
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ความคืบหน้าโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศผ่านไทยเที่ยวไทย พลัส คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในวันที่ 8 กันยายนนี้ หลังจากได้หารือร่วมกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
สรุปข่าว
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ความคืบหน้าโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศผ่านไทยเที่ยวไทย พลัส คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในวันที่ 8 กันยายนนี้ หลังจากได้หารือร่วมกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
โดยเฉพาะในข้อที่กระทรวงการคลัง กำลังพิจารณาแนวทาง Flash Rate หรืออัตราคงที่ เพื่อป้องกันไม่ให้โรงแรมฉวยโอกาสขึ้นราคาในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ขณะที่กระทรวงฯ ยังคงอยากให้ดำเนินรูปแบบโครงการแบบร่วมจ่าย หรือ Co-payment สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาทต่อสิทธิ์ เนื่องจากเชื่อว่า
รูปแบบนี้จะกระตุ้นให้ประชาชนนำเงินส่วนตัวมาสมทบเพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจ คาดว่าเมื่อได้ข้อสรุปจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้ในสัปดาห์หน้า
จากนั้นตั้งเป้าเปิดให้ประชาชนและผู้ประกอบการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยก่อนเปิดใช้งานจริงจะต้องมีการทดสอบระบบร่วมกับธนาคารกรุงไทยประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อเตรียมความพร้อมของระบบการลงทะเบียนและการใช้สิทธิ
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงฯ ได้เสนอขอใช้งบประมาณภายใต้ พ.ร.ก.เงินกู้ จำนวน 4,000 ล้านบาท เพื่อจัดสรรให้ประชาชนใช้สิทธิเข้าร่วมโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส 1 ล้านสิทธิ แบ่งการสนับสนุน 2 ส่วน ได้แก่ การสนับสนุนส่วนลดค่าที่พักสูงสุดไม่เกิน 3,000 บาทต่อสิทธิ วงเงิน 3,000 ล้านบาท
และการสนับสนุนคูปอง (Voucher) ท่องเที่ยว 1,000 บาทต่อสิทธิ วงเงิน 1,000 ล้านบาท โดยคูปองดังกล่าวปรับเพิ่มจากโครงการก่อนหน้าที่ให้ 500 บาท และจำกัดการใช้เฉพาะร้านอาหาร
ขณะที่โครงการใหม่จะขยายการใช้สิทธิไปยังธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว อาทิ สปา และบริการด้านสุขภาพ (Wellness) เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการในภาคท่องเที่ยวมากขึ้น
ด้านน.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า เป้าหมายของภาคการท่องเที่ยวปี 2569 ททท.ยืนยันเร่งเติบโตไม่ต่ำกว่าปี 2568
ซึ่งตอนนี้จำนวน และรายได้อยู่สูงกว่าเป้าหมายพื้นฐานที่วางไว้แล้ว โดยเป้าหมายรายตั้งไว้ที่ 2.7 ล้านล้านบาท เติบโตไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 2.6 ล้านล้านบาท โดยชูจุดแข็งเรื่องของ Wellness เป็นหลัก
- "เอกนิติ" ย้ำเป้าหมาย ไทยขึ้นแท่นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 ใช้เอกชนนำ-รัฐหนุน
- รัฐบาลลุย Quick Win เพิ่มรายได้-กระจายโอกาส ยกระดับคุณภาพชีวิต ชายแดนใต้
- คลังลุ้น SET แตะ 2,000 จุด ชู Reignite Thailand ดึงเงินทุนโลก
- “เอกนิติ” ชี้ 3 โจทย์เศรษฐกิจ พยุงกำลังซื้อ–ลงทุน–เปลี่ยนผ่านพลังงาน ดัน SMEs–เพิ่มทักษะแรงงาน
- “ออมพลัส” รอบ 2 วงเงิน 4,000 ลบ. พร้อมขาย 4 ก.ย. นี้ ดอกเบี้ยสูงสุด 2.80%
