สงครามการค้าระหว่างสองพันธมิตรเก่าแก่ในอเมริกาเหนือร้อนแรงขึ้นอีกขั้น หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศห้ามนำเข้าสินค้าหลายรายการจากแคนาดา ครอบคลุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มอเตอร์ไซค์ และสินค้าบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนม โดยมาตรการจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน
คำสั่งห้ามนำเข้าครอบคลุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่วนใหญ่ เช่น เบียร์ ไวน์ วิสกี้ บรั่นดี ส่วนสินค้าอื่นที่ถูกห้ามยังรวมถึงเวย์โปรตีน กากน้ำตาล เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ชีสหลายชนิดไม่ได้ถูกห้ามนำเข้า แต่ถูกเพิ่มเข้าสู่รายการสินค้าที่ต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 50 พร้อมกับสินค้ากระดาษ อะลูมิเนียม ไม้ เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ให้แสงสว่างบางประเภท จึงต้องแยกให้ชัดระหว่างสินค้าที่ถูกระงับการนำเข้าโดยตรง กับสินค้าที่ยังนำเข้าได้แต่ต้องแบกรับภาษีสูงขึ้น
สรุปข่าว
สงครามการค้าระหว่างสองพันธมิตรเก่าแก่ในอเมริกาเหนือร้อนแรงขึ้นอีกขั้น หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศห้ามนำเข้าสินค้าหลายรายการจากแคนาดา ครอบคลุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มอเตอร์ไซค์ และสินค้าบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนม โดยมาตรการจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน
คำสั่งห้ามนำเข้าครอบคลุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่วนใหญ่ เช่น เบียร์ ไวน์ วิสกี้ บรั่นดี ส่วนสินค้าอื่นที่ถูกห้ามยังรวมถึงเวย์โปรตีน กากน้ำตาล เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ชีสหลายชนิดไม่ได้ถูกห้ามนำเข้า แต่ถูกเพิ่มเข้าสู่รายการสินค้าที่ต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 50 พร้อมกับสินค้ากระดาษ อะลูมิเนียม ไม้ เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ให้แสงสว่างบางประเภท จึงต้องแยกให้ชัดระหว่างสินค้าที่ถูกระงับการนำเข้าโดยตรง กับสินค้าที่ยังนำเข้าได้แต่ต้องแบกรับภาษีสูงขึ้น
มาตรการล่าสุดของสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังแคนาดาเริ่มเก็บภาษีตอบโต้สินค้าจากสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 8 กันยายน ในอัตราร้อยละ 15, 25 และ 50 ครอบคลุมสินค้านำเข้ามูลค่า 27,600 ล้านดอลลาร์แคนาดา หรือประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่เหล็ก ผลิตภัณฑ์นม เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรการเกษตร เยื่อกระดาษ ไปจนถึงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
ความขัดแย้งรอบนี้เริ่มรุนแรงขึ้น หลังการเจรจาหลายรอบล้มเหลว และสหรัฐฯ ใช้ภาษีร้อยละ 50 กับสินค้าจากแคนาดาบางส่วนเมื่อเดือนสิงหาคม ทำให้รัฐบาลนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ เดินหน้าตอบโต้ในมูลค่าใกล้เคียงกัน พร้อมเร่งลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันรองรับสินค้าส่งออกของแคนาดาเกือบร้อยละ 68
ด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ยังเผชิญความเสี่ยงรอบใหม่ เพราะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงแผนเพิ่มภาษีนำเข้ารถยนต์ รถบรรทุก และชิ้นส่วนจากแคนาดา จากร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 50 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม หากสองฝ่ายไม่สามารถหาข้อตกลงได้
แรงกดดันเริ่มทำให้บริษัทต่างชาติต้องทบทวนห่วงโซ่การผลิต โดยซัปโปโร ซึ่งเป็นเจ้าของโรงเบียร์สลีแมนในรัฐออนแทรีโอ กำลังพิจารณาย้ายการผลิตเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์บางส่วนจากแคนาดาเข้าสหรัฐฯ เพื่อลดความเสี่ยงด้านภาษี แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย
แม้มูลค่าสินค้าที่ได้รับผลกระทบยังเป็นสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับการค้ารวมระหว่างสองประเทศ แต่สิ่งที่ภาคธุรกิจกังวลมากกว่าคืออนาคตของข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ–เม็กซิโก–แคนาดา หรือ USMCA ซึ่งเป็นฐานสำคัญของห่วงโซ่อุปทานอเมริกาเหนือ
หากมาตรการตอบโต้ขยายวง บริษัทอาจต้องย้ายฐานผลิต ปรับแหล่งวัตถุดิบ และผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภค โดยอุตสาหกรรมรถยนต์ อาหาร เครื่องดื่ม เหล็ก และเฟอร์นิเจอร์ จะเป็นกลุ่มแรกที่เผชิญแรงกระแทก พร้อมเพิ่มความเสี่ยงต่อการลงทุนและการเติบโตของแคนาดา ซึ่งกำลังทำสงครามการค้ากับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีขนาดใหญ่กว่าถึง 13 เท่า
