอัตโนมัติเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

แต่อีกด้านหนึ่ง บริษัทยังเผชิญแรงกดดันจากยอดขายที่ลดลง โดยเฉพาะตลาดจีนที่ยอดขายหดตัว 26% ขณะที่คู่แข่งอย่าง On, Hoka และ Adidas กำลังสร้างความแตกต่างด้วยสินค้าและเทคโนโลยีใหม่

การร่วมงานกับลิซ่าผ่านแคมเปญ Moon Shoe จึงเป็นหนึ่งในความพยายามสร้างความสนใจให้กับแบรนด์ และขยายฐานผู้บริโภคจากตลาดกีฬาไปสู่แฟชั่นและวัฒนธรรมร่วมสมัย

อย่างไรก็ตาม การฟื้นธุรกิจอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องเกิดจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งการควบคุมต้นทุน การพัฒนาสินค้า การรักษาพื้นที่จำหน่าย และการสร้างยอดขายจากลูกค้าจริง

โจทย์สำคัญของไนกี้จึงไม่ใช่เพียงการลดพนักงานให้ต้นทุนต่ำลง หรือดึงลิซ่ามาช่วยสร้างกระแส แต่คือการทำให้ผู้บริโภคกลับมาเลือกซื้อสินค้าของไนกี้ ท่ามกลางตัวเลือกที่เพิ่มขึ้นในตลาดรองเท้ากีฬา

เพราะสุดท้ายแล้ว ความแข็งแกร่งของแบรนด์ไม่ได้วัดจากจำนวนคนที่รู้จักเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความสามารถในการเปลี่ยนชื่อเสียงและความสนใจให้กลายเป็นยอดขายและกำไรที่เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง