ท่องเที่ยวไทยจ่อหลุดเป้า โรงแรมยอดจองวูบ เร่ง 3 แรงส่งกระตุ้นปลายปี

Share on Line Share on Facebook Share on X

ท่องเที่ยวไทยกำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของปี แต่การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่เต็มที่ ขณะที่ธุรกิจโรงแรมเริ่มกังวลกับยอดจองล่วงหน้า หลังต้องเลื่อนมาตรการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส”  ภาครัฐจึงเร่งอัดแคมเปญและอีเวนต์ใหญ่ หวังดึงการเดินทางและการใช้จ่ายกลับมาอีกครั้ง

ททท.ประเมินต่างชาติเที่ยวไทย 28-34 ล้านคน

การท่องเที่ยวไทยกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญก่อนปลายปี แต่จำนวนผู้เดินทางไม่ได้ขึ้นอยู่กับฤดูกาลเพียงอย่างเดียว เพราะความขัดแย้งระหว่างประเทศ ราคาพลังงาน และความผันผวนของค่าเงิน กำลังทำให้ต้นทุนการเดินทางสูงขึ้นและนักท่องเที่ยวตัดสินใจยากกว่าเดิม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. จึงประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยปี 2569 ไว้เป็น 3 ฉากทัศน์

กรณีต่ำอยู่ที่ 28-31 ล้านคน หากความขัดแย้งยืดเยื้อเกิน 5-6 เดือน และกดดันเที่ยวบินกับกำลังซื้ออย่างต่อเนื่อง ส่วนกรณีฐานอยู่ที่ 30-33 ล้านคน ภายใต้เงื่อนไขว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะคลี่คลายภายใน 3-4 เดือน

ขณะที่กรณีสูงอยู่ที่ 33-34 ล้านคน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้หากความขัดแย้งยุติลงเร็ว และตลาดเดินทางกลับมาฟื้นตัวในช่วงปลายปี

ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่า ช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ไทยรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 21 ล้านคน ลดลง 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าไทยยังต้องเร่งตลาดในช่วง 4 เดือนสุดท้าย จึงจะไปถึงกรอบประมาณการด้านบน

เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบ 33 ล้านคน หากไทยทำได้เท่ากับกรณีฐานที่ ททท.ประเมินไว้ ก็หมายความว่าจำนวนผู้เดินทางทั้งปีอาจยังต่ำกว่าหรือใกล้เคียงกับปีก่อน

จีนฟื้น แต่มาเลเซีย-เกาหลีใต้ยังลดลง

เมื่อดูโครงสร้างตลาดท่องเที่ยวไทย พบว่าแต่ละตลาดยังฟื้นตัวไม่เท่ากัน แม้นักท่องเที่ยวจีนช่วง 8 เดือนแรกเพิ่มขึ้น 16% แต่นักท่องเที่ยวมาเลเซียลดลง 12% และเกาหลีใต้ลดลงถึง 25% ทำให้การเติบโตจากบางตลาดยังชดเชยตลาดที่หายไปไม่ได้ทั้งหมด

ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่โรงแรม แต่กระจายไปถึงสายการบิน ร้านอาหาร การค้าปลีก รถเช่า และผู้ประกอบการท่องเที่ยวในเมืองรอง โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาตลาดต่างชาติกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป

สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องจับตาจึงไม่ใช่เพียงจำนวนนักท่องเที่ยว แต่รวมถึง ระยะเวลาพำนักและการใช้จ่ายต่อคน เพราะหากจำนวนผู้เดินทางฟื้น แต่พักสั้นลงหรือประหยัดมากขึ้น รายได้ของธุรกิจอาจไม่ฟื้นตามจำนวนคน


สรุปข่าว

การท่องเที่ยวไทยปี 2569 กำลังเผชิญความท้าทายในการบรรลุเป้าหมาย หลังนักท่องเที่ยวต่างชาติ 8 เดือนแรกอยู่ที่ 21 ล้านคน ลดลง 3% จากปีก่อน และธุรกิจโรงแรมกังวลยอดจองไตรมาส 4 จะต่ำกว่าปีก่อน โดยเฉพาะจากตลาดจีนที่ฟื้นตัวช้าและนักท่องเที่ยวพักสั้นลง แม้จีนจะเริ่มกลับมาแต่ตลาดมาเลเซียและเกาหลีใต้ยังลดลง ผู้ประกอบการยังเผชิญต้นทุนสูงและขาดแคลนแรงงาน เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงโค้งสุดท้ายของปี ททท. จึงเร่งใช้ 3 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ การจัด Mega Events หลากหลายรูปแบบ การใช้แคมเปญ "Nihao Month" ดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน และการใช้ "LISA Effect" เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่าย.

ท่องเที่ยวไทยกำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของปี แต่การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่เต็มที่ ขณะที่ธุรกิจโรงแรมเริ่มกังวลกับยอดจองล่วงหน้า หลังต้องเลื่อนมาตรการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส”  ภาครัฐจึงเร่งอัดแคมเปญและอีเวนต์ใหญ่ หวังดึงการเดินทางและการใช้จ่ายกลับมาอีกครั้ง

ททท.ประเมินต่างชาติเที่ยวไทย 28-34 ล้านคน

การท่องเที่ยวไทยกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญก่อนปลายปี แต่จำนวนผู้เดินทางไม่ได้ขึ้นอยู่กับฤดูกาลเพียงอย่างเดียว เพราะความขัดแย้งระหว่างประเทศ ราคาพลังงาน และความผันผวนของค่าเงิน กำลังทำให้ต้นทุนการเดินทางสูงขึ้นและนักท่องเที่ยวตัดสินใจยากกว่าเดิม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. จึงประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยปี 2569 ไว้เป็น 3 ฉากทัศน์

กรณีต่ำอยู่ที่ 28-31 ล้านคน หากความขัดแย้งยืดเยื้อเกิน 5-6 เดือน และกดดันเที่ยวบินกับกำลังซื้ออย่างต่อเนื่อง ส่วนกรณีฐานอยู่ที่ 30-33 ล้านคน ภายใต้เงื่อนไขว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะคลี่คลายภายใน 3-4 เดือน

ขณะที่กรณีสูงอยู่ที่ 33-34 ล้านคน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้หากความขัดแย้งยุติลงเร็ว และตลาดเดินทางกลับมาฟื้นตัวในช่วงปลายปี

ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่า ช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ไทยรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 21 ล้านคน ลดลง 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าไทยยังต้องเร่งตลาดในช่วง 4 เดือนสุดท้าย จึงจะไปถึงกรอบประมาณการด้านบน

เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบ 33 ล้านคน หากไทยทำได้เท่ากับกรณีฐานที่ ททท.ประเมินไว้ ก็หมายความว่าจำนวนผู้เดินทางทั้งปีอาจยังต่ำกว่าหรือใกล้เคียงกับปีก่อน

จีนฟื้น แต่มาเลเซีย-เกาหลีใต้ยังลดลง

เมื่อดูโครงสร้างตลาดท่องเที่ยวไทย พบว่าแต่ละตลาดยังฟื้นตัวไม่เท่ากัน แม้นักท่องเที่ยวจีนช่วง 8 เดือนแรกเพิ่มขึ้น 16% แต่นักท่องเที่ยวมาเลเซียลดลง 12% และเกาหลีใต้ลดลงถึง 25% ทำให้การเติบโตจากบางตลาดยังชดเชยตลาดที่หายไปไม่ได้ทั้งหมด

ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่โรงแรม แต่กระจายไปถึงสายการบิน ร้านอาหาร การค้าปลีก รถเช่า และผู้ประกอบการท่องเที่ยวในเมืองรอง โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาตลาดต่างชาติกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป

สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องจับตาจึงไม่ใช่เพียงจำนวนนักท่องเที่ยว แต่รวมถึง ระยะเวลาพำนักและการใช้จ่ายต่อคน เพราะหากจำนวนผู้เดินทางฟื้น แต่พักสั้นลงหรือประหยัดมากขึ้น รายได้ของธุรกิจอาจไม่ฟื้นตามจำนวนคน


โรงแรมกันยายนอัตราเข้าพักลดเหลือ 52%

แม้จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปีจะยังมีโอกาสแตะกรอบประมาณการของ ททท. แต่รายได้ของโรงแรมไม่ได้กระจายตัวเท่ากันทุกเดือน การเข้าสู่ช่วงรอยต่อก่อนฤดูท่องเที่ยวปลายปีจึงเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการต้องบริหารทั้งราคา ห้องพัก และต้นทุนอย่างระมัดระวัง

ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่พักแรม ซึ่งสมาคมโรงแรมไทยร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย สำรวจโรงแรม 123 แห่ง ระหว่างวันที่ 14-31 สิงหาคม พบว่า เดือนสิงหาคม 2569 อัตราเข้าพักอยู่ที่ 64% โดยได้แรงหนุนจากปัจจัยตามฤดูกาล โดยเฉพาะโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไปในหลายภูมิภาค

แต่เดือนกันยายน 2569 คาดว่าอัตราเข้าพักจะลดลงเหลือ 52%

อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 52% ยังใกล้เคียงกับเดือนเดียวกันของปีก่อน จึงควรมองว่าเป็นการชะลอตัวตามฤดูกาล มากกว่าจะเป็นการทรุดตัวผิดปกติ

แต่สำหรับโรงแรมที่มีต้นทุนคงที่สูง แม้อัตราเข้าพักลดลงเพียงช่วงสั้น ก็สามารถกระทบกระแสเงินสดได้ทันที

โรงแรมกังวลยอดจองไตรมาส 4 ต่ำกว่าปีก่อน

ความเสี่ยงไม่ได้จบแค่เดือนกันยายน เพราะผลสำรวจยังพบว่า ยอดจองไตรมาส 4 ต่ำกว่าปีก่อน โดยเฉพาะการจองจากตลาดจีน แม้ไตรมาสสุดท้ายจะเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยวหลักของไทยก็ตาม

สำหรับธุรกิจโรงแรม การลดราคาเพื่อเร่งยอดจองอาจช่วยเพิ่มจำนวนผู้เข้าพัก แต่หากแข่งขันกันรุนแรงเกินไป รายได้ต่อห้องและกำไรอาจลดลง ผู้ประกอบการจึงต้องเพิ่มรายได้จากอาหาร กิจกรรม และบริการอื่น แทนการพึ่งรายได้จากห้องพักเพียงอย่างเดียว

โรงแรมขนาดเล็กและโรงแรมในเมืองรองมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันมากกว่า เพราะมีเงินทุนหมุนเวียนและอำนาจต่อรองกับแพลตฟอร์มจองห้องพักต่ำกว่า ขณะที่โรงแรมขนาดใหญ่ยังสามารถใช้เครือข่ายสมาชิกและตลาดประชุมสัมมนาช่วยกระจายความเสี่ยงได้

52% โรงแรมมองต่างชาติปีนี้ต่ำกว่า 32 ล้านคน

อัตราเข้าพักที่ลดลงในเดือนกันยายนอาจเป็นผลตามฤดูกาล แต่สิ่งที่ต้องจับตามากกว่าคือความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อช่วงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงทำรายได้หลักของธุรกิจโรงแรมไทย

ผลสำรวจของสมาคมโรงแรมไทยและธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า ผู้ประกอบการโรงแรม 52% ประเมินว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้จะต่ำกว่า 32 ล้านคน ซึ่งจะต่ำกว่าปี 2568 ที่ไทยรับนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 33 ล้านคน

มุมมองนี้สอดคล้องกับยอดจองห้องพักล่วงหน้าในไตรมาส 4 ที่ต่ำกว่าปีก่อน โดยเฉพาะตลาดจีน จึงเกิดความกังวลว่านักท่องเที่ยวจีนอาจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ในช่วงที่โรงแรมต้องเร่งสร้างรายได้ชดเชยช่วงนอกฤดูกาล

แม้ข้อมูลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่า นักท่องเที่ยวจีนสะสม 8 เดือนแรกเพิ่มขึ้น 16% เป็น 3.54 ล้านคน แต่ยอดสะสมที่ผ่านมาและยอดจองล่วงหน้าเป็นข้อมูลคนละช่วงเวลา จึงสะท้อนว่า ตลาดจีนอาจฟื้นแล้วบางส่วน แต่แรงส่งในไตรมาสสุดท้ายยังไม่แน่นอน

อีกปัญหาหนึ่งคือ นักท่องเที่ยวลดวันพำนัก จากแรงกดดันด้านเศรษฐกิจและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ผลกระทบจึงไม่ได้ตกอยู่กับโรงแรมเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงร้านอาหาร บริษัททัวร์ รถเช่า ร้านค้า และแหล่งท่องเที่ยวที่มีเวลาขายสินค้าและบริการให้นักท่องเที่ยวน้อยลง

ฝั่งผู้ประกอบการยังเผชิญภาวะ ต้นทุนสูงและแรงงานขาดแคลน ทั้งค่าไฟ วัตถุดิบ ค่าแรง และค่าธรรมเนียมจากช่องทางจองห้องพัก ทำให้การลดราคาเพื่อแข่งขันอาจเพิ่มจำนวนลูกค้า แต่ก็เสี่ยงกดดันผลกำไร

ผลสำรวจยังพบว่า สัดส่วนโรงแรมที่ขาดแคลนแรงงานเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน แม้ยังไม่กระทบการให้บริการลูกค้า แต่เริ่มส่งผลต่อคุณภาพการบริการ ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญในช่วงไฮซีซันที่ลูกค้าเพิ่มขึ้นพร้อมกัน

ผู้ได้เปรียบจึงเป็นโรงแรมที่กระจายฐานลูกค้าหลายประเทศ มีตลาดคนไทย ตลาดประชุมสัมมนา และช่องทางจองโดยตรงของตัวเอง ส่วนโรงแรมขนาดเล็กหรือโรงแรมที่พึ่งพาตลาดจีนเป็นหลัก จะมีความเสี่ยงจากทั้งยอดจองและการแข่งขันด้านราคามากกว่า


ททท.วาง 3 แรงส่งกระตุ้นท่องเที่ยวโค้งสุดท้าย

เมื่อแรงส่งจากตลาดต่างชาติยังไม่แน่นอน ภาคท่องเที่ยวจึงหวังพึ่งทั้งตลาดคนไทยและมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ โดย ททท.วาง 3 แรงส่งสำคัญสำหรับโค้งสุดท้ายของปี

แรงส่งแรกคือ Mega Events ช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2569 ครอบคลุมกิจกรรมด้านวัฒนธรรม ดนตรี กีฬา และเศรษฐกิจกลางคืน ไม่ว่าจะเป็นงานวิจิตรเจ้าพระยา งานวิ่งมาราธอน เทศกาลดนตรี หรือการแข่งขันกีฬาระดับโลก ซึ่งช่วยสร้างเหตุผลให้คนเดินทางตามช่วงเวลา และอาจช่วยกระจายนักท่องเที่ยวออกจากแหล่งท่องเที่ยวหลักได้มากขึ้น

แรงส่งที่สองคือการดึงตลาดจีนผ่าน แคมเปญ Nihao Month โดย ททท.คาดว่า ช่วงวันที่ 25 กันยายน-7 ตุลาคม จะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยประมาณ 250,000 คน สร้างรายได้ประมาณ 11,500 ล้านบาท

จำนวนผู้เดินทางและรายได้ดังกล่าวเพิ่มขึ้น 24% และ 37% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่า หากความเชื่อมั่นและเที่ยวบินฟื้นตัว ตลาดจีนยังสามารถสร้างรายได้ให้โรงแรม ร้านอาหาร การบิน ชอปปิง และธุรกิจท้องถิ่นได้อีกมาก

แรงส่งที่สามคือ LISA Effect จากโครงการ Amazing Thailand Ambassador ซึ่ง ททท.ระบุว่า แคมเปญสามารถเข้าถึงผู้คนทั่วโลกได้ถึง 448 ล้านครั้ง และสร้างมูลค่าประชาสัมพันธ์ 567 ล้านบาท

ข้อมูลจาก Traveloka ที่ ททท.นำมาเผยแพร่ยังระบุว่า ความสนใจเดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้น 10% การเดินทางภายในประเทศของคนไทยเพิ่มขึ้น 25% และยอดจองที่พักจากตลาดอาเซียนเพิ่มขึ้นมากกว่า 30%

สิ่งที่เห็นชัดคือ ไทยกำลังใช้ทั้ง อีเวนต์ ตลาดเฉพาะประเทศ และบุคคลที่มีอิทธิพลระดับโลก เพื่อพานักท่องเที่ยวจากการเห็นคอนเทนต์ไปสู่การค้นหา จอง และเดินทางจริง

สำหรับผู้ประกอบการ โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การเปลี่ยนกระแสเหล่านี้ให้กลายเป็นรายได้ ด้วยการจัดแพ็กเกจให้สอดคล้องกับปฏิทินกิจกรรม พร้อมรองรับภาษา ระบบชำระเงิน การเดินทาง และบริการที่เหมาะกับนักท่องเที่ยวแต่ละตลาด เพื่อรับมือกับการแข่งขันในช่วงปลายปีที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น